แต่ไม่รู้ว่าพวกคนทั้งห้านี้อับโชคหรืออย่างไร จะปล้นชิงใครไม่ปล้นแต่ลงมือปล้นโจรมืออาชีพอย่างพวกนางเสียได้ ช่างซวยจริงๆ…
“ท่านลุงข้าจะให้โอกาสอีกครั้ง วางอาวุธลงแล้วไปเสียเถอะ ครั้งนี้ข้าจะทำเป็นไม่เห็นรีบไปก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ” ซูเจินชี้ทางให้อีกครั้ง “อ่อ ก่อนไปช่วยปลดของมีค่าที่อยู่กับตัวลงด้วย”
จือเหลียงยิ้มเย็นในใจ พวกมันคงไม่คิดว่าจะกลับกลายเป็นถูกปล้นเสียเอง คนที่เหลือก็รับคำสั่งอย่างดี ก้าวล้อมพวกมันเอาไว้ทุกทิศทาง
“พูดจาเหลวไหล! ข้าอุตส่าห์พูดจาดีๆไม่ชอบคงอยากจะให้ข้าลงมะ...” ชายไว้หนวดพูดยังไม่ทันจบประโยคก็ถูกหนิงจูที่อดกลั้นมานานพุ่งเข้าใส่ นางตวัดกระบี่ทีเดียวหัวของชายผู้นั้นก็กระเด็นหลุดออกจากบ่า
เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ชายผู้นั้นตายโดยไม่ทันตั้งตัว เลือดกระฉูดออกจากบ่าดังน้ำพุส่วนหัวกลิ้งโคโร่ไปตกแทบเท้าของเพื่อนอีกคน ทุกคนล้วนเงียบปากลงไม่กล้าส่งเสียง ซิ่นทงก็ปิดตาปิดปากน้องชายตัวเองไว้แน่นเช่นกัน สตรีนางนั้นนึกจะลงมือก็ลงมือทันที โชคดีนักที่ตอนนั้นนางเพียงถลึงตาใส่ตน
เมื่อมีคนลงมือก็เสมือนสัญญาณตีระฆัง ชายอีกสี่คนตกใจรีบชักอาวุธของตนทันทีรีดเร่งพลังของตนออกมาเต็มที่ แต่ก็ยังช้ากว่าเหล่าเด็กๆที่ยืนล้อมอยู่ พวกเขาพุ่งเข้าใส่ชายทั้งสี่คนอย่างดุดัน รุกไล่สังหารรวดเร็วไม่นานก็ล้มตายจนสิ้น
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”หนิงจูเช็ดเลือดออกจากอาวุธแล้วยิ้มแฉ่งให้นายตน
“เจ้านี่ก็ใจร้อนจริง ดูซิเขายังพูดไม่จบเลย” ที่จริงนางไม่ค่อยอยากจะให้ถึงกับฆ่าแกงกันเลย แต่เหมือนหนิงจูและคนอื่นๆจะไม่คิดเช่นนั้น คนที่กล้าหันคมดาบใส่ผู้อื่นก็ต้องเตรียมใจว่าจะโดนคมดาบกลับคืนเช่นกัน ในโลกที่ยกย่องคนมีความสามารถใบนี้คนที่มีพลังจะถือว่าถูกต้อง
ซูเจินถอนหายใจคิดปลงตกในความคิด โลกนี้ไม่เหมือนโลกก่อนไม่ได้สงบเช่นชีวิตเดิม นางต้องคุ้นชินกับโลกใหม่โดยเร็ว
“พวกท่านเห็นแล้วว่าพวกข้าไม่ได้จิตใจดีนัก ต่อไปจะเอาอย่างไรก็แล้วแต่พวกท่านเถิด จะไปกับพวกข้าต่อจนถึงเมืองข้างหน้าหรือจะไปกันเองก็เลือกมาเสียตอนนี้”
ซิ่นทงเลือกอย่างแรกโดยไม่ต้องรีรอ เขาจับจูงน้องชายไปยืนอยู่ฝั่งของอีกฝ่ายแสดงจุดยืนทันที เรื่องนี้จะโทษพวกนางไม่ได้ กล้าทำเรื่องเช่นนั้นก็สมควรตายแล้วไม่มีผู้ใดใจดีไว้ชีวิตถึงสองคราเช่นนี้หรอก พวกนางนับว่าจิตใจดีมากแล้ว หากเดินทางไปกับพวกนางเขาสองคนก็ต้องเดินทางได้อย่างปลอดภัยแน่นอน ไม่ต้องกลัวอันตรายระหว่างทางอีก
พวกนางก็นับว่าปฏิบัติกับพวกเขาดีไม่น้อยเลยด้วย
คนที่เหลือก็คิดเช่นเดียวกัน พวกเขาขอร่วมเดินทางไปด้วยจนกว่าจะถึงเมืองซือที่อยู่ถัดไป ซูเจินก็ไม่ได้ว่าอะไร อนุญาตให้พวกเขาเดินทางไปด้วยอย่างไม่มีปัญหา ตลอดการเดินทางพวกนางก็ปฏิบัติกับพวกเขาเช่นเดิมเหมือนก่อนหน้า และดูเหมือนว่าการเชือดไก่ให้ลิงดูจะได้ผลดี พวกเขาก็ระวังตัวไม่ทำให้พวกนางต้องขุ่นเคืองใจ
หยิบจับสิ่งใดได้ก็อาสาช่วยโดยไม่ต้องรอให้บอก เรื่องก่อไฟทำอาหารพวกเขาก็รับหน้าที่ทำเอง ดูแลกลุ่มของพวกนางอย่างดีกลับกันกับก่อนหน้า รุ่นเยาว์ในกลุ่มของนางก็พอใจอย่างยิ่ง สีหน้าดูดีขึ้นเรื่อยๆจนพูดคุยยิ้มแย้มให้กับพวกเขาได้สนิทใจมากขึ้น แต่เรื่องเฝ้ายามซูเจินยังให้เป็นหน้าที่ของพวกเขาตามเดิม
เมื่อมาถึงเมืองซือพวกเขาก็แยกย้ายไปตามทางของตน ซูเจินมีน้ำใจนำทรัพย์สินที่ได้จากชายทั้งห้าส่งมอบให้พวกเขาไว้ติดตัว แม้จำนวนไม่มากแต่ก็พอให้พวกเขาหาหนทางกลับบ้านได้ พวกเขากล่าวขอบคุณไม่หยุด
“แล้วพวกเจ้าจะเอาอย่างไร?” ซูเจินถามสองพี่น้องสกุลซิ่นเมื่อเห็นพวกเขายังไม่จากไป
“คุณหนูเจ้าคะ” เสวี่ยซูยื่นผ้าปิดหน้าให้นางสวมไว้ เพราะเข้าเขตเมืองแล้ว เหล่าสตรีในขบวนต่างหยิบผ้าปิดหน้าขึ้นมาสวม ที่จริงชาวยุทธ์ไม่ถือสาเรื่องพวกนี้ สตรีที่ฝึกฝนพลังไม่นิยมการสวมผ้าปกปิดใบหน้า เพราะจะเกะกะการฝึกฝนและต่อสู้
แต่เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้าทำให้พวกนางตระหนักถึงอันตราย พวกนางจึงตั้งใจว่าจะสวมผ้าปกปิดจนกว่าจะถึงเมืองหลวงที่มีการควบคุมเข้มงวดมากกว่า สตรีอายุน้อยที่มักสวมผ้าส่วนมากมักเป็นบุตรหลานขุนนางหรือผู้มีศักดิ์มีเกียรติที่ยังไม่ออกเรือน แต่ไม่ใช่กับสตรีที่มุ่งเน้นฝึกยุทธ์
สตรีในพวกแรกมักรักษากิริยาเพื่อให้ได้คู่ครองที่ดี แต่สตรีในพวกหลังมักจะไม่แต่งงานทั้งที่ยังอายุน้อย ช่วงการแต่งงานของพวกนางขยายออกไปนานกว่าสตรีพวกแรก พวกนางสามารถแต่งงานได้จนถึงอายุสามสิบหรือจนกว่าจะพอใจกับการฝึกตน หากพวกนางสามารถฝึกฝนได้ถึงระดับสูงๆ พวกนางจะคงความอ่อนเยาว์ได้มากกว่าสตรีทั่วไปและมีอายุยืนยาวกว่าด้วย
ดังนั้นจึงมีสตรีไม่น้อยที่เลือกเส้นทางการฝึกฝนมากว่าการแต่งงาน เว้นเสียจากหากเป็นเหตุผลทางการเมืองหรือความต้องการของครอบครัว
แน่นอนว่าพวกนางไม่ต้องสวมก็ได้ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาโดยไม่จำเป็นอีกก็สวมเอาไว้ดีกว่า
“พวกข้าตั้งใจจะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเข้าสอบเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนความตั้งใจ จึง...จึงอยากจะขอติดตามเดินทางไปกับพวกเจ้าด้วย...ได้หรือไม่?” ซิ่นทงเอ่ยเสียงแผ่วลงเมื่อสังเกตเห็นสายตาดุๆจากหนิงจู
“แน่วแน่ดี ได้พวกเราเดินทางไปพร้อมกัน” ซูเจินอนุญาต คนเช่นนี้สมควรสนับสนุน
“ขอบคุณ” ซิ่นทงดีใจที่จะได้ไปต่อด้วย กล่าวขอบคุณนางจากใจจริง
“ข้าตั้งใจจะพักที่เมืองซือสักสองสามวัน เมืองซือขึ้นชื่อเรื่องตลาดวัตถุดิบหลายอย่าง อาวุธของที่นี่ก็นับว่ามีชื่อไม่แพ้เมืองหลวงว่าจะหาซื้อเตรียมเอาไว้ก่อนสักหน่อย พวกเจ้าก็หาเตรียมเอาไว้ด้วยก็ดี เมืองหลวงคนคงจะเยอะราคาก็คงแพงกว่าที่นี่มากโขอยู่ อ่อ ข้าว่าจะเปลี่ยนจากรถม้าเป็นเดินทางด้วยม้าแทนจะได้เดินทางได้เร็วขึ้น ทางสำนักสวรรค์กำหนดวันสมัครออกมาแล้วอีกไม่ถึงสิบวันก็ถึงวันสุดท้ายของการสมัคร”
“หา! เร็วเพียงนั้น แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?” ซิ่นทงถามอย่างตกใจ