ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 93 ตัดสินใจ


    สำหรับหุ้นไอพีโอ นอกจากปัจจัยพื้นฐานจำพวกค่า พีอี (PE=ราคาต่อกำไร) พีบีวี (PBV=ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี)แล้ว สิ่งสำคัญจริงๆ สำหรับการเก็งกำไรหุ้นไอพีโอก็คือ กระแส ความฮอต หรือจะบอกว่าเป็นเรื่องจิตวิทยาของนักลงทุนก็ว่าได้
    เพราะหุ้นที่จะเข้ามาซื้อขายในตลาดวันแรก เจ้าของบริษัทหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทจะไม่สามารถนำหุ้นที่ตัวเองมีเข้ามาซื้อขายได้ทันทีตั้งแต่วันแรกในจำนวนมาก ดังนั้นหุ้นที่จะนำเอามาขายได้ในวันแรกส่วนใหญ่จึงเป็นหุ้นที่มาจากคนที่ได้จองซื้อหุ้นไอพีโอเท่านั้น
    ตัวอย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวร้อยหุ้น ได้นำหุ้น 30 หุ้นไปขายไอพีโอให้ผู้ได้สิทธิ์จองซื้อในราคา 1 บาท หลังจากขายเสร็จ อีก 30 วันบริษัทก็นำหุ้นไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้คนเล่นหุ้นทั่วไป 100 คนได้ข่าวว่าร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ขายดีมาก คนแน่นร้านทุกวัน จึงพากันอยากได้หุ้นร้านก๋วยเตี๋ยว แต่หุ้นกลับมีเพียงแค่ 30 หุ้นในการซื้อขายวันแรก คน 100 คนจึงจำเป็นต้องมาตั้งราคาแข่งกันเพื่อให้คนที่มีหุ้นไอพีโอพอใจ ยอมขายหุ้นออกมาให้ ทำให้จากที่ราคาหุ้นตอนไอพีโอ ราคาแค่ 1 บาท คนรอซื้อก็อาจจะตั้งราคา 2 - 3 ก็มีเพื่อที่จะได้หุ้นจริง ๆ และยังไม่นับนักเก็งกำไรที่จ้องจะมาซื้อต่อเพื่อขายในราคาที่แพงขึ้นอีกก็มี ดังนั้นหุ้นไอพีโอในช่วงแรก ๆ จึงขึ้นอยู่กระแสกับอารมณ์ของเล่นหุ้นในตอนนั้นเป็นสำคัญ เพราะนักลงทุนก็อยากซื้อตามกระแสของกิจการ นักเก็งกำไรก็เข้ามาซื้อเพราะเห็นว่าน่าจะเก็งกำไรได้ ด้วยคนยิ่งต้องการซื้อมากก็จะสามารถซื้อเพื่อไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้นได้
    อาจดูเหมือนเป็นการซื้อขายด้วยอารมณ์และความโลภ แต่ตลาดหุ้นก็เป็นแบบนี้ล่ะ มักซื้อขายกันด้วยอารมณ์เสียเป็นส่วนใหญ่
    อย่างที่เคยได้กล่าวไว้แล้วว่า ตามปกตินักลงทุนเน้นคุณค่ามักจะไม่ค่อยสนใจหุ้นไอพีโอเท่าไหร่ เพราะการที่หุ้นใหม่เพิ่งเข้าตลาดมา ทำข้อมูลย้อนหลังที่เปิดเผยของกิจการมีน้อย และในช่วงชีวิตที่แล้วของเขาหุ้นไอพีโอในช่วงหลังๆ บริษัทที่ดูแลจัดจำหน่ายก็ยังตั้งราคาไอพีโอที่แพงเกินไปอีกด้วย จนนักลงทุนเน้นคุณค่าไม่ค่อยอยากจะสนใจลงทุน เพราะรู้สึกว่าราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่ากิจการมากเกินไป
    แต่ในอดีตนั้นจะต่างกับช่วงเวลาที่เขาจากมาพอสมควร เพราะในตลาดหุ้นช่วงแรก ๆ กิจการที่จะเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายได้มักเป็นกิจการที่ดี และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมั่นคงอยู่พอสมควร และการตั้งราคาขายไอพีโอก็สมเหตุสมผล หรือจะเรียกว่าตั้งราคาถูกก็ว่าได้
    แต่ในช่วงหลังๆ นั้นไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ผู้ดูแลและจัดจำหน่ายมักตั้งราคาไอพีโอไว้สูงเกินมากเพื่อจูงใจบริษัท แถมช่วงหลังยังมีกิจการแปลกๆ ที่เอาเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นโดยที่ดูเหมือนจะมีการกลั่นกรองกิจการที่จะเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นน้อยลง บ้างเอาเข้าตลาดมาเพราะเป็นกิจการที่อิ่มตัวจนเติบโตไม่ได้อีกแล้ว บ้างเป็นกิจการที่เป็นขาลงหรือตะวันตกดินของธุรกิจ บ้างผู้บริหารบริษัทจะเอาเข้ามาเพื่อทยอยขายหุ้นบริษัททิ้งเพื่อเอาเงินสดเข้ากระเป๋าก็มี
    ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยในยุคหลังๆ จึงมักจะพากันเสียหายเพราะหุ้นไอพีโอเป็นจำนวนมาก
    ในช่วงชีวิตที่แล้ว หุ้นไอพีโอตัวหนึ่งที่ณรัชต์จำได้ดีถึงความร้อนแรงก่อนจะเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นก็คือ หุ้นร้านขนมหวาน กิจการของบริษัทตอนนั้นมีกระแสคนเข้าไปใช้บริการกันอย่างคับคั่งจนต้องต่อคิวกันยาวเหยียด และเพราะบริษัทขนมหวานเข้ามาในจังหวะที่กระแสที่คนต่อคิวเข้าร้านเพื่อใช้บริการกันอย่างมากมายจนเป็นกระแสในโลกโซเชียล ทำให้เมื่อหุ้นเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทำเอาราคาหุ้นสูงกว่าราคาไอพีโอถึงเท่าตัวภายในการซื้อขายวันแรก!!!
    โดยมูลค่ารวมของหุ้นทั้งหมด (มาร์เก็ตแคป) ร้านขายขนมหวานแห่งนี้พุ่งขึ้นถึง 8 พันล้านในวันเดียว!!! ร้านขายขนมหวาน ฮันนี่โทส น้ำแข็งไส ยี่สิบกว่าสาขา (ซึ่งแต่ละสาขาก็มาจากการเช่าที่ห้างฯ เท่านั้น) เมื่อนำมาเข้าตลาดหุ้นก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างรวดเร็ว นี่คงเป็นเสน่ห์ของทุนนิยมและตลาดหลักทรัพย์กระมัง ทำให้เจ้าของกิจการได้ระดมทุนและเพิ่มความมั่งคั่งให้ตัวเอง ส่วนผู้ซื้อหุ้นก็ได้มีส่วนเป็นเจ้าของธุรกิจที่ตัวเองสนใจ
    หุ้นอีกตัวหนึ่งที่ณรัชต์ถึงกับเคยสนใจจนเกือบจะไปจองคิวซื้อหุ้นไอพีโอก็คือหุ้นบริษัทชาเขียวเจ้าหนึ่ง แต่เพราะวันจองซื้อหุ้นตรงกับวันธรรมดา เขาติดงานจึงไม่ได้ไป ภายหลังได้ยินว่าการจองคิวครั้งนั้นมีการไปรอต่อคิวกันข้ามคืนราวกับจองตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินดังต่างประเทศเลยทีเดียว
    ณรัชต์จำได้ว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาไอพีโอ 13 บาท หลังจากเข้าตลาดวันแรกก็ราคาเป็น 16 บาท ก่อนราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดที่ 29 บาทในเวลาเพียง 4 เดือน ส่วนหลังจากนั้นก็เป็นขาลงอย่างเดียวมายาวนาน จนถึงช่วงเวลาที่เขาจากมาหุ้นตัวนี้เหลือราคาเพียง 3 บาทเศษๆ เท่านั้น
    หุ้นชาเขียวตัวนี้ทำให้ณรัชต์เข้าใจลึกซึ้งถึงหลักของนักลงทุนเน้นคุณค่าที่มักเตือนให้ระวังหุ้นไอพีโอ ซึ่งถ้าอยากจะลงทุนจริง ๆ ก็ควรจะรอดูการดำเนินกิจการและงบการเงินไปซัก 2-3 ปี ก็ยังไม่สาย หลังจากนั้นเขาก็ยึดถือหลักการนี้อย่างเคร่งครัดเรื่อยมา


    กลับมาที่หุ้นไอพีโอบริษัทโรงภาพยนตร์ที่เขากำลังศึกษาอยู่ ด้วยกระแสลานโบว์ลิ่ง คาราโอเกะและบริษัทฟิตเนสที่ทางบริษัทโรงภาพยนตร์ถือหุ้นใหญ่กำลังมีชื่อเสียงและเตรียมจะนำเอาเข้าตลาดในอีกไม่นาน ซึ่งยิ่งจะเพิ่มคุณค่าหุ้นโรงภาพยนตร์แห่งนี้ไปอีกมาก
    ณรัชต์กวาดสายตาไปดูเลนโบว์ลิ่งอื่น ๆ ซึ่งมีคนอยู่หลากหลายกลุ่มเข้ามาเล่น มีทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยสูงอายุ ดูในมุมมองของนักลงทุนแล้ว ต้องบอกว่าหุ้นไอพีโอตัวนี้น่าจะเป็นที่สนใจของตลาดหุ้นและนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรทั้งหลายอย่างแน่นอน เขาคาดการณ์ไม่ได้ว่าราคาหุ้นจะขยับขึ้นจากราคาไอพีโอเท่าไหร่ แต่ยังไงมันก็น่าจะพุ่งสูงกว่าราคา IPO อย่างแน่นอน แต่จะมากกว่าเท่าไหร่คงต้องลุ้นกันหน่อยล่ะ
    ณรัชต์ตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อหุ้นไอพีโอบริษัทโรงภาพยนตร์นี้

    ผ่านไป 3 ชั่วโมงจนห้างฯ ใกล้ปิด ที่ลานโบว์ลิ่งเพื่อนร่วมชั้นของเขาก็ค่อยๆ ทยอยกลับไปกันจนหมด ณรัชต์เป็นเจ้าภาพอยู่เป็นคนสุดท้ายเพื่อบอกลาเพื่อนๆแต่ละคน จากนั้นเขาก็ตรงกลับห้องพัก




    วันต่อมาในคาบว่างที่ร่มไม้ข้างสนามฟุตบอล
    ขณะที่เพื่อนผู้ชายร่วมห้องส่วนใหญ่กำลังวิ่งไล่ลูกฟุตบอลอยู่ในสนาม ณรัชต์ก็กำลังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ที่ร่มไม้ข้างสนามดื่มน้ำละมุดปั่นไปพลางคุยโทรศัพท์ไปพลาง
    “ไม่เอาหุ้นบริษัททีวีครับ เอาหุ้นโรงภาพยนตร์อย่างเดียว” ณรัชต์บอกถึงความประสงค์ของตัวเองต่อคนดูแลบัญชีหุ้น
    “ครับ หุ้นไอพีโอโรงภาพยนตร์นะครับ” ปลายสายตอบมา
    “มีโควตาให้กี่หุ้นครับ” เขาสอบถาม
    “ได้ 30,000 หุ้นครับ”
    “ขอมากกว่านี้ได้ไหมครับ อยากได้เยอะซักหน่อย” ณรัชต์กล่าว
    “ได้มาแค่นี้ครับ แต่เดี๋ยวจะลองหาดูอีกหน่อย” เสียงปลายสายแบ่งรับแบ่งสู้
    “เอาโควตาส่วนของหุ้นทีวีไปแลกกับคนที่อยากได้หุ้นทีวีเพิ่มก็ได้นี่ครับ เผื่อเขาจะอยากได้หุ้นบริษัททีวีมากกว่า”ณรัชต์เสนอแนะถึงหุ้นโรงภาพยนตร์จะเป็นหุ้นที่ดูดีและมีกระแสพอสมควร แต่ถ้าเทียบกับหุ้นการเมืองอย่างหุ้นบริษัททีวีแล้ว นักเก็งกำไรทั้งหลายอาจจะเลือกหุ้นทีวีกันมากกว่า เพราะสำหรับหุ้นที่มีบริษัทนักการเมืองใหญ่ถือหุ้นอย่างบริษัททีวีแห่งนี้ แค่ในอนาคตมีนโยบายลดค่าสัมปทานลง หุ้นก็พร้อมจะพุ่งกระฉูดอยู่แล้ว
    “ครับ ๆ จะพยายามยามครับ ได้เรื่องยังไงจะติดต่อกลับไปนะครับ”
    ณรัชต์นึกถึงหุ้นโรงภาพยนตร์แห่งนี้ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า แม้ผลตอบแทนจะไม่ได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าเหมือนหุ้นชั้นดีตัวอื่น ๆ แต่หุ้นตัวนี้ก็เป็นหุ้นที่ถือว่ามีปันผลเป็นผลตอบแทนให้นักลงทุนได้อย่างดีพอสมควร
    หลังจากวางสายโทรศัพท์เขาก็มัดเชือกรองเท้านักเรียนจนแน่นแล้วไปยืนข้างสนามเพื่อขอเปลี่ยนตัวกับเพื่อนเพราะอยากจะลงเล่นบ้าง ตอนนี้ยังอยู่ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปลายหนาวแบบนี้เหงื่อไม่ค่อยออกให้เขารำคาญเท่าไหร่






    หลังเลิกเรียนก็ณรัชต์ชวนกลุ่มเพื่อนสนิทแวะมาหาเล้งที่ร้านหอยทอดของอีกฝ่าย
    เมื่อวานตอนที่พี่สาวของณรัชต์มาส่งของขวัญวันเกิดให้เขา นอกจากจะบอกธุระเรื่องวันนัดเจรจากับบริษัทค้าส่งในอาทิตย์หน้าแล้ว เธอยังเล่าให้ฟังอีกว่าผู้เช่าตึกแถวคนหนึ่งได้เกริ่นเรื่องจะขอยกเลิกสัญญาเช่าในสิ้นเดือนหน้า ซึ่งผู้เช่าคนนั้นคือเล้ง เพื่อนร่วมห้องของเขา ดังนั้นณรัชต์จึงแวะมาสอบถามอีกฝ่าย
    ปกติเมื่อเลิกเรียนกลุ่มพวกเขาจะโอ้เอ้อยู่นานกว่าจะออกจากโรงเรียน ดังนั้นเมื่อมาถึงที่ร้านของเพื่อนร่วมห้องร้านก็เปิดนานแล้ว พร้อมกับลูกค้าช่วงเย็นที่ทยอยเข้าร้านมาเรื่อยๆ
    ตอนเล้งมาเสิร์ฟอาหารก็คงแปลกใจกับกลุ่มพวกเขาไม่น้อย เพราะแม้จะรู้ว่ากลุ่มณรัชต์เรียนชุมนุมเดียวกับไอซ์ห้องสามทำให้สนิทกันอยู่บ้าง แต่เมื่อมาเจอการนั่งชิดและแทบจะป้อนผัดไทยให้กันระหว่างไอซ์กับวิทย์แล้ว ก็ทำให้มองออกได้อย่างง่ายดายว่าทั้งคู่ไม่ใช่แค่เพื่อนกัน คงถือเป็นข่าวใหญ่สำหรับเพื่อนร่วมห้องเลยทีเดียว
    หลังจากกินผัดไทยกันเต้กับวิทย์และไอซ์ก็พากันข้ามฝั่งถนนไปเดินเล่นที่ตลาดนัด ส่วนณรัชต์ก็กวักมือเรียกพ่อครัวออกมาคุย หลังจากลูกค้าเริ่มว่างแล้ว
    “ข่าวว่าจะเลิกเช่าตึกนี้ ทำไมล่ะ เตี่ยยกบ้านให้แล้วเหรอ” ณรัชต์กล่าวแซวถึงบ้านของอีกฝ่ายที่เป็นตึกแถวอยู่ไม่ไกลจากนี้เท่าไหร่ซึ่งพ่อของเล้งก็เปิดเป็นร้านขายอาหาร
    ตึกแถวคูหานี้แรกเริ่มเดิมทีเขาก็ตั้งใจจะช่วยให้เพื่อนร่วมชั้นที่ขยันขันแข็งได้มีช่องทางทำมาหากินเท่านั้น
    "ไม่ใช่หรอก คราวก่อนนะบอกไม่ใช่เหรอว่าฝั่งตรงข้ามเขาจะสร้างศูนย์ราชการท้องถิ่น เราเลยอยากจะขอซื้อตึกแถวไว้เลย คิดว่าจะให้เตี่ยช่วยเป็นคนกู้ธนาคาร แต่เจ้าของเขาบอกไม่ขายแยกน่ะ เห็นว่าจะขายทั้งแถวเท่านั้น เราเลยว่าจะไปซื้อฝั่งนู้นเลย” เล้งตอบอธิบาย พร้อมชี้ไปที่ตึกแถวฝั่งตรงข้ามที่อยู่ติดลานตลาดนัด
    “........” ณรัชต์นึกขึ้นได้ว่าเคยบอกพี่สาวไว้แบบนั้นจริง ๆ
    “แล้วพ่อเล้งจะยอมกู้ธนาคารให้เหรอ”
    “เราก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน เตี่ยงกจะตาย” เล้งบ่นแกมนินทาบิดา
    “ให้เราไปช่วยพูดให้ไหมล่ะ” ณรัชต์ขันอาสาช่วยเพื่อน
    เล้งพยักหน้าตอบรับด้วยความดีใจ ก่อนลุกขึ้นสั่งให้น้องชายเฝ้าร้าน ส่วนตัวเองกับณรัชต์พากันตรงไปหารถมอเตอร์ไซค์คันเล็กที่จอดหน้าร้าน ขับไปบ้านของเล้งซึ่งอยู่ไม่ไกล
    ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์แป๊บเดียวก็ไปถึงตึกแถวร้านอาหารของพ่อเล้งที่ตั้งอยู่ในบริเวณย่านตลาดเทศบาล
    หลังจอดรถมอเตอร์ไซค์เสร็จ เล้งก็รีบพาณรัชต์เข้าไปสวัสดีทักทายกับอาเตี่ยอาม๊าก่อนจะขอเวลาอาเตี่ยที่กำลังอยู่หน้าร้านในเข้าไปคุยในห้องรับแขกด้านในของบ้าน
    เริ่มต้นเล้งก็เปิดฉากด้วยการยกยอเพื่อนร่วมห้องอย่างณรัชต์ว่าฉลาดและเก่งกาจอย่างโน้นอย่างนี้มากมาย พร้อมกับยกตัวอย่างเรื่องการเล่นหุ้นที่ทำให้ณรัชต์มีเงินหลายล้าน กว่าจะเข้าเรื่องก็เสียเวลาโฆษณาเขาอยู่นานโข
    “อยากซื้อตึกแถว แต่ให้เตี่ยช่วยกู้ให้? ” หลังจากฟังเรื่องราวไปอย่างยืดยาวพ่อของเพื่อนร่วมห้องเขาก็จับประเด็นได้
    “ครับ เตี่ย” เล้งตอบบิดา
    “จะทำมาค้าขายก็เก็บออมเงินทุนตัวเองมาลงทุนสิ ตั้งแต่ไปเช่าร้านขายอยู่ตรงนั้นมาหลายเดือนก็กำไรดีนี่ จะอยากเป็นหนี้ทำไม” พ่อของเล้งกล่าวตามประสาคนรอบคอบเรื่องการเงิน
    “แต่นะบอกว่า อีกเดี๋ยวลานตลาดนัดตรงข้ามเขาจะสร้างศูนย์ราชการท้องถิ่นนะเตี่ย กว่าจะเก็บเงินได้คงหาซื้อตึกแถวนั้นไม่ได้แล้วล่ะถ้าศูนย์ราชการสร้างเสร็จ” เล้งเกลี้ยกล่อมบิดา
    “จริงเหรอ ข่าวจริงหรือเปล่า” เจ้าของตึกแถวสองคูหาที่เปิดเป็นร้านอาหารกล่าวทวนคำบอกเล่าของลูกชาย
    เล้งหันมาส่งสายตากับณรัชต์ เขาจึงต้องช่วยชี้แจงข่าวเรื่องนี้แต่ถ้าจะบอกว่าข่าวเรื่องการจะสร้างศูนย์ราชการเขารู้มาเองคงก็จะไม่น่าเชื่อถือ ณรัชต์จึงเอ่ยปากบอกว่าเขาพอจะรู้จักสนิทสนมกับกำนันพลอยู่พอสมควร เขาไม่ได้ขยายความว่าเขารู้ข่าวมาจากกำนันพลแต่อีกฝ่ายคงเข้าใจไปในทางนั้น ซึ่งก็จะทำให้ข่าวเรื่องนี้ดูน่าเชื่อถือและเป็นจริงมาก
    เล้งที่นั่งอยู่ด้านข้างรีบรับรองว่าเป็นความจริงเพราะเห็นเพื่อนนั่งรถของบ้านนักธุรกิจคนสำคัญของจังหวัดมากับตาเมื่อสองวันก่อน ณรัชต์หันไปมองเพื่อนร่วมห้องอย่างแปลกใจ ดูเหมือนวันนั้นคนที่เห็นเขาลงจากรถพร้อมส้มจะไม่ได้มีเพียงวิทย์คนเดียวเท่านั้น
    “อืมมม ถ้าอยากได้จริง ๆ เตี่ยจะให้ยืมเงินไปซื้อไม่จำเป็นต้องกู้ ”
    “จะมีเงินพอหรือเตี่ย” เล้งถามอย่างวิตกเพราะแต่ไหนแต่ไรมาทางบ้านก็ดูจะขัดสนอยู่หน่อย ๆ แม้จะดูเหมือนค้าขายดีก็ตาม
    “มี”
    “เงินสดหลายแสนนะเตี่ย” เล้งยังสงสัย
    “ลื้อจะยืมไปซื้อซัก 4-5 ตึกอั๊วก็มีให้” พ่อของเล้งตอบลูกชาย
    “แล้วคราวแรกที่ผมอยากจะเซ้งตึกทำไมเตี่ย”
    “คราวก่อนลื้อไม่มาพูดกับอั้วตรงๆ นี่หว่า”
    “.......”
    ณรัชต์นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ช่วงชีวิตที่แล้วเขาก็รู้จักครอบครัวคนจีนอยู่ครอบครัวหนึ่งที่คล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน เป็นครอบครัวดูเหมือนฐานะธรรมดา จนลูกหลานก็นึกว่าอาเตี่ย อากง ไม่ค่อยมีเงิน จนกระทั่งหัวหน้าครอบครัวตาย พอลูกหลานได้เห็นบัญชีเงินฝากที่เป็นมรดกต่างก็พากันตกใจและดีใจจนแทบหัวใจวาย เพราะไม่คิดว่าอาเตี่ยหรืออากงของหลานๆ ที่ทำงานงกๆ มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่จะมีเงินฝากหลายสิบล้านบาท
    สุดท้ายเล้งก็มีเงินสำหรับซื้อตึกแถวในที่สุด แต่ก็ไม่ได้ซื้อตึกแถวทั้ง 6 ห้องของณรัชต์เพราะเจ้าของเงินมองว่าถ้าจะซื้อเพราะทำเลศูนย์ราชการ เลือกไปซื้อตึกแถวที่ฝั่งเดียวกันดีกว่า
    และถ้าจำไม่ผิดพี่สาวเขาเคยบอกว่าฝั่งด้านนั้นมีคนประกาศขายอยู่ 2-3 คูหา นั่นคงพอดีกับที่เล้งและพ่อต้องการพอดี
    พอตกลงกับพ่อได้เล้งก็ขับรถมอเตอร์ไซค์มาส่งณรัชต์ที่ร้าน ก่อนนัดหมายจะเลี้ยงฉลองกับเพื่อนทั้งกลุ่มในภายหลัง





    วันต่อมาซึ่งเป็นวันศุกร์หลังเลิกเรียนณรัชต์รีบตรงกลับห้องเก็บของเพื่อกลับไปนอนบ้าน
    เข้าห้องมาเขาก็เจอพี่สาวนั่งอ่านหนังสือการลงทุนของเขาอยู่ในห้องพัก
    “เจ๊ มาไม่บอกไม่กล่าวอีกแล้ว โทรศัพท์มีก็โทรฯ มาบอกก่อนสิ ตกใจหมด”
    “พรุ่งนี้พระมารดาจะไปทำบุญกับเพื่อนแต่เช้า เลยถูกสั่งให้รีบกลับวันนี้” เสียงพี่สาวเขาบ่นที่ถูกเรียกตัวมาเป็นคนติดตามอีกเหมือนเคย ซึ่งบ่อยครั้งเธอจะกลับบ้านตอนเช้าวันเสาร์ เมื่อถูกเรียกให้รีบกลับจึงบ่นพึมพำ
    “อาทิตย์ที่แล้วก็เพิ่งมีผ้าป่าไปหนิ อาทิตย์นี้จะไปทำบุญอีกแล้วเหรอ” ตั้งแต่ณรัชต์สนับสนุนมารดาให้มีงานอดิเรกเป็นการเข้าวัดทำบุญแทนการตั้งวงเล่นไพ่ดูเหมือนจะประสบผลเป็นอย่างดีเลยทีเดียว
    “งานนี้นัดกันตั้งแต่อาทิตย์ก่อนโน่นแหนะ ”
    “ไปทำบุญกับเพื่อนแม่เหรอ คนไหน? ”
    “ไม่บอก แต่เดี๋ยวรู้เองพรุ่งนี้ เพราะแม่จะบังคับให้ไปด้วยแน่นอน ถือเป็นการไปทำบุญวันเกิดให้ลูกชายคนโปรดด้วย” พี่สาวเขาตอบ พร้อมจิกกัดเล็กน้อย
    “.........”
    “ใบ้ให้ก็ได้ว่าคนที่ลูกสาวสวยมากกก”
    “.........”

    เลิกเรียนวันนี้เขาเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากคนดูแลบัญชีหุ้นของเขา อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าสามารถหาหุ้นไอพีโอที่เขาต้องการมาให้ได้ถึง 40,000 หุ้น
    ณรัชต์คำนวณเงินซื้อเขาจะลงทุนงวดนี้ในใจ หุ้นไอพีโอบริษัทโรงภาพยนตร์ตกราคาหุ้นละ 40 บาท จองซื้อ 70,000 หุ้น เขาต้องใช้เงินราว ๆ 2,800,000 บาท
    ที่เขาจะลงทุนงวดนี้ไม่ใช่ว่ามั่นใจเต็มที่อะไรนักหนาหรอก เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนส่วนใหญ่ของเขาที่อยู่ในที่ดินแล้ว เงินที่จะลงทุนในหุ้นไอพีโอคราวนี้ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่มากเลย
    การซื้อหุ้นไอพีโองวดนี้จึงไม่ได้ทำให้ณรัชต์ต้องกดดันมากเท่าไหร่
    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 2,050,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 143,300 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 7,000,100 บาท: ที่ดินหนึ่งแปลง 15 ไร่ ราคาซื้อ 18 ล้าน ราคาประเมิน 24 ล้านมูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,050,000 + 143,300 + 7,000,100 + 24,000,000

    = ปัจจุบัน 33,193,400 บาท

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน