หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 72 เยี่ยมเยียน

    หลี่เฉียงกลายร่างเป็นงูตัวใหญ่เพื่อเป็นพาหนะให้หมอจงกับเหวินหลางนั่ง แต่ทั้งสองกำลังยืนตะลึงอ้าปากค้าง ถามน้ำเสียงตะกุกตะกักว่าหลี่เฉียงเป็นปีศาจงูเหรอ เพราะในตอนแรกเขาสองคนคิดว่าเป็นมนุษย์เสียอีก


    เฟยเจินบอกพวกเขาว่าหลี่เฉียงเป็นปีศาจงูเห่าพิษแรง มีพลังเวทย์สูงสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ หลี่เฉียงจึงแยกเขี้ยวขู่ฟ่ออวดเขี้ยวยาว หันมาพูดขู่คนทั้งสองว่าเขายังไม่เคยกินมนุษย์ แต่ถ้าเจ้านายอนุญาตก็อยากลองกินดูสักครั้ง ฉันทำเสียงดุหลี่เฉียงว่าอย่าขู่ให้อาจารย์กลัว


    หลี่เฉียงทำสีหน้าเหมือนมีปัญหาบางอย่างอยู่ในใจ เถียงออกมาเบาๆว่าเขาก็แค่พูดว่ายังไม่เคยกินมนุษย์ แต่มิได้คิดจะกินหมอจงกับเหวินหลางสักหน่อย จากนั้นหลี่เฉียงก็บอกให้หมอจงกับเหวินหลางขึ้นมานั่งบนหลัง ทำให้หมอจงกับเหวินหลางหันมามองหน้ากันแววตาหวาดหวั่นไม่ไว้ใจ ฉันกับเฟยเจินจึงปีนขึ้นไปนั่งบนหลังหลี่เฉียงด้วย เพื่อให้เขาสองคนมั่นใจว่าหลี่เฉียงจะไม่กล้าจับพวกเขาไปกิน


    หลี่เฉียงเลื้อยพุ่งตัวเข้าไปในป่าด้วยความรวดเร็ว ผ่านสัตว์ปีศาจหลายตัวและพืชพิษกินเนื้อที่พยายามจะเข้ามากินเรา แต่ถูกหลี่เฉียงพ่นพิษงูเห่าใส่ตายคาที่ ส่วนบางตัวก็ถูกเฟยเจินใช้พัดเหล็กเฉือนตัดจนตัวขาดครึ่ง หมอจงกับเหวินหลางหันมองรอบๆตัวด้วยความตื่นตะลึงที่ได้เห็นสัตว์ปีศาจดุร้ายและพืชพิษมากมายในป่านี้


    กระทั่งเราเดินทางใกล้ถึงป่าไผ่เขียวก็ได้ยินเสียงลิงร้องดังขึ้น ซึ่งรู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงของสองลิงน้อยออกมาเที่ยวเล่นนอกป่าไผ่ เพียงครู่เดียวสองลิงน้อยก็กระโจนโดดจากต้นไม้มาหา ฉันจึงอ้าแขนรอรับอยู่บนหลังของหลี่เฉียง เรากอดกันด้วยความดีใจพร้อมเสียงร้องเจี๊ยกๆของสองลิงน้อยดีใจที่ฉันกลับมา


    เหวินหลางถามทันทีว่าเป็นลิงปีศาจด้วยหรือไม่ ฉันตอบว่าใช่แต่เป็นลิงพลังเวทย์ต่ำจึงไม่ดุร้ายเท่าปีศาจอื่นนอกป่าไผ่เขียว และสองลิงน้อยก็เป็นสัตว์เลี้ยงของฉันเอง เหวินหลางหัวเราะออกมานิดหนึ่งแล้วพูดว่า เขาคิดไว้เหมือนกันว่าคงเป็นลิงของฉันแน่ๆ เพราะไม่มีลิงป่าธรรมดาที่ไหนใส่กำไลหยก


    ฉันจึงแกล้งพูดเล่นกับสองลิงน้อยว่าหมอจงคืออาจารย์ ส่วนอีกคนคือลุงเหวินหลางอย่าดื้ออย่าซนกับคนทั้งสอง เหวินหลางก็โวยวายขึ้นมาทันทีว่าเขายังไม่แก่ถึงขั้นเรียกลุง ฉันหัวเราะทำเป็นไม่สนใจหันมาหยอกเล่นกับสองลิง บอกลิงว่าซื้อขนมกับลูกผ้ากลมติดกระพรวนของเล่นมาฝากด้วย


    เมื่อเรามาถึงอาณาเขตป่าไผ่เขียวเห็นพวกนกอินทรีย์ดำบินร่อนวนอยู่นอกอาณาเขตป่า ฉันจึงชวนทุกคนลงเดินเข้าไปในป่าไผ่ด้วยกัน เพื่อจะให้หมอจงกับเหวินหลางได้รู้จักกับหยางกวาง และเพื่อให้เหล่าบรรดางูในป่าไผ่ได้เห็นหน้าค่าตาคนทั้งสอง จะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่ามีมนุษย์เข้ามาบุกรุก


    แต่พอก้าวเท้าเข้าไปในอาณาเขต หยางกวางก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเหมือนกำลังรอพบฉันอยู่ หยางกวางรายงานทันทีว่านกเหยี่ยวพาพวกนกอินทรีย์ดำมาที่ป่าไผ่ แต่เขาไม่ได้ให้เข้ามาอาศัยอยู่ในป่า เพราะยังไม่ได้รับคำสั่งอนุญาตจากพวกฉันที่เป็นเจ้านาย จึงให้พวกนกอินทรีย์ดำอาศัยอยู่รอบนอกป่าไผ่


    เฟยเจินจึงบอกหยางกวางว่าพวกนกอินทรีย์ดำเป็นนกของเขาเอง ให้มาฝึกเพื่อจะไปต่อสู้กับกองทัพของปีศาจเยือกแข็ง แต่ให้นกอินทรีย์ดำอาศัยอยู่รอบนอกป่าไผ่ก็ได้ เพราะพวกนกอินทรีย์ชอบล่าสัตว์ตามที่โล่งกว้าง จากนั้นเราก็แนะนำหยางกวางให้รู้จักกับหมอจงและเหวินหลาง และกำชับให้หยางกวางคุ้มครองความปลอดภัยคนทั้งสองในขณะพักอยู่ที่นี่ด้วย


    หยางกวางมองหน้าคนทั้งสองแล้วรับคำสั่ง จากนั้นเราจึงเดินตรงไปที่เรือนและชมความร่มรื่นของป่าไผ่ไปด้วยในตัว หมอจงก็ถามว่าเขาออกมาเดินเล่นในป่าไผ่ได้หรือไม่ ฉันตอบว่าได้แต่อย่าออกไปนอกอาณาเขตป่าไผ่ก็พอ เพราะหยางกวางกับพวกงูจะไม่ตามไปอารักขาเขานอกเขตป่าไผ่ หมอจงพยักหน้าเข้าใจและรู้ดีว่าตัวเองคงสู้กับสัตว์ปีศาจในป่าอัคคีไม่ไหวแน่นอน


    กระทั่งเราเดินมาถึงเรือนเห็นฟางหรูกับเหวินอี้กำลังช่วยกันตากฟูกนอนบนราวตาก พอคนทั้งสองเห็นเราก็รีบวางมือจากราวตาก วิ่งเข้ามาหาเราด้วยความดีใจ ช่วยรับของพะรุงพะรังและของฝากไปถือไว้ ฟางหรูพูดว่านางไม่รู้ว่าฉันกับเฟยเจินจะกลับมาวันนี้ จึงยังไม่ได้จัดเตรียมอาหารไว้รอต้อนรับ


    ฉันตอบว่าไม่เป็นไรพวกเรากินอาหารมาแล้ว จากนั้นจึงแนะนำคนทั้งสองให้รู้จักกับหมอจงและเหวินหลาง และยังบอกด้วยว่าฟางหรูกับเหวินอี้เป็นมนุษย์มิใช่ปีศาจ ฟางหรูจึงบอกให้เราไปนั่งพักก่อนเดี๋ยวนางจะไปนำน้ำชามาให้ดื่ม


    จากนั้นฟางหรูกับเหวินอี้รีบเดินเอาของเข้าไปเก็บในเรือน จากนั้นก็ไปช่วยกันเตรียมน้ำชากับขนมแล้วยกมาให้ ฟางหรูจึงถามว่าเย็นนี้จะกินหม้อไฟรวมเนื้อสัตว์ดีหรือไม่ เห็นฉันเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าอยากกิน ฉันพยักหน้าทันทีว่ากินสิซึ่งคนอื่นๆก็เห็นด้วย


    ฟางหรูจึงบอกให้เหวินอี้ออกไปจับปลาที่ลำธารและเก็บผักมาด้วย เพราะในครัวตอนนี้ไม่มีปลากับผัก เหวินหลางกับหมอจงอยากไปด้วยเพราะอยากไปดูที่อื่นๆของป่าอัคคี ฉันจึงบอกว่างั้นก็ไปจับปลาหาผักด้วยกัน เดี๋ยวจะพาไปดูต้นอัคคีตามที่สัญญาไว้ด้วย หลี่เฉียงก็เสนอตัวว่าจะอาสาเป็นพาหนะให้เพราะเขาเองยังว่างไม่มีอะไรทำ


    เหวินอี้จึงเรียกแมงมุมออกมาจากป่าไผ่แล้วขยายตัวใหญ่เบิ้ม จากนั้นก็ปีนขึ้นไปนั่งบนหลังแมงมุมท่าทางทะมัดทะแมงคล่องแคล่วไม่เก้ๆกังๆเหมือนแต่ก่อน ทำให้หมอจงกับเหวินหลางตกใจตาค้างขึ้นมาอีกรอบ ทั้งสองจึงขอขึ้นไปนั่งบนหลังแมงมุมด้วย เพราะอยากลองขี่หลังแมงมุมสักครั้งว่าเป็นอย่างไร ฉันกับเฟยเจินจึงขึ้นไปนั่งบนหลังของหลี่เฉียงงูใหญ่ จากนั้นเราก็ออกจากป่าไผ่เขียวมุ่งหน้าไปที่ลำธารเพื่อช่วยเหวินอี้จับปลาและเก็บผัก


    กระทั่งเราจับปลาและเก็บผักได้มาก เหวินอี้จึงขอแยกตัวขี่แมงมุมกลับไปที่เรือน เพื่อจะนำปลากับผักไปให้ฟางหรูทำหม้อไฟ หมอจงกับเหวินหลางจึงย้ายมานั่งบนหลังหลี่เฉียงด้วยกันทั้งสี่คน จากนั้นหลี่เฉียงก็เลื้อยด้วยความเร็วมุ่งหน้าไปที่ต้นอัคคี และที่อื่นๆเพื่อพาหมอจงกับเหวินหลางเที่ยวชมป่าอัคคี


    จนถึงเวลาเย็นจึงชักชวนกันกลับเพราะท้องเริ่มหิว ซึ่งพอกลับมาถึงเรือนฟางหรูก็ปรุงหม้อไฟและมีเหล้าวางรอไว้แล้ว คืนนี้เรานั่งดื่มเหล้ากินหม้อไฟชมความงามของดอกบัวมายาสีน้ำเงิน กำลังบานเปล่งแสงสีน้ำเงินล่อจับแมลงกลางคืน ซึ่งเรานั่งกินและดื่มกันจนดึก แต่ฉันนั้นขอแยกตัวไปเข้านอนก่อน


    กระทั่งตอนเช้าฉันตื่นนอนเห็นเฟยเจินกับเหวินหลางยังนอนหลับอยู่บนฟูก แต่ฟูกนอนของหมอจงนั้นถูกพับเก็บไว้เรียบร้อย เขาคงตื่นแต่เช้าออกไปเดินสูดอากาศยามเช้าข้างนอกแล้วจึงเดินออกมาดูที่หน้าเรือน ฟางหรูก็บอกว่าเห็นหมอจงเดินออกไปที่ป่าไผ่


    สักพักใหญ่หมอจงเดินจูงมือสองลิงน้อยกลับมาด้วยกัน เขาเล่าว่าไปเดินดูแปลงปลูกสมุนไพรและไปเดินเล่นในป่าไผ่ พอดีเจอกับสองลิงน้อยจึงเดินกลับมาด้วยกัน และหลังจากพวกเรากินอาหารเช้ากันเสร็จ หมอจงก็ขอให้ฉันพาเขาไปจับหนอนชิงชัง ฉันกับเฟยเจินจึงพาหมอจงกับเหวินหลางไปที่ป่าตะวันออกเพื่อไปจับหนอนชิงชัง โดยมีหลี่เฉียงเป็นพาหนะและมีสองลิงน้อยติดตามไปด้วยเหมือนเคย


    และหลังจากที่เรากลับมาจากป่าตะวันออก เฟยเจินก็บอกฉันว่าเขาจะออกไปฝึกนกอินทรีย์ดำที่นอกป่าไผ่ เหวินหลางก็ขอตามเฟยเจินไปด้วย หลี่เฉียงจึงเสนอตัวขึ้นมาอีกว่าเขาจะไปด้วย เพราะเขามีพลังเวทย์สูงใกล้เคียงกับนกอินทรีย์ดำ สามารถเป็นคู่มือฝึกนกอินทรีย์ดำได้ เฟยเจินจึงพยักหน้ายอมให้หลี่เฉียงตามออกไป


    แต่นั่นกลับทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆกับพฤติกรรมของหลี่เฉียง ที่พยายามเสนอตัวตามติดเราไปทุกที่ หรือเขาอาจจะว่างไม่มีอะไรทำจริงๆล่ะมั้ง จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะตอนนี้กำลังมีความคิดจะปรุงยาพิษดอกหญ้าสีส้มที่เก็บมาจากเกาะกระต่ายผี และอยากลองปรุงยาในหม้อต้มยาราชันที่ได้มาจากหมอจงด้วย


    หมอจงจึงถามว่าจะปรุงยานี้ไปใช้ทำอะไร ฉันตอบว่าจะเอาไว้ไปต่อสู้กับพวกปีศาจสุนัขเยือกแข็ง พร้อมกับเล่าเรื่องของปีศาจเยือกแข็งให้หมอจงฟัง หมอจงรับฟังอย่างตั้งใจและเชื่อในเรื่องที่เล่าและจะช่วยฉันปรุงยาพิษนี้ด้วย


    ฉันหยิบดอกหญ้าสีส้มกับหม้อยาราชันออกมาจากเข็มขัดเวทย์ แลบลิ้นแตะชิมที่เกสรดอกไม้มันมีรสเผ็ดร้อนเหมือนพริกป่นแต่เผ็ดร้อนกว่าหลายเท่า จึงค่อยๆเคาะละอองเกสรดอกหญ้าใส่ลงในหม้อยา จากนั้นหมอจงเทน้ำลงไปผสมกับเกสรดอกไม้นิดหนึ่ง ฉันใช้นิ้วคนจนละลายเข้ากันแล้วชิม ปรากฏว่าความเผ็ดร้อนมันลดลงเพราะถูกน้ำเจือจาง


    หมอจงมองดูที่ลวดลายมังกรข้างหม้อ พูดว่าตัวยายังใช้ไม่ได้เพราะดวงตาของมังกรไม่เปล่งแสงประกายแวววาว แสดงว่าดอกหญ้าชนิดนี้ยังสามารถปรุงให้เกิดพิษรุนแรงได้มากกว่านี้อีก ต้องเปลี่ยนจากผสมน้ำแล้วหาพิษอย่างอื่นที่รุนแรงกว่าผสมใส่ลงไป เรานั่งคิดกันอยู่ครู่หนึ่งว่าควรจะผสมพิษอะไรดี แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าผลอัคคีคือพิษที่รุนแรงที่สุดในป่าแห่งนี้


    เราจึงเริ่มปรุงยาพิษกันใหม่อีกครั้ง ด้วยการบีบน้ำในผลอัคคีผสมลงไป ก็เกิดเสียงดังฉ่าเหมือนน้ำถูกความร้อนในกระทะมีควันร้อนๆลอยฟุ้งขึ้นมาจากหม้อ หมอจงก็ชี้ไปที่ดวงตาของมังกรข้างหม้อด้วยความตื่นเต้นว่า ดวงตามังกรเปล่งแสงแล้ว! เราปรุงยาถูกต้องแล้ว


    ฉันจึงลองแตะนิ้วที่ตัวยาแล้วชิม ถึงกับอ้าปากแลบลิ้นเพราะมันเผ็ดร้อนเหมือนกินพริกเข้าไปทั้งสวน รีบวิ่งไปหยิบน้ำชาทั้งกายกดื่มแก้เผ็ดก็ยังไม่หาย หมอจงเดินตามมาดูเห็นว่ายังไม่หายเผ็ด จึงวิ่งเข้าไปในครัวขอน้ำผึ้งกับฟางหรู นางจึงหยิบส่งให้แล้วชะเง้อหน้ามามองก็ตกใจเพราะเห็นฉันกำลังนั่งก้มหน้าแลบลิ้นปล่อยให้น้ำลายไหลยืดย้อยลงไปที่พื้น


    ฟางหรูรีบวิ่งแซงหน้าหมอจงเข้ามาจับตัวฉัน แล้วถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนกว่าเป็นอะไร ฉันตอบทั้งที่ยังแลบลิ้นเหมือนหมาหอบแดดว่าเผ็ดๆๆ หมอจงจึงยื่นน้ำผึ้งส่งมาให้ดื่มแล้วบอกฟางหรูว่า ฉันทดลองชิมยาพิษที่ปรุงเองแล้วเผ็ดแต่ให้ดื่มน้ำผึ้งสักพักก็หาย ฉันพยักหน้าบอกฟางหรูว่าแค่เผ็ดเท่านั้นอย่ากังวลเพราะพิษทำอะไรฉันไม่ได้หรอก ฟางหรูจึงถามซ้ำอีกครั้งด้วยความเป็นห่วงว่าไม่เป็นอะไรแน่นะ ฉันพยักหน้าตอบว่าอื้ม!


    แต่ฉันกลับได้กลิ่นเหม็นตุแปลกๆจึงถามขึ้นว่าได้กลิ่นเหม็นอะไรกันมั้ย ฟางหรูก็ร้องอุ๊ย! ขอโทษขอโพยคงเป็นกลิ่นเหม็นจากมือของนาง เพราะกำลังหมักน้ำปรุงรสและดองผักอยู่ในครัว จึงทำให้เสื้อผ้าฉันเลอะเหม็นกลิ่นเครื่องหมักเครื่องดอง ฉันก็หัวเราะบอกให้นางกลับไปทำงานต่อเถอะเดี๋ยวฉันลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้


    จากนั้นเราก็เริ่มทดลองใช้ยาพิษด้วยการนำเนื้อหมูสดมาวางแล้วราดด้วยยาพิษ จากเนื้อหมูสดกลับกลายเป็นเนื้อไหม้เกรียมเพราะความร้อนแรงของยาพิษ ฉันก็หัวเราะร่าทำสีหน้าสะใจ ขนาดเนื้อหมูยังไหม้และหมาน้ำแข็งมันจะไปเหลืออะไร พวกมันต้องละลายเป็นน้ำทั้งกองทัพแน่!


    แต่ดอกหญ้าสีส้มที่มีอยู่ตอนนี้มีน้อยเกินไปมันไม่พอฆ่าสุนัขเยือกแข็งทั้งกองทัพ จึงให้สองลิงน้อยออกไปตามเฟยเจินให้ไปที่เกาะกระต่ายผี ไปเก็บดอกหญ้าสีส้มกลับมาเยอะๆ ซึ่งเหวินหลางกับหลี่เฉียงนั้นรีบบอกขอตามเฟยเจินไปที่เกาะกระต่ายผีด้วย ฉันจึงให้หยางกวางคัดงูที่ยังว่างให้ตามเฟยเจินไปด้วย จะได้มีคนช่วยเก็บดอกไม้สีส้มได้เยอะๆภายในรอบเดียว


    เมื่อพวกเขาเตรียมตัวเตรียมผ้าห่อคลุมดอกไม้กันเสร็จ เฟยเจินก็ให้พวกงูย่อขนาดตัวเองให้เล็กลง แล้วพันเกาะไปกับนกอินทรีย์ดำจะได้ไปถึงเกาะโดยเร็ว ส่วนเหวินหลางนั้นให้นั่งบนหลังนกเหยี่ยว จากนั้นพวกเขาก็โผบินออกไปจากป่าทันที


    ซึ่งพอตื่นตอนเช้าเห็นเฟยเจินกับเหวินหลางกลับมานอนอยู่ในเรือนแล้ว แต่ที่หน้าเรือนมีดอกหญ้าสีส้มห่อคลุมผ้าไว้มิดชิดวางอยู่บนโต๊ะหน้าเรือนหลายกำ ฉันกับหมอจงจึงช่วยกันปรุงยาพิษใส่ไว้ในขวดเหล้าเล็กสิบขวด แล้วให้เหวินอี้เหลาไม้ทำเป็นจุกปิดปากขวด คลุมด้วยผ้าสีแดงรัดปากขวดให้แน่นสนิทอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นนำไปเก็บแยกไว้ต่างหากในเรือน


    วันรุ่งขึ้นฉันก็นึกอยากปรุงยาอีกเพราะกำลังเห่อใช้หม้อต้มยาราชัน จึงถามหมอจงว่าวันนี้เราจะปรุงยาอะไรกันดี หมอจงนั่งคิดและมองไปที่สระบัวอยู่ครู่หนึ่ง ก็ถามว่าดอกบัวมายาสีน้ำเงินมีสรรพคุณทำอะไรได้บ้าง เมื่อวานเขาเดินไปดมกลิ่นมันหอมหวานเหมือนน้ำหวาน กลิ่นออกหวานๆเย็นๆดมแล้วรู้สึกโล่งจมูก


    ฉันตอบว่ากลิ่นหอมของดอกบัวทำให้เคลิบเคลิ้มผ่อนคลาย และคลายความเมื่อยล้า ทั้งยังช่วยให้ระบบทางเดินหายใจสะดวกขึ้น หายใจได้ลึกขึ้น หมอจงจึงเสนอว่าถ้านำดอกบัวมาสกัดเป็นน้ำมันนวดก็น่าจะดี ฉันจึงเห็นด้วยกับความคิดนี้ และจะนำไปถวายฮ่องเต้ไว้ใช้นวดผ่อนคลายด้วย


    กระทั่งเวลาผ่านไปหกวันที่เราพักผ่อนอยู่ในป่าไผ่เขียว นกเหยี่ยวก็บินเข้ามาหาเฟยเจินพร้อมด้วยนกพิราบตัวหนึ่งในกงเล็บ แต่ที่ขาของนกพิราบมีกระดาษแผ่นเล็กๆผูกติดมาด้วย เฟยเจินจึงเปิดจดหมายอ่านมีข้อความเขียนไว้สั้นๆว่า “มีข่าวด่วน ให้หมอจงรีบมาที่พระราชวัง จากอ๋องเมิ่ง”


    เฟยเจินจึงบ่นออกมาว่ามนุษย์นี่ยังไงกันนะ ทำไมไม่เขียนบอกมาเลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นทำไมต้องให้ไปฟังข่าวจากปาก หมอจงจึงพูดด้วยความกังวลใจว่าอาจเป็นข่าวสำคัญที่ท่านอ๋องจำเป็นต้องบอกด้วยตัวเอง เขาจึงขอให้นกเหยี่ยวพาบินไปส่งที่พระราชวังหน่อย เพราะรู้สึกกังวลใจกลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีที่แคว้นจินชาง


    ฉันพยักหน้าว่าจะไปด้วยเพราะถ้าเกิดเรื่องที่แคว้นจินชางอีก ฉันจะพาเขาไปส่งให้ถึงที่แคว้นจินชางเลย เราจึงรีบเตรียมตัวเดินทางไปพระราชวัง แต่หลี่เฉียงเหมือนจะคอยจับตาดูและรู้ว่าเรากำลังจะเดินทางอีก เขาก็วิ่งเข้ามาหาและบอกว่าจะเป็นพาหนะพาเราไปส่งทุกที่ที่เราจะไป


    แต่เฟยเจินตอบว่าไม่เป็นไรจะให้หมอจงกับเหวินหลางขี่หลังนกเหยี่ยวไป หลี่เฉียงก็พูดอีกว่าขอติดตามไปด้วย แต่เฟยเจินยังตอบแบบเดิมว่าให้รออยู่ที่นี่คอยช่วยงานหยางกวาง ถ้ามีอะไรให้ช่วยจะให้นกเหยี่ยวบินมาตาม


    แต่หลี่เฉียงยังคงพยายามขอติดตามไปด้วย จึงหันมาขอร้องฉันว่าเขาสามารถช่วยงานได้ แต่ไม่อยากอยู่รอที่นี่คอยหาสมุนไพร หรือคอยจับหนอน จับปลา จนตอนนี้เขี้ยวเริ่มทื่อ กล้ามเนื้อเริ่มเล็กลีบ แต่เขาอยากต่อสู้อยากใช้กำลัง ทั้งยังสัญญาว่าจะคอยรับใช้และเชื่อฟังตามคำสั่งทุกอย่าง นั่นจึงทำให้ฉันเข้าใจได้ทันทีถึงพฤติกรรมที่แปลกไปของหลี่เฉียง


    หมอจงเริ่มร้อนใจอยากไปพบกับท่านอ๋องจึงเร่งให้เรารีบเดินทาง ส่วนหลี่เฉียงนั้นก็ปล่อยให้ติดตามไปด้วย หากแคว้นจินชางมีเหตุร้ายข้าศึกบุกโจมตีอีก หลี่เฉียงจะได้ช่วยเป็นแรงกำลังให้อีกแรงหนึ่ง ฉันจึงต้องปล่อยให้หลี่เฉียงตามไปด้วย

    คล้ายกับเรื่องหมอหญิงอัคคี ที่คุณอ่าน