เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    50 ข้ารักพวกท่านนะ

            จินลี่หยางตามทั้งสองคนเข้ามาในห้องและปิดประตูเห็นจางฝูลู่ยืนมองเฉินอี้พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดพลางหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว

            จางฝูลู่หันมามองจินลี่หยางที่เดินมายืนข้างๆเขา

            “ใต้เท้าจิน เมื่อครู่เกิดอันใดขึ้นหรือ เหตุใดอาอี้จึงเป็นเช่นนี้”

            จินลี่หยางมองเฉินอี้ที่พูดเรื่องยันต์พูดเรื่องอาหลิ่ง พูดว่าเขาปราบปิศาจได้พลางเดินไปทั่วห้องและหยุดยืนพูดคนเดียวกับอากาศที่ว่างเปล่าตรงหน้าเอ่ยชื่อตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ย

            จางฝูลู่กับจินลี่หยางมองอาการของเฉินอี้แล้วก็หันมามองหน้ากัน

            หลิวซูเจี๋ยเอ่ยถามตงเปียน“เหตุใดเฉินอี้จึงมีอาการเหมือนคนเมาเช่นนี้เล่า”

            ตงเปียนนิ่งไปครู่หนึ่ง“อาจเป็นเพราะว่าเมื่อครู่นี้เขาใช้ยันต์ปัญจธาตุทั้งหมดในครั้งเดียวพลังธาตุที่มากเกินไปไหลเข้าสู่ตัว เขาจึงมีอาการเช่นนี้”

            “อ้อ……เฉินอี้เมาพลังธาตุนั่นเอง” หลิวซูเจี๋ยพยักหน้าน้อยๆ“แล้วจะมีอันตรายไหม เขาจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานหรือไม่”

            “ไม่มีอันตรายหรอก เมื่อพลังธาตุหมดฤทธิ์เขาก็จะหมดแรงไปเอง” ตงเปียนตอบ

            จินลี่หยางนึกทบทวนเหตุการณ์เมื่อครู่เฉินอี้ถือยันต์ทั้งห้าใบไว้ในมือและกล่าวออกมาประโยคหนึ่งจากนั้นเขาก็เห็นแสงที่สว่างขึ้นจากยันต์ทั้งห้าใบและยันต์ธาตุเพลิงที่กลายเป็นลูกไฟก็พุ่งไปที่อีกาตัวนั้น

            จินลี่หยางคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเฉินอี้ใช้ยันต์หมดทั้งห้าใบจึงทำให้มีอาการเช่นนี้เมื่อกล่าวความคิดของเขาให้จางฝูลู่ฟัง เขาก็พยักหน้าเห็นด้วย

            ทั้งสองคนนั่งมองเฉินอี้เดินพล่านไปทั่วห้องและพูดคนเดียวไม่หยุดทั้งเรื่องยันต์ เรื่องคาถา และเรื่องสมุนไพร

            จนเวลาล่วงเข้ายามอิ๋น (ตีสามถึงตีห้า) เฉินอี้จึงเริ่มหมดแรงและงอแงเหมือนเด็กน้อยอายุสามขวบ

            เฉินอี้นั่งเอาคางเกยแขนตนเองอยู่บนโต๊ะและพูดเสียงง้องแง้งเหมือนเด็กเอาแต่ใจ

            “เหล่าจาง ข้าอยากกินถังหูลู่ ซื้อถังหูลู่ให้ข้าที”

            จางฝูลู่เดินเอาเสื้อมาคลุมตัวให้เฉินอี้เป็นรอบที่หนึ่งร้อยได้แล้ว “ได้ๆ เอาไว้ตอนเช้าข้าจะไปซื้อให้เจ้ากินนะ”จางฝูลู่กล่าวพลางหาวจนน้ำตาเล็ด

            จินลี่หยางมองจางฝูลู่ที่นั่งสัปหงกสัปเงยอยู่ข้างเฉินอี้ก็บอกให้จางฝูลู่ไปนอนเดี๋ยวเขาจะดูแลเฉินอี้ต่อให้เอง

            “พี่ลี่หยาง เหล่าจาง” เฉินอี้ตะแคงหน้ามองทั้งสองคน ดวงตาหรี่ปรือและคว้าแขนของทั้งสองคนมากอดไว้คนละข้าง“ข้ารักพวกท่านนะ ข้ารักพวกท่านนะ”

            เฉินอี้พูดงึมงำซ้ำไปซ้ำมาจินลี่หยางและจางฝูลู่หันมามองคนที่นั่งอยู่ตรงกลางแล้วก็นึกขันครู่เดียวเฉินอี้ก็หัวโขกโต๊ะและหลับไปเรียบร้อยแล้ว

            จินลี่หยางกับจางฝูลู่เห็นเฉินอี้หมดฤทธิ์ก็พากันถอนใจเฮือกใหญ่ แม้แต่ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยก็ยังโล่งใจแทน

            จินลี่หยางอุ้มเฉินอี้ไปนอนที่เตียงและจางฝูลู่ก็ห่มผ้าให้เขาทั้งสองคนยืนมองเฉินอี้ที่ยังนอนพูดงึมงำเบาๆ ก็หันมามองหน้ากันเป็นรอบที่ร้อยแปดพลางขำ

            “ข้ากลับห้องก่อนนะ วันนี้ช่วงสายมีการไต่สวนคดีที่ข้าต้องเข้าร่วมด้วยเจ้าสองคนจะออกไปตามหาหญิงที่ชื่อฟางเหนียงใช่หรือไม่”

            “ใช่ขอรับ แต่คงต้องรอให้อาอี้ตื่นเสียก่อน มิรู้ว่าจะหลับยาวแค่ไหน”จางฝูลู่กล่าวตอบและหันไปมองเฉินอี้ที่นอนนิ่ง ปากเผยอนิดๆ แสดงว่าหลับสนิทแล้ว

            จินลี่หยางหยิบเสื้อคลุมมาสวมพร้อมทั้งหันไปกล่าวกับจางฝูลู่“หากเป็นไปได้เจ้าก็พยายามอย่าให้เฉินอี้ใช้ยันต์พวกนั้นพร้อมกันอีกหากจำเป็นต้องใช้ไม่เจ้าก็ข้าต้องอยู่กับเขาตลอดและอย่าให้เขาดื่มเหล้าด้วย”

            “ทำไมหรือ” จางฝูลู่สีหน้างุนงง

            “หากเขาเมาแล้วเป็นเหมือนเช่นวันนี้”จินลี่หยางกล่าวพลางพยักหน้าไปทางเฉินอี้ “มีหวังคงโดนอุ้มหายไปเป็นแน่”

            จางฝูลู่หันไปมองเฉินอี้ที่เปลี่ยนท่าเป็นนอนตะแคงข้างหันหน้าออกมาและเอามือซุกไว้ที่คอตนเอง

            แม้จะพูดมากไปหน่อยงอแงไปนิด แต่ก็มิได้น่ารำคาญอันใด ตรงกันข้ามกลับดูตลกและน่าเอ็นดูไปเสียอีกแถมขี้อ้อนเสียด้วย

            “อืม จริง” จางฝูลู่หันกลับมากล่าวกับจินลี่หยาง “ใต้เท้าจินตอนนี้ข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ”

            จินลี่หยางยิ้มและพยักหน้า“ไปพักเถิด ข้าขอตัวก่อน”

            จางฝูลู่พยักหน้าและเดินเปิดปากหาวไปที่เตียงนอนอย่างอ่อนเพลีย

             

            ภายในกองทหารรักษาเมืองฉางผิงค่อนข้างวุ่นวายเล็กน้อยเพราะท่านเจ้าเมืองเจียงหลิงจะเดินทางมาฟังการไต่สวนครั้งนี้ด้วยจึงต้องมีการเตรียมการต้อนรับ

            ชาวบ้านที่รู้ข่าวว่าจะมีการไต่สวนคดีของนักโทษทั้งสามคนในวันนี้ก็พากันมาอออยู่ที่หน้าศาลเมืองฉางผิงก่อนเวลาจนมองไม่เห็นทางเข้า

            จินลี่หยางเห็นบรรยากาศคึกคักของวันนี้ก็รู้สึกเหมือนตนเองกลับไปอยู่ที่เมืองหลวงอีกครั้ง

            เมื่อถึงยามเฉินเจ้าเมืองเจียงหลิงนามว่าจงฉง ก็เดินทางมาถึงศาลเมืองฉางผิงพร้อมกับต้วนห่าวอู๋หัวหน้าตุลาการผู้ตัดสินคดี

            เมื่อจงฉงก้าวลงจากรถม้าบรรยากาศโดยรอบก็พลันเปลี่ยนไป

            จงฉงเป็นชายอายุราวห้าสิบปีร่างสูงท้วม ผิวสองสี ใบหน้ายามนิ่งเฉยนั้นดูจริงจังเคร่งขรึมยามก้าวเดินก็ราวกับมีพลังบารมีแผ่ออกมาจากตัวจนคนต้องเกรง

            ทหารรักษาเมืองฉางผิงตั้งแถวยืนต้อนรับท่านเจ้าเมืองกันอย่างแข็งขันจินลี่หยางกับซุนเฉิงนั้นยืนอยู่มุมหนึ่งที่ไม่สะดุดตาเมื่อจงฉงและต้วนห่าวอู๋เดินเข้ามาภายในศาลแล้ว เฮ่อเป่ยผู้พิพากษาศาลเมืองฉางผิงก็ต้อนรับคนทั้งสองให้เข้าไปด้านใน

            แม้เฮ่อเป่ยจะเป็นผู้พิพากษาแต่วันนี้จงฉงได้พาต้วนห่าวอู๋ซึ่งเป็นหัวหน้าตุลาการมาดำเนินการไต่สวนคดีด้วยตนเองเขาจึงมิต้องทำหน้าที่ตัดสินคดีในวันนี้

            เมื่อต้อนรับขับสู้กันเสร็จเรียบร้อยเจ้าหน้าที่ศาลก็ประกาศเปิดการไต่สวนผู้คนที่ออกันอยู่หน้าศาลต่างพากันตื่นตัวขึ้นมาทันที

            “เบิกตัวนักโทษคดีปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ หวูเอิน สื่อชิงฉี เฝอจูจี ขึ้นศาล”เจ้าหน้าที่อ่านประกาศเสียงดังฟังชัด ทหารนำตัวนักโทษชายทั้งสามคนเดินเข้ามาชาวบ้านที่ยืนอยู่ด้านหน้าเริ่มส่งเสียงก่นด่ากันระงม

    คล้ายกับเรื่องเนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ ที่คุณอ่าน