“กลัวอะไรกัน? ภรรยาผมเก่งออกอย่างนี้”
ชีชีค้อนใส่เขายกใหญ่“ฉันไม่ได้อยากเป็นบุคคลตัวอย่างอะไรทั้งนั้นแหละแค่อยากก้มหน้าก้มตาทำนาทำไร่ไปเงียบๆ”
“โธ่คุณ... ไม่เห็นต้องถ่อมตัวขนาดนั้นเลย...”
ชีชีตัดบทเขาทันควัน“ฉันไม่ได้ถ่อมตัวนะล่าสุดฉันเพิ่งได้รับเงินรางวัลมาตั้งหลายร้อยหยวน ธงเกียรติยศก็รับมาสองผืนแล้วถ้าคราวนี้ยังจะประโคมข่าวให้เป็นเรื่องใหญ่โตอีกคุณไม่กลัวคนอื่นเขาจะอิจฉาจนตาแดงเหรอ? เกิดวันไหนคุณไม่อยู่บ้านแล้วฉันถูกใครหมายหัวขึ้นมาจะทำยังไง?”
ลู่เหย่ใจกระตุกวูบเขามักจะคิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่า เขตบ้านพักทหารนั้นปลอดภัยเพราะที่นี่คือเขตพื้นที่ทหารที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา
ทว่าชีชีไม่มีทางอุดอู้อยู่แต่ในบ้านพักได้ตลอดเธอต้องเข้าเมืองไปที่ตัวตำบลอีกด้วย
ภรรยาตัวน้อยที่ดูบอบบางไร้ทางสู้แถมยังสะสวยหมดจดปานนี้ ต่อให้ไม่มีเงินก็ยังเป็นที่หมายปองของพวกคิดมิชอบอยู่แล้วแล้วนี่เธอยังกลายเป็นเศรษฐินีตัวเล็กๆ อีก จะไม่ให้เขากังวลได้อย่างไร?
“ผมขอโทษ ผมคิดไม่รอบคอบเองเรื่องนี้เดี๋ยวผมไปคุยกับผู้บังคับกองพันหลี่ให้ คุณอย่าโกรธเลยนะ”
“ฉันไม่ใช่คนโกรธง่ายขนาดนั้นเสียหน่อย พูดเหมือนฉันเป็นพวกขี้ใจน้อยไปได้”
“ใครกล้าทำให้คุณขุ่นเคืองใจ ผมจะเป็นคนแรกที่ไม่ละเว้นมัน”
ชีชีหัวเราะพลางส่งสายตาค้อนให้เขาอย่างเอ็นดูผู้ชายคนนี้ถูกใครสิงหรือเปล่า? ทำไมพักนี้ปากหวานขึ้นทุกวันนะ?
ช่วงนี้มีเรื่องเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันผลการสอบสวนผู้ตรวจการทางการเมืองอู๋ออกมาแล้ว
เขาถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาขายชาติและให้ดำเนินการโดยทันที
ส่วนลู่เหย่เนื่องจากทำผลงานในการทลายรังลับของสายลับได้ทันท่วงทีและปกป้องทรัพยากรของชาติไว้ได้จึงได้รับเกียรติประวัติความดีความชอบระดับสอง
ชีชีเองก็ได้รับเงินรางวัลสามร้อยหยวนจากการแจ้งเบาะแสสำคัญโดยบังเอิญ
ในขณะเดียวกันเธอยังได้รับเงินรางวัลเพิ่มอีกห้าร้อยหยวน พร้อมกับตั๋วต่างๆ อีกจำนวนหนึ่งในฐานะที่ทำประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับการพัฒนาด้านเกษตรกรรมของกองทัพ
เดิมทีผู้บังคับกองพันหลี่ตั้งใจจะจัดงานเชิดชูเกียรติเพื่อมอบรางวัลและประกาศนียบัตรต่อหน้าเหล่าทหารและบรรดาครอบครัวทหารทั้งหมด
เพื่อให้ทุกคนยึดถือเธอเป็นแบบอย่างและนำไปปฏิบัติตาม
แต่ลู่เหย่กลับไปพบเขาเสียก่อนโดยขอความกรุณาให้เรื่องนี้จัดการอย่างเงียบเชียบที่สุด
เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของชีชีในที่สุดผู้บังคับกองพันหลี่ก็เห็นพ้องกับข้อเสนอของเขา
เพราะในยุคสมัยนี้ยังมีพวกสายลับศัตรูแฝงตัวอยู่มากยากจะรับประกันได้ว่าพวกมันจะไม่แทรกซึมเข้ามาในกลุ่มขบวนการปฏิวัติ
ดังนั้นเขาจึงมอบประกาศนียบัตรและเงินรางวัลให้ลู่เหย่เป็นตัวแทนนำไปส่งมอบให้เธอเอง
ชีชีนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนับธนบัตรใบละสิบหยวนปึกใหญ่แปดสิบใบวนไปวนมาอยู่หลายรอบหญิงสาวยิ้มแก้มปริจนตาหยีเล็กเท่าเส้นด้าย
นี่มันเงินแปดร้อยหยวนเชียวนะเงินแปดร้อยหยวนในยุคเจ็ดศูนย์น่ะ มูลค่ามหาศาลขนาดไหนกัน!
มากพอจะให้พวกเขาสองคนใช้ชีวิตกินหรูอยู่สบายไปได้อีกหลายปีเลยทีเดียว
ลู่เหย่พลันรู้สึกถึงวิกฤติขึ้นมาทันทีความเร็วในการหาเงินของเขาตามภรรยาไม่ทันเสียแล้วนี่มันส่งผลต่อศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายโดยตรง จะยอมให้เป็นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
สองสามีภรรยาคู่นี้เกิดการแข่งขันขึ้นภายในเสียอย่างนั้น
ทว่าเงินในมือยังไม่ทันจะหายร้อนโทรศัพท์จากชีเจี้ยนกั๋วก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ชีชี ได้ยินว่าช่วงนี้แกได้รับเงินรางวัลมาหลายร้อยหยวนใช่ไหมส่งมาให้หมิงเยว่ให้หมดเลยนะ พี่สาวของแกกำลังรีบใช้เงิน”
“ชีเจี้ยนกั๋ว สมองคุณมีแต่ขี้เลื่อยหรือไง? ทิ้งขว้างลูกสาวแท้ๆอย่างฉันไม่เคยถามไถ่ แต่กลับเชิดชูลูกบุญธรรมอย่างกับเป็นบรรพบุรุษเงินเดือนพวกคุณสองคนผัวภรรยารวมกันแค่หกสิบหกหยวนแต่กลับส่งให้ยัยนั่นตั้งห้าสิบหยวน ฉันไม่เคยได้เงินจากคุณสักสลึงเดียวก็ช่างเถอะแต่นี่ยังจะให้ฉันควักเงินส่งไปให้ยัยนั่นอีกเหรอ? คุณลองไปถามใครก็ได้ที่มีสมองหน่อยนะว่ามีใครเขาทำเรื่องแบบนี้กันบ้าง”
ไฟโทสะของชีชีพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันทีถ้าไม่ใช่เพราะยามตะโกนเรียกเธอมาแต่ไกลละก็สาบานเลยว่าเธอไม่มีทางรับสายนี้เด็ดขาด
“ชีชี แกพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? ฉันเป็นพ่อแกนะ!”
“คุณคู่ควรกับคำคำนั้นเหรอ? เคยเลี้ยงดูฉันสักวันไหมล่ะ?อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นคุณถึงตามหาฉันจนเจอถ้าไม่ใช่เพราะโรงงานมีหลานชายปัญญาอ่อนของผู้จัดการโรงงานอยู่คุณคงนึกถึงฉันไม่ออกไปชั่วชีวิตนั่นแหละ!”
“แกกำลังพูดจาเพ้อเจ้ออะไรอยู่? มีเรื่องแบบนั้นที่ไหนกัน?”
“ไม่ยอมรับก็ช่างคุณเถอะแต่เรื่องที่คุณลำเอียงเข้าข้างชีหมิงเยว่ที่เป็นแค่ลูกบุญธรรมน่ะมันคือความจริงใช่ไหมล่ะ?”
“ฉันลำเอียงตรงไหน? แกมีลู่เหย่คอยเลี้ยงดูสบายจนไม่ต้องตากแดดตากฝน แต่พี่ของแกต้องทนลำบากอยู่ที่บ้านนอกตัวคนเดียวฉันไม่ควรจะดูแลเธอหรือไง?”
“คุณไปถามที่กองผลิตดูเถอะว่ายุวชนคนไหนใช้เงินเดือนละห้าสิบหยวนแล้วยังไม่พอใช้อีก? นี่คุณเรียกว่าดูแลเหรอ?คุณกำลังบ่มเพาะนิสัยทุนนิยมให้ยัยนั่นต่างหากความคิดของคุณมันอันตรายมากนะ ระวังเถอะยัยนั่นจะถูกแจ้งจับเข้าสักวัน”
“แกกล้าเหรอ!” ชีเจี้ยนกั๋วคำรามด้วยความโกรธแค้นที่ทำอะไรไม่ได้“ถ้าแกกล้าคิดเรื่องชั่วๆ แบบนั้นละก็ฉันจะไปที่กองทัพเพื่อแจ้งจับลู่เหย่เหมือนกันจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างสงบสุขกันให้หมดนี่แหละ”
“คุณยังมีหน้ามาพูดถึงลู่เหย่อีกเหรอเงินบำนาญของลูกหลานวีรชนของเขาก็ถูกคุณฮุบไปหมดแล้วไม่ใช่หรือไง?”
“ถ้าแกยังพูดจาเหลวไหลอีกฉันจะตีแกให้ตาย!หลายปีมานี้มันไม่ได้กินไม่ได้นอนเลยหรือไง? เลี้ยงมันจนโตมาไม่ต้องใช้เงินเหรอ?”
“รัฐบาลอุดหนุนเงินให้ทุกเดือนตั้งสิบหยวนคุณควักให้เขาใช้ถึงกี่หยวนกันเชียว? ลองเอามือลูบอกถามใจตัวเองดูบ้างเถอะ”
“แก... นังลูกไม่รักดี...!”
“ไม่ต้องตะโกนเสียงดังขนาดนั้น ถ้าพ่อมีเมตตา ลูกถึงจะกตัญญูลองหาสาเหตุจากตัวคุณเองดูก่อนเถอะ”
“แก... ทำเอาฉันโมโหจนจะตายอยู่แล้ว... แก...”
“ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด...”
ชีชีคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับเขาจึงกดตัดสายทิ้งทันที
พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นลู่เหย่ก้าวผ่านประตูเข้ามาพอดี
เมื่อเห็นเธอทำหน้ามุ่ยด้วยความโกรธลู่เหย่จึงรีบสาวเท้าเข้ามาหา “เป็นอะไรไปครับ?”
ชีชีระงับอารมณ์กรุ่นอยู่ในอก“กลับไปคุยกันที่บ้านเถอะค่ะ”
ลู่เหย่รู้สึกกระวนกระวายใจเหมือนโดนแมวข่วนเขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวชีชีและเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าทางเดินจากหน้าประตูรั้วเข้าบ้านมันช่างไกลแสนไกลขนาดนี้
พอเข้าบ้านปุ๊บชีชีก็อดใจไม่ไหว เธอไม่รอให้ลู่เหย่ถามก็โพล่งออกมาทันที“ชีเจี้ยนกั๋วโทรมาบอกให้ฉันส่งเงินรางวัลทั้งหมดไปให้ชีหมิงเยว่ค่ะ”
“เขารู้ได้ยังไงว่าคุณได้รับเงินรางวัล?”
“ในเขตบ้านพักทหารแห่งนี้มีความลับที่ไหนกันล่ะคะ”
“นั่นสินะ” แววตาของลู่เหย่ฉายแววเย็นเยียบ “วันหน้าวันหลัง พวกเราต้องทำตัวให้เงียบเชียบกว่านี้หน่อยแล้ว”
“คนเราไม่ได้กลัวความยากจนหรอกค่ะ แต่กลัวความไม่เท่าเทียมในขณะที่คนอื่นเขาลำบากกันถ้วนหน้า แต่บ้านเรากลับมีเนื้อกินมีเงินใช้ใครเห็นเขาก็ต้องอิจฉาทั้งนั้นแหละ อีกอย่างในเขตบ้านพักนี้ ยศของคุณต่ำที่สุดแต่กลับใช้ชีวิตได้ดีที่สุด นานวันเข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่องเอาได้”
“เฮ้อ จิตใจคนเรานี่นะ” ลู่เหย่เอ่ยพลางเดินเข้าครัวไปทำมื้อเย็นก่อนจะถามขึ้นว่า “แล้วทางบ้านจะเอายังไง? คุณจะส่งเงินให้หมิงเยว่ไหม?”
“ฉันจะส่งเงินให้หล่อนทำไมล่ะคะ? หล่อนเป็นอะไรกับฉันเหรอ?”
“ผมกลัวว่าพ่อคุณจะไม่ยอมรามือง่ายๆ น่ะสิ”
“ฉันก็แค่แม่บ้านธรรมดาคนหนึ่ง เขาจะทำอะไรฉันได้ล่ะ?” ชีชียังคงพูดจาขวานผ่าซากเพราะยังอารมณ์ค้างอยู่แต่พอคิดไปคิดมาเธอก็เสียงอ่อนลง “ฉันแค่กลัวว่าเขาจะไปหาเรื่องคุณที่กองทัพมากกว่า”
ลู่เหย่วางงานในมือลงแล้วโอบกอดชีชีไว้“กว่าผมจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ในกองทัพทั้งหมดมาจากผลงานการรบที่สะสมมาทีละนิด ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาทำลายได้ง่ายๆตามใจชอบหรอกครับ คุณไม่ต้องยอมอ่อนข้อเพียงเพราะเห็นแก่หน้าผมหรอกอีกอย่างทางด้านชีหมิงเยว่นั่นมันเหมือนหลุมไร้ก้น ถ้าคุณเริ่มต้นให้ครั้งหนึ่งแล้วเกรงว่าหลังจากนี้มันจะตามมาไม่จบไม่สิ้น”
“ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าชีหมิงเยว่ทำอะไรนักหนาถึงได้ใช้เงินเยอะแยะขนาดนั้นในแต่ละเดือน?”
“เธอกำลังช่วยครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในคอกวัวครับมีทั้งคนแก่คนหนุ่มรวมหกชีวิตได้”
“ยัยนั่นเอาเงินไปให้ครอบครัวนั้นใช้เหรอ? ทำเพื่ออะไรกัน?”
“ผมสงสัยว่าเธออาจจะถูกพวกกลุ่มหัวรุนแรงล้างสมองมาแต่ที่ทางบ้านสนับสนุนเธอขนาดนี้มันก็น่าแปลก ปกติถ้าเจอคนประเภทนี้ ใครๆก็อยากจะหนีไปให้ไกลที่สุดไม่ใช่เหรอ?”
“คุณไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนคะ?”
“คราวก่อนที่เธอมาขอเงิน ผมเลยไปสืบดูหน่อยน่ะสิ ถึงจะทำอย่างแนบเนียนแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีร่องรอยให้ตาม”
“ชีหมิงเยว่น่ะเป็นพวกไม่เห็นผลประโยชน์ไม่ยอมลงมือเด็ดขาดฉันไม่เชื่อหรอกว่ายัยนั่นจะช่วยครอบครัวนั้นโดยไม่มีเหตุผลคุณรู้ไหมคะว่าครอบครัวนั้นเดิมทีเขาทำอะไรกัน?”
“ครอบครัวนั้นแซ่หม่าครับเดิมทีท่านผู้เฒ่าหม่าเป็นนายทหารระดับสูงในกองทัพลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ทำงานในหน่วยงานสำคัญแม้แต่หลานชายหลานสาวก็ยังรับราชการทหารด้วย ได้ยินมาว่าทัศนคติทางการเมืองมีปัญหาก็เลยโดนคนโร่ไปฟ้องเข้าให้”
ชีชีพลันตาสว่างขึ้นมาทันทีชีหมิงเยว่คือคนที่รู้แนวโน้มของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครอบครัวนี้จะต้องได้รับการล้างมลทินและกลับมารับตำแหน่งเดิมแน่ๆ
ยัยนั่นคงกะจะลงทุนไว้ล่วงหน้าสินะแผนการตื้นๆ แบบนี้ใครจะดูไม่ออกบ้าง!