ตอนที่ 49
ในรอบ 8 คนสุดท้าย แน่นอนว่าเหลือก็แค่เพียงผู้เยาว์ที่มีชื่อเสียงในเมืองบุปผาแดงทั้งสิ้น...แต่ละคนล้วนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตา ผ่านเข้ารอบมาในทุกงานเทศกาลจนเป็นนิจ...จะมีก็แต่ เหยาซุน เด็กหนุ่มแปลกหน้าผู้เป็นม้ามืดหนึ่งเดียวในงานประลองที่ทะลุผ่านเข้ามาอย่างเหนือความคาดหมาย...
นอกเหนือจาก หานเฉียง และ ฉีลู่ชิงสองผู้เยาว์ที่เป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นปลาย(ขั้น 7-9) คนอื่น ๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลาง(ขั้น 4-6) ทั้งสิ้น!! มีเพียงเหยาซุน อีกเช่นกันที่เป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 1พื้นฐานจัดว่าอ่อนที่สุดในรอบนี้...
ใบหน้าของ หานเฉียง บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ หลังจากเห็นสหายของตน โจผิงถูกเล่นงานจนหมดสภาพ ต้องหามลงจากเวทีประลอง โดยที่ยังไม่อาจสร้างรอดขีดข่วนใด ๆให้กับ เหยาซุน ได้เสียด้วยซ้ำ
เวลานี้มันเริ่มมั่นใจแล้วว่า ความแข็งแกร่งของ เหยาซุน มิใช่สามัญไม่อาจนำระดับชั้นลมปราณมาเป็นบรรทัดฐานในการประเมินความสามารถเข้าใจถึงเหตุผลแล้วว่าเพราะอะไรตระกูลซ่งจึงกล้าวางเดิมพันมหาศาลกับเด็กหนุ่มบ้านนอกผู้หนึ่ง ที่เพิ่งพบเจอในเมืองบุปผาแดงได้ไม่นาน...
ยามลงจากเวทีสายตาของ ซุน และ หานเฉียง ประสานกันอีกครั้งหากแต่สีหน้าของทั้งสองล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...ฝ่ายหนึ่งเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน อีกฝ่ายเปี่ยมโทสะด้วยความเดือดดาลหากผลการประลองยังเป็นเช่นนี้ อีกเพียง 2 รอบประลองเท่านั้นทั้งคู่ก็จะได้เผชิญหน้ากัน...
จังหวะนั้นเอง ที่หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในการประลอง ยืนขวางทางเบื้องหน้าของซุน... นางสวมกอดอกทอดสายตามอง สีหน้าครุ่นคิด ซึ่งมิใช่ใครอื่นนอกเหนือฉีลู่ชิง... นางเห็นสายตาของ ซุน และ หานเฉียง ก็รู้แล้วว่าทั้งคู่หมายมั่นจะปะทะกันแน่นอน...
“หวังว่าเจ้าจะไม่ได้มองข้ามการประลองของข้า?!”
ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง...
“ข้านั้นคาดหวังในการประลองของพวกเรามากที่สุดต่างหาก...”
นางยกมุมปากเล็กน้อยตอบรับ นั่นถือว่าเป็นการแสดงอารมณ์มากที่สุด เท่าที่ซุน เคยเห็นแล้ว... สำหรับหญิงสาวที่แสนเย็นชาอย่างนาง คงไม่อาจคาดหวังรอยยิ้มประดับใบหน้าได้…ก่อนที่นางจะทอดสายตาไปยัง บุรุษหนุ่มอีกคนหนึ่งที่นั่งขัดเกาทัณฑ์ขนาดใหญ่ของตนเองด้วยความทะนุถนอม...
“แต่ก่อนหน้าเจ้าจะผ่านเข้ารอบมาเจอกับข้า... คู่ต่อสู้ในรอบต่อไปอาจเป็นคู่ต่อสู้ที่เจ้ารับมือได้ยากที่สุดในการแข่งครั้งนี้ก็เป็นได้...”นางเอ่ยย่ำเตือน
ซุน เพียงแค่เห็นเกาทัณฑ์ ก็พอจะรู้ความหมายที่นางพยายามจะสื่อ...
“เจ้ารู้จักงั้นหรือ?!”
หญิงสาวพยักหน้าตอบรับ...
“คนผู้นั้นนามว่า...หลิวซิง เป็นอัจฉริยะด้านการล่าสัตว์ร้าย ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่6 ผู้สืบทอดเคล็ดวิชา เกาทัณฑ์ยิงตะวัน ของตระกูลหลิว... ว่ากันว่าในระยะขอบเขตสายตาไม่เคยยิงพลาดเป้าอีกทั้งในทุกลูกศรที่ยิงออกไป ยังแฝงไว้ด้วยพลังลมปราณ พลังทำลายจึงเหนือกว่าลูกศรทั่วไปอย่างมิอาจเปรียบวัด...
วิชาตัวเบาของ หลิวซิง ยังเป็นเลิศในหมู่ผู้เยาว์ทั้งหมดนับเพียงความเร็วอาจจะเหนือกว่าข้าด้วยซ้ำไป ทักษะการหลบหนีและลอบยิงจากระยะไกลยังไงก็นับเป็นทักษะที่อันตรายที่สุด ไม่ว่าจะศาสตราชนิดใด ก็ไม่มีระยะที่มากไปกว่าเกาทัณฑ์...
ตัวเจ้าใช้ขวานศิลาที่หนักขนาดนั้น ไม่มีโอกาสวิ่งไล่ตาม หลิวซิงได้ทันอย่างแน่นอน... สุดท้ายเจ้าจะกลายเป็นเป้าลูกศรเกาทัณฑ์ จวนจนกระทั่งพ่ายแพ้...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะนึกจินตนาการตาม... แน่นอนว่าซุน ได้จับตามอง หลิวซิง มาตั้งแต่แรก ๆ แล้ว ในการประลองรอบแรก หลิวซิงแบกเกาทัณฑ์หลบเลี่ยงกลุ่มผู้เยาว์นับสิบด้วยความชำนาญ พลางยิงลูกศรสวมปลายนวมไร้คมโจมตีสกัดกลุ่มผู้เยาว์เหล่านั้นจนหมดสภาพ
ทั้งที่ ลูกศร มีการดัดแปลงด้วยการสวมนวมเล็ก ๆไว้ที่ปลายเพื่อลดอานุภาพทำลาย และความเร็วลดลงขั้นหนึ่ง แต่ในทุก ๆดอกที่ยิงออกไป ก็รุนแรงมิต่างกำปั้นหนัก ๆ ที่ห่อหุ้มลมปราณกระแทกเข้ามาเพียงไม่กี่ดอกก็ทำให้คู่แข่งหมดสภาพต่อสู้ได้แล้ว...
หลิวซิง จัดเป็นคนที่ ซุน รับมือได้ยากที่สุดจากความเสียเปรียบด้านศาสตรา...
ซุน หันไปเห็นใบหน้าของ ฉีลู่ชิง ซึ่งนางดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยเด็กหนุ่ม จึงอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากสูง... “ไม่คิดว่าเจ้าจะเป็นห่วงข้า จนถึงกับมาสาธยายข้อมูลคู่ต่อสู้ให้ข้าฟัง?!”
หญิงสาวเบิกตากว้าง ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้น...
“อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย... ข้าเพียงแต่ไม่อยากพบเจอ หลิวซิงที่รับมือได้ยากในการประลองเท่านั้นหากพบเจอเจ้าย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะเอาชนะมากกว่า!!”
กล่าวจบนางก็พลันสะบัดหน้าเดินหนีไปทันที ซุนอดไม่ได้ที่จะขบขันเล็กน้อย...
บนเวทีประลอง...
การแข่งรอบ 8 คนสุดท้าย...
ด้วยความที่เป็นรอบสำคัญ จึงไม่มีการประลองที่จัดพร้อม ๆกันหลายคู่ เฉกเช่นที่ผ่าน ๆ มา แต่จัดขึ้นที่ เวทีใหญ่ ให้ทุกคนได้รับชมครั้งละหนึ่งคู่เท่านั้นเพื่อความบันเทิงสูงสุดในการประลองที่ใกล้จะจบสิ้น...
ท้องฟ้าเริ่มเข้าสู่พลบค่ำแต่ผู้คนในงานกลับล้นหลามมากยิ่งกว่าเดิม มีการจุดเปลวเพลิงสาดแสงนับพัน ๆ จุดจนเกิดแสงสว่างมิต่างช่วงกลางวัน ต่อให้การแข่งล่วงเลยไปจนกลางดึกก็มินับเป็นปัญหาใด สำหรับผู้เข้าแข่งขัน และผู้รับชม...
ผลการประลองในคู่ แรก ๆ ไม่มีการพลิกผัน... หานเฉียง และ ฉีลู่ชิงผ่านเข้ารอบได้โดยไม่ยากเย็น รวมถึงผู้เยาว์อีกคนนาม ตู่เหยียนที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของ หานเฉียง ในรอบ 4 คนสุดท้าย... แต่ ตู่เหยียนก็ได้รับบาดเจ็บพอสมควรจากรอบที่ผ่าน ๆ มา ดังนั้นทุกคนยอมคาดเดาได้ว่า หานเฉียงคงทะลวงผ่านถึงรอบชิงได้แน่นอน...
ซุน และ หลิวซิง ขึ้นสู่เวทีประลอง เป็นคู่สุดท้ายในรอบนี้...สิ่งที่น่าตกใจอีกประการก็คือ หลิวซิง ได้เปลี่ยนชนิดของลูกศร จากที่เป็นติดปลายนวมเอาไว้เพื่อลดพลังทำลายแต่ในตอนนี้กลายเป็นลูกศรหัวเหล็ก ที่เพิ่มพูนทั้งความอันตรายและความเร็วในตัวคันศรยามพุ่งทะยาน...
แน่นอนว่า ทั้งหมดเป็นอิทธิพลมาจากเงินรางวัลค่าหัวหนึ่งแสนเหรียญทอง... แม้จะไม่มีความแค้นส่วนตัวระหว่างกันแต่ย่อมไม่มีใครปฏิเสธเงินค่าหัวระดับนี้ได้ลงคอ...
“เหยาซุน... หากเจ้าจะยอมแพ้ ก็ควรกล่าวเสียตั้งแต่ตอนนี้งานหลักของข้าคือการล่าสัตว์ร้ายถ้าเป็นไปได้ข้าก็ไม่อยากหันเกาทัณฑ์ที่อันตรายเข้าหามนุษย์ด้วยกัน...” หลิวซิงกล่าวขึ้นด้วยแววตาที่คมกริบ
“ขอบคุณที่อุตส่าห์ย้ำเตือน...แต่ข้าไม่คิดที่จะยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต่อสู้...” ซุนกล่าวตอบน้ำเสียงแน่นหนัก...
ทั้งสองอยู่ห่างกันคนละฝั่งเวทีประลอง ตามกฎการแข่งที่ตั้งขึ้น...ดังนั้นเรื่องของระยะต่อสู้นั้น ซุน นับว่าเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น...เหล่าผู้ชมพากันตื่นเต้นไปด้วยแม้จะมีหลายคนเฝ้าเป็นกำลังใจให้เด็กหนุ่มม้ามืดผู้นี้แต่โอกาสชนะก็ค่อนข้างที่ริบหรี่เต็มที
“เริ่มการประลองได้!!” กรรมการประกาศ
ยังไม่ทั้งสิ้นเสียงกรรมการ ลูกศรดอกหนึ่งก็พุ่งตรงเข้ามา การยิงโดยที่ไม่จำเป็นต้องเพ่งเล็งของหลิวซิง นับเป็นที่เลื่องลือ...
เกร้ง!
ซุน ยกขวานศิลาขึ้นป้องกันได้ทัน แต่สีหน้าของ ซุนเริ่มแปรเปลี่ยนไป...
“เร็วมาก!! ลูกศรที่พุ่งเข้ามา มีความเร็วกว่ารอบแรก ๆอย่างชัดเจน!! คงเป็นเพราะการถอดหัวปลายนวมออกและเปลี่ยนเป็นหัวเหล็ก ลดแรงเสียดทานในอากาศงั้นสินะ”
จากนั้น ห่าฝนแห่งลูกศร ก็พุ่งเข้ามาอีกอย่างต่อเนื่อง!! ทักษะการยิงลูกศร 10 ดอกพร้อม ๆ กันของ หลิวซิงสมกับฉายาอัจฉริยะด้านการล่า!!
“ตั้งมั่น!!”
เกร้ง! เกร้ง! เกร้ง!
ซุน ปักหลักป้องกันอย่างมั่นคง ด้วยทักษะป้องกันในเพลงขวานแม้ลูกศรที่พุ่งเข้ามาจะมีความเร็วสูง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่อาคมตาทิพย์สามารถมองเห็นได้ ขอเพียง ซุน เคลื่อนไหวได้ทัน การป้องกันก็ยังสมบูรณ์... จำนวนลูกศรทั้งหมดของหลิวซิง ไม่อาจคาดเดาได้ เพราะทั้งหมดถูกเก็บซ่อนไว้ภายในแหวนมิติ อาจมีนับร้อยนับพัน หรือนับหมื่นดอก!!
สำหรับมือเกาทัณฑ์ระดับสูง คงไม่อาจคาดหวังเรื่องที่ลูกศรจะหมดสิ้นเพราะคงได้รับการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี... หากคงไว้ในสภาพตั้งรับเช่นนี้ ซุนจะไม่มีโอกาสตอบโต้ หรือหาหนทางเอาชนะได้เลย!!
เหล่าผู้ชมเฝ้ามองด้วยความใจจดใจจ่อ... โดยเฉพาะเหล่าสมาชิกตระกูลซ่งที่รู้ดีถึงจุดอ่อนในส่วนนี้ น้ำหนักของขวานศิลาแม้มีจุดเด่นด้านพลังแต่มีจุดด้อยด้านการเคลื่อนที่ ต่อให้ผู้ใช้มีความชำนาญเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะใช้ความเร็วในการเคลื่อนที่ได้สูงกว่าคู่ต่อสู้ซึ่งถือครองศาสตราประเภทอื่นในระดับพลังเดียวกันเป็นจุดอ่อนที่แม้แต่ชายชราอย่าง ซ่งไห่เฟิง ยังต้องยอมจำนน...
“เจ้าจะแก้ไขจุดอ่อนนี้ยังไงล่ะ ซุน...”ชายชรากล่าวพึมพำเบา ๆ
ซุน ตวัดขวานตั้งรับอย่างใจเย็น... พอ ซุน ก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าวหลิวซิง กลับถอยหลังไปสองก้าวเพิ่มระยะ เป็นทักษะที่ หลิวซิง ชำนาญไม่ยอมให้คู่ต่อสู้เข้ามาใกล้ตัวได้มิเช่นนั้นผู้ใช้เกาทัณฑ์จะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันที...
เด็กหนุ่ม กำขวานแนบแน่นขึ้น ก่อนจะระเบิดกระบวนท่า...
“ปัดกวาด!!”
ลูกศรนับสิบดอก ถูกกวาดทำลายในคราเดียวทั้งยังเกิดลมกรรโชกรุนแรงพวยพุ่งออกไป ทำให้เบี่ยงเบนทิศทางของลูกศรอีกมากที่กำลังพุ่งเข้ามา...หลิวซิง ขมวดคิ้วก่อนจะระเบิดท่าร่างหลบเลี่ยงออกจากทิศทางของกระแสลมที่กรรโชก...
อย่างน้อย ซุน ก็สามารถขัดจังหวะการโจมตีต่อเนื่องนี้ได้แต่ภาพรวมก็ยังห่างไกลจากความได้เปรียบ อีกไม่นานห่าฝนลูกศรละลอกที่สอง ก็คงเข้าครอบคลุมลานประลองอีกเช่นเดิม...เด็กหนุ่ม ถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะปักขวานศิลาลงพื้น...
ตูม!!
“พอกันที... ขวานศิลา คงไม่อาจเอาชนะ เกาทัณฑ์ยิงตะวัน ได้จริงๆ” ซุน สบถขึ้นกลางเวทีประลอง พร้อมกับปล่อยมือจากขวานศิลาที่ปักลงพื้น...
“!!!!!!!!!!!” เหล่าผู้ชมเบิกตากว้างไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะยอมถอดใจเสียแล้ว...
หลิวซิง ที่กำลังตั้งท่าจะยิงเกาทัณฑ์ถึงกับค้างชะงักกดหัวคิ้วลงต่ำ...
“แปลว่าเจ้า คิดจะยอมแพ้แล้วสินะ...”
หลังวางขวานศิลา ซุนก็พลันยกเต้าสุราที่ผูกอยู่ข้างเอวขึ้นมากระดกคำหนึ่ง... เผยรอยยิ้มที่ดูเมามายพร้อมใบหน้าที่แดงระเรื่อขึ้นจากฤทธิ์สุรา...
“ใครบอกว่าข้าจะยอมแพ้?! ข้าเพียงกล่าวแค่ว่าขวานศิลา ไม่อาจเอาชนะเท่านั้น... มิได้บอกว่า เพลงขวานวายุ หรือตัวข้า เหยาซุนจะเอาชนะเจ้าไม่ได้?!”
จังหวะนั้นเอง ที่ ซุน เปล่งรัศมีลมปราณอันมหาศาลออกมา!! พร้อมกับระเบิดกำลังขา ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างมาหนักหน่วงด้วยการแบกน้ำหนัก1,000 ชั่งตลอดเวลา ทันทีที่วางขวานศิลาย่อมมิต่างจากการปลดเปลื้องพันธนาการที่ฉุกรั้งทั้งหมด
เพียงแรงดีดตัวจากปลายเท้า ยังฝากรอยแตกร้าวไว้บนพื้นเวทีประลอง!!
“บัดซบ!!” หลิวซิงเบิกตากว้าง เมื่อพบว่า ซุน ใช้ความเร็วอันมหาศาลพุ่งตรงเข้ามา...ตวัดข้อมือระรัวยิงลูกศรนับสิบ ๆ ดอกออกไป หมายสกัดกั้น!!
“วิถีเซียนเมรัย... กายเมามาย จิตมิเมามาย”
ท่าร่างของ ซุน ไหวเอนไม่แน่นิ่งร่างกายโซเซแต่กลับสามารถหลบเลี่ยงลูกศรนับสิบที่พุ่งเข้ามาได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกทั้งความเร็วในการพุ่งทะยานยังไม่ลดต่ำลงเลยสักนิด... แม้ ซุนจะมิได้ฝึกฝนวิชาตัวเบามาก่อน แต่ ซุน ก็ได้ฝึกฝนการย่างก้าวมาจากยอดฝีมืออย่างซ่งไห่เฟิง ทั้งยังมีคำแนะนำจาก มู่เจี้ยน คอยชี้แนะ ความเร็วที่สามารถรีดเค้นออกมาในระยะสั้นย่อมเหนือชั้นไม่ด้อยกว่าวิชาตัวเบาขั้นสูง
เพียงไม่นานก็สามารถเข้าประชิด หลิวซิง ได้ในระยะเอื้อมมือ!!ซึ่งเป็นระยะที่เกาทัณฑ์สูญเสียความได้เปรียบทั้งหมดไปอย่างสมบูรณ์... ดวงตาของ ซุนเปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้ง บานประตูเจตจำนงแห่งขวานถูกแง่มออก... ฝ่ามือของ ซุนปรากฏเงาขวานทับซ้อนขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ จากจิตใจที่เป็นหนึ่งเดียวกับขวาน...
“ขวานอยู่ในใจ มิใช่ในมือ!!
กระบวนท่าไร้ขวาน... ฟาดฟัน!!”
ตูม!!
สันฝ่ามือของ ซุน ฟาดลงที่หัวไหล่ของ หลิวซิง อย่างรุนแรง!! ต่อให้ ซุน มิได้ถือขวาน แต่ หลิวซิงกลับรู้สึกประหนึ่งถูกฟาดฟันด้วยขวานใหญ่อย่างไม่ผิดเพี้ยน
“อ๊ากกกก!!”
กระดูกหัวไหล่ของ หลิวซิง หลุดเคลื่อนในการฟาดฟันเพียงครั้งไม่อาจยกแขนขึ้นง้างเกาทัณฑ์ได้อีกต่อไป หมดสภาพที่จะต่อสู้... เป็นการเอาชนะด้วยเพลงขวานวายุที่ไม่จำเป็นต้องถือครองขวานไว้ในมือ ตอกย้ำว่าเพลงขวานวายุตระกูลซ่งนั้นหาได้มีจุดอ่อนในตัวของเคล็ดวิชา ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับผู้ใช้!!
“ผู้ชนะผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้าย... เหยาซุน จากสำนักขวานวายุตระกูลซ่ง!!”
…………………………………..