ฟ่านเสวี่ยหลีกลับถึงบ้านด้วยความเร็วสูงสุด
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีผลักประตูออกก็พบว่าท่านแม่นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าสงบแม้ว่านางจะนอนไม่ได้สติ แต่สีหน้ากลับนิ่งสงบตรงกันข้ามกับเสี่ยวอวี้ที่อยู่ด้านข้างที่ดูเหนื่อยล้าราวกับใช้พลังกายเกินขีดจำกัด
เขาถามเสี่ยวอวี้อย่างอดใจไม่ได้ว่า “เสี่ยวอวี้ เ้าเป็อะไรไป”
เหตุใดท่านแม่ปกติดี แต่สีหน้าของเสี่ยวอวี้กลับซีดเซียวอย่างขีดสุดอีกทั้งเหตุใดร่างกายยังมีกลิ่นไหม้ด้วย
เสี่ยวอวี้ส่ายหน้าแล้วฝืนยิ้มพูดว่า “ท่านพี่ ข้าสบายดี แต่ท่านแม่ยังไม่ฟื้นขึ้นมาเลย...”นางมองไปที่ท่านแม่ด้วยสายตาห่วงใย
“ิญญาของท่านแม่ได้รับาเ็ แต่ข้ามีวิธีรักษา เ้าวางใจเถอะ”ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างแ่เบา จากนั้นก็เดินไปที่ห้องด้านนอกเพื่อเริ่มปรุงยา
ต้นปู้หลีในมือเขาส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วมันเป็กลิ่นหอมอันอบอุ่นที่อบอวลมิจางหาย
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงร้องอันแ่เบาดังมาจากในห้องน้ำเสียงฟังดูเร่งรีบราวกับกำลังเ็ป
มันคือเสียงของเสี่ยวอวี้
ฟ่านเสวี่ยหลีใจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้อง
ทันใดนั้น เขาก็เห็นเสี่ยวอวี้ที่กำลังจุดเตาไฟส่วนแขนของนางชุ่มไปด้วยเื นางเฉือนเนื้อของตัวเองใส่เข้าไปเผาในตะเกียง
เสี่ยวอวี้ทนความเ็ปและอธิษฐานอย่างต่อเนื่อง
มันคือการเฉือนเนื้อจุดตะเกียง! ไม่แปลกใจที่มีกลิ่นไหม้บนร่างกายของเสี่ยวอวี้
โบราณกาลเคยมีเื่เล่าหนึ่งที่ว่าด้วยการสละชีพเพื่อช่วยเสือมีองค์ชายสองคนกำลังชมป่าและได้พบกับแม่เสือที่เพิ่งให้กำเนิดลูกเจ็ดตัวอีกทั้งไม่ได้กินอาหารมาเจ็ดวันแล้ว พวกมันดูอ่อนล้าจนเจียนตายองค์ชายคนโตคิดว่าแม่เสือจะต้องถูกความหิวบีบจนต้องกินลูกของตัวเองส่วนองค์ชายคนรองคิดว่าสิ่งมีชีวิตทั้งปวงล้วนรักเพียงชีวิตของตัวเองมีเพียงผู้มีปัญญาและความเมตตาอันยิ่งใหญ่เท่านั้นที่ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นจากนั้นเขาก็เดินไปข้างกายแม่เสือผู้หิวโหยตัวนั้น ถอดเสื้อผ้าออกแล้วนอนลงกับพื้น
แม่เสือหิวโหยตัวนั้นใกับการกระทำขององค์ชายจนยืนแน่นิ่งไม่ขยับองค์ชายคิดว่าเสือหิวโหยอ่อนล้าจนไม่มีแรงขยับตัวจึงใช้ไม้ไผ่แทงไปที่คอของตนให้เืไหลออกมา แม่เสือหิวโหยจึงกินองค์ชายเข้าไปทันใดนั้นน้ำฝนก็โปรยปรายราวกับดอกไม้ที่ร่วงหล่น แผ่นดินสั่นะเืองค์ชายจึงกลายเป็ผู้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยเหตุนี้
ส่วนการเฉือนเนื้อจุดตะเกียงก็เหมือนกับการสละชีพเพื่อป้อนเสือการสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นกลายเป็ที่สรรเสริญของผู้คนจำนวนมาก
แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้คนมากมายคิดว่ามันเป็วิธีที่โง่เขลาและหลอกลวงซึ่งไม่เคยเห็นผล
ตอนนี้ิน่าและเซียงหนูกำลังยืนอยู่บนต้นไม้ภายในสวน เมื่อพวกนางเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็ใอย่างมาก
เซียงหนูพูดอย่างประหลาดใจ “องค์หญิง น้องสาวของเขาบ้าไปแล้วหรือวิธีการนี้ไม่มีวันได้ผลหรอก” นางไม่อาจเข้าใจเื่แบบนี้
ิน่าส่ายหน้าแล้วพูดอย่างเคร่งขรึม “ข้าว่านางรู้เื่นี้ดี” หน้านางเปลี่ยนสีไปแล้ว
“อ่อ แล้วเหตุใดนางยังทำอีกเล่า” เซียงหนูตกตะลึงและงุนงง
ิน่ากลับไม่พูดอะไรเพียงจ้องมองเสี่ยวอวี้อย่างตั้งใจด้วยแววตาร้อนผ่าว
ตอนนี้เสี่ยวอวี้ร่างกายอ่อนแอนางนอนอยู่ในอ้อมอกของฟ่านเสวี่ยหลีแล้วพูดอย่างแ่เบา “ท่านพี่ ข้ายังไหว”
แต่เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็ค่อยๆ สลบไป
หัวใจของฟ่านเสวี่ยหลีราวกับถูกมีดเฉือน จากนั้นเขาก็วางเสี่ยวอวี้ลงบนเตียงด้านข้างอย่างนุ่มนวลช่างเ็ปใจเหลือเกิน
นางไม่ได้โง่เขลา แต่นางกำลังทำอย่างสุดความสามารถกล่าวกันว่าความเขลาคือความจริงใจพึ่งพาความหวังอันริบหรี่นี้ทำให้ภูตผีและทวยเทพเห็นใจ
การกระทำของน้องสาวช่างยิ่งใหญ่
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีเผยสายตาเคร่งขรึมเขากำลังแบกรับภารกิจของน้องสาวและต้องใช้ต้นปู้หลีทำเป็โอสถคืนิญญาออกมาให้ได้โดยเร็ว
ทันใดนั้น จิ้งจอกน้อยก็ะโมาตรงหน้าฟ่านเสวี่ยหลี ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อใดที่มันถือกริชเอาไว้ในมือและชี้ไปที่หัวใจของตนพร้อมกับใช้สายตาสื่อสารกับฟ่านเสวี่ยหลี
เห็นได้ชัดว่ามันซึ้งใจกับการกระทำของเสี่ยวอวี้ตอนนี้มันจึงหวังให้ฟ่านเสวี่ยหลีนำโลหิตหัวใจของมันมาใช้รักษาท่านแม่
ฟ่านเสวี่ยหลีส่ายหน้า ถึงแม้เืของจิ้งจอกเก้าชีวิตจะล้ำค่าแต่ถ้าสูญเสียดวงิญญา เืของจิ้งจอกเก้าชีวิตก็ทำได้เพียงยื้อเวลาเท่านั้นน้องสาวกลายเป็เช่นนี้แล้ว เขาจะทนเห็นชีวิตอื่นถูกทำร้ายอีกได้อย่างไร
ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก
นักปราชญ์เฒ่าผู้เมตตาคนหนึ่งเดินเข้ามาในมือถือธูปหมึกที่ส่งกลิ่นหอมโชย
เขาเดินอย่างไร้เสียง บุคลิกไม่ธรรมดาราวกับมีพลังอันแกร่งกล้าและมีกลิ่นอายของผู้สูงส่ง
สายตาของเขาจับจ้องไปที่กริชในมือจิ้งจอกชั่วขณะหนึ่งจากนั้นเขาจึงหันมองหน้าฟ่านเสวี่ยหลีแล้วพูดอย่างเ็า“เพียงเพื่อความปรารถนาส่วนตนถึงกับต้องเอาเืบริสุทธิ์ของจิ้งจอกศักดิ์สิทธิ์ไป ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก!”
เขาตามรอยจิ้งจอกมาจนถึงที่นี่ เมื่อเห็นท่าทางของฟ่านเสวี่ยหลีที่เหมือนอยากได้โลหิตหัวใจของจิ้งจอกแล้วเขาก็รู้สึกโกรธเกรี้ยว จิ้งจอกตัวนี้เป็สิ่งมีชีวิตที่เขารักที่สุดเขาจะยอมให้ผู้อื่นทำร้ายได้อย่างไร
จิ้งจอกตัวน้อยส่งเสียงอ้อมแอ้มราวกับรู้สึกหวาดกลัวเมื่อได้เจอนักปราชญ์ผู้นี้และเดินไปหลบหลังฟ่านเสวี่ยหลี
ฟ่านเสวี่ยหลีพูดด้วยสีหน้าเ็า “ท่านเป็ใคร”ร่างกายของเขาโชยด้วยไอสังหารท่าทางที่ไม่แยกแยะความจริงเท็จของอีกฝ่ายทำให้หัวใจของเขาเกิดเพลิงโทสะยิ่งไปกว่านั้น ภารกิจรักษาท่านแม่อยู่ตรงหน้าเขาจะยอมให้ผู้อื่นมาขัดขวางได้อย่างไร
นักปราชญ์ชราพูดอย่างเฉยเมย “เ้าสามารถเรียกข้าว่าอาจารย์ฟางหลูซีเคยเป็ข้ารับใช้ของข้าซึ่งเขาได้ขโมยค่ายกลที่บกพร่องของข้าไปใช้ในทางที่ผิดเดิมทีเื่ที่เกิดขึ้นกับแม่ของเ้าเป็ความผิดพลาดของข้าข้าย่อมต้องรับผิดชอบรักษานาง ส่วนเื่ที่เ้าจะเอาโลหิตหัวใจของจิ้งจอกไว้ข้าจะมาคิดบัญชีกับเ้าภายหลัง” เขาได้รับความเคารพมาโดยตลอดดังนั้นขณะที่พูดจึงมีท่าทางหยิ่งทะนง แม้จะบอกว่าเป็ความผิดพลาดของตัวเองแต่ก็ดูไม่รู้สึกอะไร
จากนั้นเขาก็ชูธูปหมึกในมือขึ้นสูงควันธูปหมึกลอยขึ้นและซึมเข้าไปในร่างกายของแม่ฟ่านเสวี่ยหลีที่กำลังนอนอยู่บนเตียงอย่างรวดเร็ว
ทั้งห้องอบอุ่นขึ้นมาก
ขณะนี้ ิน่าและเซียงหนูที่อยู่บนต้นไม้ก็ตกตะลึงเมื่อเห็นนักปราชญ์ผู้นี้!
ในเวลาเดียวกัน ใบหน้าของพวกนางยังเผยความประหลาดใจออกมา
อาจารย์ฟางจริงๆ ด้วย!
เขาเป็ถึงอาจารย์ปรุงยา!
แม้แต่าาศักดิ์สิทธิ์ในวังศักดิ์สิทธิ์ของพวกนางยังให้ความเคารพอาจารย์ผู้นี้มากวังศักดิ์สิทธิ์ของพวกนางเคยเชิญอีกฝ่ายมารักษาพระมารดาหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยพบร่องรอยของอีกฝ่าย คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาอยู่ตรงนี้
เซียงหนูเป็เพียงนักปรุงยาระดับต้นยังห่างชั้นกับอีกฝ่ายราวฟ้ากับเหว
ธูปหมึกในมือของอาจารย์ฟางผู้นี้เป็ยาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและประเมินค่าไม่ได้!
เมื่อเขาลงมือก็แทบจะรักษาได้ทุกโรค โดยที่ไม่มีปัญหาใดๆตามมาภายหลัง
“ผู้าุโ้ารักษาท่านแม่ของข้า แต่วิธีการนั้นไม่ถูกต้องแม้ว่าธูปหมึกนี้จะมีสรรพคุณล้ำเลิศและสามารถสงบดวงิญญา แต่มันเป็ธาตุไม้ส่วนท่านแม่ของข้าธาตุดิน ผลลัพธ์ของมันจึงถูกยับยั้ง”ฟ่านเสวี่ยหลีพูดออกมาอย่างเหนือความคาดหมายของทุกคน สายตาเปี่ยมด้วยความเคร่งขรึม
เขามองออกว่าอีกฝ่าย้าช่วยแม่ของตนด้วยความจริงใจเขาจึงระงับความโกรธเอาไว้ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายรักษาผิดวิธีเขาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
สายตาของเขาย่อมเหนือกว่าอีกฝ่ายมาก
การที่อีกฝ่ายมีธูปหมึกไว้ในเกรงว่าอีกฝ่ายจะเป็อาจารย์ปรุงยาแต่เขาเป็ถึงปรมาจารย์ปรุงยาที่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งขั้น
แม้ต่างกันเพียงคำเดียว แต่ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
นักปรุงยาทั่วไปต้องใช้เวลาสามถึงสี่สิบปีในการยกระดับวิชาการปรุงยาขอเพียงมีโอกาสวาสนาได้คิดค้นสูตรยาใหม่ ก็สามารถกลายเป็อาจารย์ปรุงยาได้แต่สำหรับปรมาจารย์ปรุงยานั้นสามารถบุกเบิกก่อตั้งสำนักใหม่ และยังพบเห็นได้ยากมาก
อาจารย์ฟางคาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าจะกล้าสงสัยในตัวเขาเขาอดไม่ได้ที่จะเผยสายตาไม่พอใจและพูดอย่างเ็าว่า “เ้าไม่เชื่อข้าหรือ”
สถานะอาจารย์ปรุงยาสูงส่งจนคนธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้เพียงคำพูดเดียวก็สามารถกำหนดความเป็ตาย ใครจะกล้าดูิ่เล่า
เขาหายใจออกอย่างรุนแรงราวกับฟ้าร้องหมู่ดาวบนท้องฟ้าสาดส่องแสงดาวนับไม่ถ้วนลงมาห้อมล้อมตัวเขาหลอมรวมเข้ากับค่ายกลเจ็ดดาราแปดทิศแสงแห่งหมู่ดาวหลอมรวมเข้ากับธูปหมึกแล้วส่องแสงไปทั่วสารทิศ!
แสงเ่าั้แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของแม่ฟ่านเสวี่ยหลี
นางราวกับแช่กายอยู่ท่ามกลางแสงดารานับไม่ถ้วนช่างสบายอย่างไม่อาจพรรณนา!
ตอนนี้ศีรษะของิน่าและเซียงหนูขาวโพลนพวกนางจ้องมองฉากตรงหน้าพร้อมกับเผยสีหน้าเหลือเชื่อ“มันคือค่ายกลดาราที่สาบสูญไปแล้ว!”
ถึงแม้องค์หญิงิน่าจะตกตะลึง แต่คนที่ตกตะลึงยิ่งกว่าคือเซียงหนูนางในฐานะนักปรุงยาระดับต้นย่อมรู้จักค่ายกลดารานี้มากกว่าิน่าค่ายกลนี้ไม่เพียงสามารถชะล้างจิตใจและขัดเกลาร่างกายแต่ยังสามารถอัญเชิญภูตผีและทวยเทพ!
อีกทั้งค่ายกลนี้ยังมีพลังย้อนกลับที่รุนแรงแม้แต่อาจารย์ปรุงยาเองยังต้องจิตใจสั่นคลอนไปชั่วขณะหลังจากที่ใช้ค่ายกลนี้จึงไม่ใช้ค่ายกลนี้ในยามไม่จำเป็
เซียงหนูส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้คุณชายฟ่านผู้นี้ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคาดไม่ถึงว่าจะอวดดีต่อหน้าอาจารย์ปรุงยาเช่นนี้เขาไม่รู้เลยว่าการใช้ค่ายกลนี้จะนำมาซึ่งพลังย้อนกลับอันรุนแรง
ตอนนี้นางจ้องมองหัตถ์ของค่ายกลดารานี้ตาไม่กะพริบนางรู้สึกว่ามันซับซ้อนอย่างยิ่ง ปราศจากร่องรอยจนไม่อาจศึกษาได้ซึ่งทำให้นางรู้สึกเลื่อมใสนัก
นางเชื่อว่าค่ายกลนี้จะรักษาอาการป่วยของแม่ฟ่านเสวี่ยหลีได้ในทันที!
แต่ทุกอย่างกลับผิดคาดแม้ว่าพลังแห่งแสงดาวอันยิ่งใหญ่นี้จะแทรกซึมเข้าไปจนหมดแต่แม่ของฟ่านเสวี่ยหลีที่นอนอยู่บนเตียงก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาราวกับไม่รับรู้ถึงสิ่งใด
เห็นได้ชัดว่าพลังแห่งธูปหมึกและค่ายกลดารานี้ประสบความล้มเหลว
ดวงตาของอาจารย์ฟางสิ้นแวว เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงกับฉากตรงหน้า
ค่ายกลที่เขาสุดแสนจะมั่นใจประสบความล้มเหลวได้อย่างไร
ค่ายกลดาราที่เขาแสดงออกมานั้นวิเศษอย่างยิ่งอีกทั้งยังปลดปล่อยพลังทั้งหมดของค่ายกลดาราออกมา มันไม่ควรจะล้มเหลวสิ
สีหน้าของอาจารย์ฟางในตอนนี้ดูย่ำแย่อย่างยิ่งเขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า แม้เขาลงมือด้วยตัวเองยังไม่สามารถช่วยชีวิตสตรีนางนี้เกรงว่าจะหมดสิ้นหนทางแล้วจริงๆ เขาจึงถอนหายใจแล้วพูดว่า “คุณชายขออภัยที่ข้าความสามารถไม่เพียงพอ”
น้ำเสียงของเขาดูแก่ชราลงเดิมทีเขาหยิ่งทะนงและคิดว่าต้องประสบความสำเร็จแน่นอนเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเขา แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้ จึงเริ่มรู้สึกผิด
ในฐานะนักปรุงยาต้องไม่กระทำสิ่งใดให้เกิดความละอายใจ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถปรุงโอสถศักดิ์สิทธิ์ชั้นเลิศออกมาได้ซึ่งมันคือหัวใจหลัก