แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลงมายังผืนดินขับไล่ความหนาวเย็นของรัตติกาลให้จางหายไป
คำอินทร์หันหลังให้กับกำแพงเมืองชากังราว ที่ที่เขาได้ค้นพบทั้งมิตรภาพ เกียรติยศ และความเจ็บปวดจากการจากลา
เขาก้าวเดินไปบนเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ แผ่นหลังของเขาตั้งตรงและมั่นคงแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
เขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนครั้งแรกที่ออกจากหมู่บ้านลับแล เพราะบัดนี้เขารู้แล้วว่ายังมีคนที่รอคอยการกลับมาของเขาอยู่แต่เขาก็รู้สึกอ้างว้าง เพราะเส้นทางเบื้องหน้านี้ คือเส้นทางที่เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตและหนี้แค้นแต่เพียงลำพัง
การเดินทางในวันแรกๆ นั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น คำอินทร์เลือกที่จะไม่ใช้เส้นทางหลักของเหล่าพ่อค้าแต่กลับใช้เส้นทางเดินป่าที่ขนานไปกับถนนสายหลัก ซึ่งเป็นเส้นทางที่เขามีความคุ้นเคยและชำนาญมากกว่า
มันช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้คนและลดโอกาสที่จะต้องเผชิญหน้ากับกองโจรหรือทหารพม่าที่แตกทัพซึ่งอาจจะยังคงหลงเหลืออยู่
เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของพงไพรอีกครั้ง สัญชาตญาณพรานป่าที่ถูกปลูกฝังมาโดยหลวงปู่ถูกนำกลับมาใช้อย่างเต็มที่ เขาสามารถหาอาหารจากผลไม้ป่า ล่าสัตว์เล็กๆ และหาแหล่งน้ำสะอาดได้อย่างง่ายดาย เขานอนหลับพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้สูงใหญ่ ใช้แสงดาวและหมู่เมฆเป็นเครื่องนำทาง
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงบหลังจากที่ก่อกองไฟเล็กๆ เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายแล้ว เขาจะใช้เวลาไปกับการฝึกฝนวิชาอาคมแต่ครั้งนี้ไม่ใช่การฝึกเพื่อเพิ่มพลังทำลายล้างแต่คือการฝึกเพื่อ "ควบคุม" และ "หลอมรวม"
เขานั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มโคจรพลังจากแก่นอาคมแผ่นดินที่ไหลเวียนอยู่ในกาย เขาไม่ได้ปล่อยให้มันไหลเวียนอย่างอิสระอีกต่อไปแต่กลับใช้จิตของตนเอง ค่อยๆ ชักนำและบังคับทิศทางของมันให้ไหลเวียนไปตามเส้นทางพลังภายในร่างกายที่เคยบอบช้ำเพื่อซ่อมแซมและเสริมสร้างให้มันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
มันเป็นการฝึกฝนที่ต้องใช้สมาธิและความอดทนอย่างสูงสุดแต่ทุกครั้งที่เขาทำสำเร็จ เขาก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของตนเองนั้น เบาและมีพลังมากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนั้นเขายังฝึกฝนการใช้ "มายา" ในรูปแบบที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น เขาไม่ได้สร้างภาพลวงตาที่ใหญ่โตอลังการแต่กลับฝึกที่จะสร้างภาพมายาเล็กๆ ที่สมจริงจนแยกไม่ออก เช่นการสร้างภาพของใบไม้ที่ไหวระริก เสียงของหยดน้ำที่กำลังหยดลงสู่พื้น...หรือแม้กระทั่งกลิ่นจางๆ ของดอกไม้ป่า มันคือการฝึกเพื่อที่จะหลอกลวงประสาทสัมผัสของศัตรูในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายที่อาจจะมาถึงโดยไม่คาดฝัน
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เขาก็เดินทางมาถึงเขตเมืองตาก เมืองหน้าด่านที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของชากังราวแต่สภาพของเมืองตากที่เขาได้เห็นจากที่ไกลๆ นั้นแตกต่างจากชากังราวโดยสิ้นเชิง
แม้จะไม่มีกองทัพพม่าตั้งค่ายอยู่ แต่บรรยากาศของเมืองกลับดูซบเซาและหดหู่ บ้านเรือนหลายหลังถูกทิ้งร้าง กำแพงเมืองบางส่วนมีร่องรอยของการสู้รบที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซม
เขาสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจที่แผ่ออกมาจากผู้คน ที่นี่คือเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรงและยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้
คำอินทร์ตัดสินใจที่จะไม่เข้าเมือง เขาเลือกที่จะเดินทางอ้อมผ่านไปตามแนวป่าเขาเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
เส้นทางหลังจากนี้...เริ่มยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
ภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนจากที่ราบ กลายเป็นทิวเขาที่สูงชันและสลับซับซ้อน ป่าที่เคยเป็นป่าโปร่งบัดนี้กลายเป็นป่าดงดิบที่รกทึบและเต็มไปด้วยอันตราย...มีทั้งสัตว์ร้าย...ไข้ป่า...และพืชมีพิษนานาชนิด...
แต่สำหรับคำอินทร์แล้ว อุปสรรคเหล่านี้กลับไม่ได้สร้างความลำบากให้แก่เขาเลยแม้แต่น้อย เขาสามารถเอาตัวรอดในป่าดงดิบแห่งนี้ได้อย่างสบายราวกับเป็นบ้านอีกหลังหนึ่ง
ทว่า...อันตรายที่แท้จริง...กลับไม่ได้มาจากธรรมชาติ...แต่มันมาจาก "มนุษย์"
ในวันที่สิบของการเดินทาง ขณะที่เขากำลังจะข้ามแม่น้ำสายหนึ่งที่ไหลเชี่ยวกราก เขาก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ดังขึ้นมาจากอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ
เขารีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้สูงเพื่อสังเกตการณ์ แล้วก็ได้เห็นภาพนั้น
ขบวนพ่อค้าเกวียนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังถูกดักปล้นโดยกลุ่มโจรป่าที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า เหล่าพ่อค้าและองครักษ์ที่จ้างมาพยายามจะต่อสู้อย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่อาจต้านทานกำลังของโจรป่าที่โหดเหี้ยมได้
คำอินทร์ขมวดคิ้ว เขาลังเลอยู่ชั่วขณะ นี่ไม่ใช่เรื่องของเขา การเข้าไปช่วยเหลืออาจจะทำให้ตัวตนของเขาถูกเปิดเผยและอาจจะทำให้การเดินทางของเขาล่าช้าลงไปอีก
แต่แล้ว...เขาก็เห็นภาพของหญิงสาวและเด็กเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวอยู่บนเกวียน ภาพนั้น มันซ้อนทับกับภาพของชาวบ้านลับแลที่เขาเคยพยายามจะปกป้อง
เขากัดฟันแน่น เขาไม่สามารถเพิกเฉยต่อภาพเบื้องหน้าได้
เขาไม่ได้บุกเข้าไปซึ่งๆ หน้า แต่กลับใช้วิถีแห่งอสุรา...
เขาปีนป่ายไปตามกิ่งไม้ เคลื่อนที่ไปอย่างเงียบกริบจนกระทั่งมาอยู่เหนือกลุ่มโจรแล้วเขาก็เริ่มสร้างภาพมายา
เขาสร้างเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากที่กำลังควบตะบึงเข้ามา สร้างเสียงโห่ร้องของกองทหารที่ดังกระหึ่มขึ้นจากในป่า และสร้างภาพเงาของธงทิวของทหารหลวงให้ปรากฏขึ้นรำไรอยู่ตามแนวต้นไม้!
เหล่าโจรป่าที่กำลังจะได้เปรียบ เมื่อได้ยินและได้เห็นเช่นนั้นก็พากันแตกตื่น! พวกมันคิดว่ากองทหารของทางการกำลังจะยกมา!
"หนีเร็ว! ทหารมา!"
พวกมันไม่คิดจะสู้ต่ออีกต่อไป ต่างทิ้งข้าวของที่ปล้นมาได้แล้ววิ่งหนีเข้าป่าไปคนละทิศคนละทางอย่างไม่คิดชีวิต!
ขบวนพ่อค้าที่กำลังจะพ่ายแพ้ ต่างยืนงงงันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขามองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของกองทหารใดๆมีเพียงเสียงที่ค่อยๆ เงียบหายไปเท่านั้น พวกเขาจึงได้แต่ยกมือขึ้นท่วมหัว ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็นที่ได้ช่วยเหลือพวกเขาไว้
คำอินทร์มองภาพนั้นจากบนต้นไม้ เขารอจนกระทั่งแน่ใจว่าพวกโจรจากไปแล้วจริงๆและขบวนพ่อค้าปลอดภัยแล้ว...เขาจึงค่อยๆ เคลื่อนที่จากไปอย่างเงียบงันโดยที่ไม่ให้ใครได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา
เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ตอกย้ำให้เขาเห็นถึงความโหดร้ายและไร้ขื่อแปของแผ่นดินในยามสงคราม มันทำให้เขาตระหนักว่าการเดินทางของเขาในครั้งนี้ อาจจะไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินทางเพื่อตามหาอดีตส่วนตัวอีกต่อไป…
แต่ในฐานะผู้มีพลัง เขาอาจจะมีหน้าที่บางอย่างที่ต้องทำ เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนตลอดเส้นทางสู่ล้านนาแห่งนี้