ตอนที่ 2 น้ำตาของเ้าชาย [2]
“ทำไมเสด็จพ่อถึงไม่ส่งจดหมายบอกลูกเลย! บอกลูกให้รู้สักนิดก็ยังดี! ทรงบอกลูกให้รู้ว่าเสด็จแม่ของลูกทำไมถึงจากลูกไป! ทำไม! ทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
น้ำเสียงที่พูดออกไปแต่ละคำนั้นดูสะกดกลั้นอารมณ์คล้ายๆ จะร้องไห้ออกมาเสียเต็มแก่ โดยน้ำตาที่ยังคลออยู่ในดวงตาที่กำลังจะเอ่อล้น ไหลหยดออกจากตาคู่นี้แล้วนั้น เจ้าชายจึงรีบปาดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาแล้วกลั้นใจเอาไว้ให้เข้มแข็ง แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่ประทับเดินออกจากห้องออกไปอย่างรวดเร็ว
“เ้า!!! กลัวมาถวายบังคมเสด็จพ่อก่อน”
องค์ชายใหญ่รีบตรัสออกมา แต่ก็ไม่ทัน เพราะองค์ชาย4 ได้ออกจากห้องทรงงานไปอย่างรวดเร็ว
“ช่างเถอะ ชายใหญ่ แต่ข้าแปลกใจ ข้าเคยให้ส่งจดหมายให้ไปแจ้งองค์ชาย 4 อยู่ตลอดๆ เป็ระยะๆ แต่ทำไม! ถึงบอกว่าข้าไม่ได้แจ้งข่าวอะไรเลยละ พวกเ้าพอจะรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?”
พระาาทรงถามองค์ชายทั้ง 2 พระองค์ที่ยังนั้งอยู่ในห้องทรงงานของพระาา แต่คำตอบกลับเงียบ ทุกคนกลับก้มหน้าก้มตา พระาาจึงไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมองค์ชาย 4 ถึงคิดว่าตนไม่ได้แจ้งข่าวไป
หลายวันต่อ เ้าชายหนุ่มรู้งามผู้นี้ ไม่ได้เข้าเฝ้าเสด็จพ่อในทุกๆตอนเช้า ซึ่งเป็สิ่งที่องค์ชายทุกพระองค์ต้องเข้าเฝ้าพระาาทุกวัน และในงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาขององค์ชาย 4 ก็ไม่ได้ปรากฏตัวไปร่วมงาน มีเพียงแต่บอกว่า่นี้ไม่ค่อยสบายมากนัก พระองค์จึงไม่สามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของตนได้ เหตุเพราะทรงยังปรับตัวไม่ได้กับภูมิอากาศของที่นี่
ที่สำคัญเ้าชายทรงไม่เสด็จออกจากตำหนักไปไหนเลย ยิ่งนานวันยิ่งทำให้เสด็จพ่อเริ่มหงุดหงิดและเป็ห่วงองค์ชาย4ไปพร้อมๆกัน แต่ก็ยังทรงสบายพระทัยอยู่บ้างที่ทราบว่าองค์ชาย4 ทรงสบายดี แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ แต่อาจจะมีเหงาเศร้าซึม เป็บาง่เวลา ในทุกๆวันเ้าชายจะทรงอยู่แต่ในห้องทรงอักษร ห้องหนังสือ อ่านตำราต่างๆ โดยเฉพาะทรงสนใจในเื่การทูต การเจรจาเป็พิเศษ
“ไอ้จ้อย! ข้าอยากไปหัวเมืองทางด้านทิศเหนือ ข้าได้ข่าวแจ้งมาว่าตอนนี้เริ่มมีการรุกรานจากอาณาจักรอื่นเข้ามาทางแถบชายแดนทางด้านทิศเหนือของอาณาจักรกรุงนคร ข้าคิดว่าถ้าเราได้ไปเจรจาโดยใช้หลักทางการทูตเข้าไป ส่วนตัวข้าว่าอาจจะไม่มีศึกาเกิดขึ้น ที่จะต้องให้เสียไพร่พล ทรัพยกรต่างๆ ก็อาจเป็ไปได้ เอ๋งเห็นด้วยไหม?”
องค์ชายหนุ่มทรงถามพี่จ้อย หลังจากอ่านจดหมายที่ทางชายแดนแถบหัวเมืองทางทิศเหนือส่งมาให้ ว่าเริ่มมีการรุกรานเข้ามาทางแถบนั้น เพราะถึงแม้เ้าชายจะทรงอยู่แต่ในตำหนัก แต่ก็ยังทรงทราบข่าวสารต่างๆการเป็ไปต่างๆของบ้านเมือง เพราะมีพี่จ้อย และอีกหลายคนได้มารายงานข่าวสารให้เ้าชายอยู่สม่ำเสมอ
“กระหม่อมคิดว่าทรงเป็ความคิดที่ดีมากพ่ะย่ะค่ะ ว่าแต่แล้วท่านชายจะทรงทำอย่างไรต่อจากนี้พ่ะย่ะค่ะ ท่านชายจะออกตำหนักวันนี้เลยหรือไหมพ่ะย่ะค่ะ"
พี่จ้อยพูดด้วยตื่นเต้น ด้วยความอยากให้นายของตนออกจากตำหนักบ้าง หรือไปทำกิจกรรมอื่นนอกตำหนักบ้าง จึงเป็ประโยคที่พี่จ้อยพูดอยู่ทุกวันอยู่แล้วว่า วันนี้จะออกตำหนักหรือไหมพ่ะย่ะค่ะ อยู่ทุกวันคืน!!! แต่คำตอบของท่าชายก็เหมือนเดินในทุกๆครั้งไป
"ข้าจะไปห้องหนังสือๆ ข้าจะไปห้องทรงอักษร ข้าอยากอ่านตำรา"
พี่จ้อยจึงไม่ได้คาดหวังคำตอบจากเ้าชายของตนว่าจะออกจากตำหนัก แต่คำตอบในวันนี้กลับต่างทุกวัน...
“เย็นนี้ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”
เ้าชายทรงหันไปบอกพี่จ้อยแล้วก็ทรงเดินกลับเข้าไปห้องหนังสือดังเดิม ซึ่งต่างกับพี่จ้อยที่ยังคนอยู่ที่เดิม เพราะใ! และ ดีใจ! ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำนี้
"ได้พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมจะไปทูลแจ้งให้พ่ะย่ะค่ะ"
พี่จ้อยรีบวิ่งตามเข้าไปในห้องหนังสือแล้วตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ
"ไม่ต้องแจ้งหรอก"
เ้าชายยังทรงคิดอยู่ในพระทัยว่า เสด็จพ่อไม่สนใจเรา 2 คนแม่ลูกอยู่แล้ว เ้าชายจึงคิดว่าไม่จำเป็ต้องไปกราบทูลก็ได้ ถ้าเสด็จไปแล้วให้พอหรือไม่ให้เข้าพบ ก็สุดแล้วแต่พระทัยเสด็จพ่อ
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ลูกขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
เ้าชายทรงเสด็จมาถึงหน้าห้องทรงงานของพระาา แล้วจึงทูลขอเข้าเฝ้า
“นั้นคือเสียงของชายเมธใช่หรือไหม?”
พระาาทรงหันไปถามขันทีที่รับใช้อยู่ข้างกาย
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝากบาท นั้นคือเสียงขององค์ชาย4พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีรีบตอบทันที
“ให้เข้ามาได้”
พระาาทรงรอที่จะได้พบองค์ชาย 4 อยู่แล้ว เพราะด้วยความเป็ห่วงที่ไม่ยอมออกจากตำหนักไปที่ไหนเลย
“ลูกขออนุญาตออกไปศึกษา ดูกิจการงานบ้านเมืองภายในอาณาจักรกรุงนครพ่ะย่ะค่ะ โดยลูกสนใจเดินทางไปทางด้านหัวเมืองเหนือของอาณาจักรพ่ะย่ะค่ะ”
เ้าชายตรัสขออนุญาตกับพระาาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถวายบังคมลากลับตำหนักทันที โดยที่พระาายังไม่ทันได้ตอบอนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่อย่างไรเสียพระาาก็ทรงทราบดีอยู่แล้วว่า ทางที่องค์ชาย 4 มาขออณุญาตเดินทางไปทางด้านหัวเมืองเหนือ ก็เพราะ้าจะไปลองการเจรจากทางการทูตในแถบชายแดนที่กำลังเริ่มจะมีปัญหากัน เนื่องจากพี่จ้อยได้มารายงานให้พระาาทรงทราบเกี่ยวกับองค์ชาย 4 อยู่เป็เนืองๆ
พระาา จึงให้พี่จ้อย ตามเสด็จไปครั้งนี้ด้วย พร้อมกับทหารที่มาคุ้มกันแต่ก็ไม่มากนัก เพียงเพราะองค์ชาย 4 ้าเสด็จไปแบบธรรมดาให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องปลอดภัยให้ได้มากที่สุดเช่นกันในฐานะองค์ชายแห่งอาณาจักรกรุงนคร ทหารที่มาคุ้มกันจึงถูกเลือกมาแต่ที่ถือว่าเป็มือดีที่และความสามารถอยู่ไม่น้อย
วันออกเดินทาง เ้าชายหนุ่มเดินทางโดยการนั้งเื่ประทับล่องทวนแม่น้ำขึ้นไป โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 3-4 อาทิตย์กว่าจะถึงหัวเมืองทางด้านทิศเหนือ จึงช้ากว่าม้าเร็วที่พระาาส่งข่าวไปที่คุ้มหลวง เพื่อให้เ้าหลวงทรงทราบในเื่นี้ จะได้ให้เตรียมการต้อนรับ และเพิ่มการรักษาความปลอดภัย ให้กับเ้าชายวรเมธที่กำลังเสด็จประทับเรือขึ้นไป
“ไอ้จ้อย แวะขึ้นท่าน้ำที่ตลาดข้างหน้านี้ก่อน”
เรือพระที่นั้งของเ้าชายหนุ่ม ไว้แวะท่าน้ำที่ตลาดก่อนที่จะถึงท่าน้ำของคุ้มหลวงที่ได้เตรียมรอรับการเสด็จมาขอเ้าชายไว้
"ได้พ่ะย่ะค่ะ ท่านชายทรงอยากซื้ออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ"
พี่จ้อยตอบรับคำสั่งของเ้าชายและถามกลับว่าเ้าชายว่าทรง้าซื้ออะไร
"ข้าเพียงอยากดูตลาดของที่นี้ ว่าจะเป็เช่นไร ไม่ได้อยากได้อะไร อีกอย่างยังไม่ถึงเวลาที่เราแจ้งไปว่าถึงท่าน้ำคุ้มหลวง เรายังพอมีเวลาสักหน่อย ป่ะ!ลงมาเถอะๆ"
เ้าชายตรัสเสร็จ ก็ลงจากเรือพระที่นั้งแล้วเดินมุ่งเข้าไปตลาด โดยไม่มีทหารมาคุ้มกันเพราะเ้าชายสั่งไม่ให้ตามเข้าไป มีแต่พี่จ้อยที่รีบเดินตามเ้าชายเข้าไปในตลาด
“พี่ปิ่น! รีบเดินให้เร็วๆหน่อย เดียวข้าไปแต่งตัวแล้วไปหาเ้าพ่อไม่ทัน”
ท่านหญิงสาวหันไปเรียกบ่าวรับใช้คนสนิดที่กำลังรีบเดินเหมือนวิ่งตามมา โดยในมือข้างหนึ่งถือร่มกระดาษสาสีขาวครีม และอีกมืออีกข้างก็ถือตะกร้าซึ่งในตะกร้ามีของที่พึ่งซื้อมาอยู่เต็มตะกร้า
“ท่านหญิงเ้าค่ะๆ ระวังงงงงงเ้าคะ ระวังจะชนนนนนนนน......................”
สิ้นเสียงของพี่ปิ่นที่เตือนระวังชนอะไรบางอย่างให้กับเ้าหญิงสาว แต่พอเ้าหญิงได้หันกลับไปเพื่อดูว่าพี่ปิ่นให้ระวังชนกับอะไร...... แต่ก็ไม่ทันแล้วเสียแล้วชนเข้าไปเต็มๆ
ตุบ!!!!!