รุ่งอรุณของวันใหม่ ณ เมืองเวียงไพรเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
คำอินทร์และลุงมีออกเดินทางแต่เช้ามืด ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงเรื่องเล่าขานถึงวีรกรรมของพวกเขาในศาลาพักผ่อน
การเดินทางที่เคยมีเพียงความเงียบสงบและความคิดคำนึงของคำอินทร์ บัดนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดที่ไม่หยุดหย่อนของสหายร่วมทางต่างวัยคนใหม่ของเขา
ลุงมีนั้นเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง แกสามารถชักแม่น้ำทั้งห้ามาบรรจบกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรื่องราวของแกมีตั้งแต่ประสบการณ์การเดินทางผจญภัยในดินแดนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะจบลงด้วยการที่แกต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ไปจนถึงเรื่องตลกทะลึ่งที่ทำให้คนฟังต้องส่ายหน้าด้วยความระอา
แต่ในขณะเดียวกันก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ คารมอันแพรวพราวและท่าทีที่เป็นกันเองของแกค่อยๆ ทลายกำแพงน้ำแข็งที่ล้อมรอบจิตใจของคำอินทร์ลงทีละน้อย
"นี่พ่อหนุ่มคำอินทร์" ลุงมีเอ่ยขึ้นในบ่ายวันหนึ่งขณะที่พวกเขากำลังหยุดพักดื่มน้ำใต้ร่มไม้ใหญ่ "ลุงสังเกตมาหลายวันแล้ว พลังอาคมในกายของเจ้าน่ะ มันแปลกประหลาดยิ่งนัก มันทั้งดิบเถื่อนและยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนจะยังควบคุมได้ไม่เต็มที่ เหมือนมีมหาสมุทรอยู่ในถ้วยชาเล็กๆ อย่างไรอย่างนั้น บอกลุงได้หรือไม่ว่าพระอาจารย์ของเจ้าได้สอนสั่งเรื่องลำดับชั้นแห่งพลังไว้ว่าอย่างไรบ้าง"
คำอินทร์นิ่งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำถามนั้น เขารู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การชวนคุย แต่คือการหยั่งเชิงความรู้และที่มาของเขาโดยตรง แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะตอบตามความจริง
"พระอาจารย์ของข้า...ท่านเพียงแค่สอนให้ข้ารู้จักการใช้พลังเพื่อป้องกันตัวและเพื่อหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติ ท่านไม่เคยกล่าวถึงลำดับชั้นใดๆ เลย"
ลุงมีพยักหน้าอย่างช้าๆ แววตาของแกฉายประกายแห่งความเข้าใจ "มิน่าเล่า พลังของเจ้าถึงได้บริสุทธิ์และไร้รูปแบบถึงเพียงนี้ พระอาจารย์ของเจ้านับเป็นผู้มีปัญญาที่แท้จริง ท่านสอนให้เจ้ารู้จักแก่นแท้โดยไม่ยึดติดกับเปลือกนอก แต่ในวิชาแห่งอาคมแล้ว การรู้จักลำดับชั้นของศัตรูและของตนเองนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเอาชีวิตรอดนะพ่อหนุ่ม"
แกยกจอกเหล้ายาขึ้นจิบอึกใหญ่ แล้วเริ่มเล่าขานถึงโลกที่คำอินทร์ไม่เคยรู้จัก
"ในดินแดนสยามของเรานี้ ผู้มีวิชาอาคมนั้นมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่ละสำนักก็มีวิธีการจัดลำดับของตนเอง แต่สำหรับนักพเนจรอย่างลุงที่ได้พบเห็นมามาก พอจะแบ่งผู้มีวิชาออกเป็นเก้าระดับใหญ่ๆ ได้"
คำอินทร์ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ นี่คือความรู้ที่เขาแสวงหามาโดยตลอด
"ระดับหนึ่งถึงสาม เราจะเรียกว่าเป็นขั้น 'ผู้ฝึกตน'" ลุงมีเริ่มอธิบาย "คนพวกนี้คือจุดเริ่มต้น คือผู้ที่สามารถสัมผัสกับพลังที่มองไม่เห็นได้"
"ระดับหนึ่ง คือ 'ผู้เปิดเนตร' พวกเขาเพิ่งจะเริ่มมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เช่นดวงวิญญาณ หรือกระแสพลังงานจางๆ แต่ก็ยังทำอะไรกับมันไม่ได้ เป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์เท่านั้น"
"ระดับสอง คือ 'ผู้รวบรวม' เมื่อมองเห็นแล้ว ก็จะเริ่มเรียนรู้ที่จะเก็บเกี่ยวและรวบรวม พวกเขารู้จักสมุนไพรว่านยา รู้วิธีสร้างเครื่องรางง่ายๆ จากวัตถุอาถรรพ์ มีความรู้พื้นฐานในการป้องกันตัวจากภูตผีปีศาจ พ่อหนุ่มน้อยด้วยความสัตย์จริง จากที่ลุงสังเกต พลังของเจ้าในตอนนี้ แม้จะยิ่งใหญ่ แต่การควบคุมและความเข้าใจในศาสตร์ต่างๆ ของเจ้า ยังคงอยู่ในระดับนี้"
คำอินทร์นิ่งไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะอยู่ในระดับที่ต่ำเพียงนี้ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วมันก็เป็นความจริง เขามีพลังมหาศาล แต่กลับขาดความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ต่างๆ อย่างสิ้นเชิง
"ระดับสาม คือ 'ผู้ประกอบพิธี' พวกนี้ถือเป็นหัวกะทิของขั้นผู้ฝึกตนแล้ว สามารถประกอบพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ สามารถสวดคาถาเพื่ออัญเชิญหรือขับไล่ดวงวิญญาณชั้นต่ำได้ พวกหมอผีมีชื่อตามหัวเมืองต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะหยุดอยู่ที่ระดับนี้"
ลุงมีหยุดพัก แล้วมองหน้าคำอินทร์ "แต่ถ้าก้าวข้ามกำแพงของระดับสามไปได้เมื่อไหร่ นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของจอมอาคมที่แท้จริง"
"ระดับสี่ถึงหก เราเรียกว่าขั้น 'อาจารย์' พวกเขาไม่ใช่แค่ทำตามตำรา แต่เริ่มเข้าใจแก่นแท้ของพลังและสามารถประยุกต์ใช้วิชาของตนเองได้แล้ว"
"ระดับสี่ คือ 'อาจารย์ไสยเวท' สามารถร่ายมนตร์สร้างอาคมเล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วยตนเอง มีภูตผีไว้คอยรับใช้ และเป็นที่ยำเกรงของผู้คนทั่วไป วิชาที่ลุงใช้ช่วยเจ้าในศาลาวันก่อน ก็เป็นเพียงวิชาพื้นๆ ของระดับนี้เท่านั้น"
"ระดับห้า คือ 'อาจารย์ใหญ่' พลังของพวกเขาจะเริ่มส่งผลต่อธรรมชาติรอบตัวได้มากขึ้น สามารถควบคุมธาตุต่างๆ ได้ในระดับหนึ่ง เช่น เรียกฝน หรือทำให้ดินแข็งดินอ่อน สามารถต่อกรกับดวงวิญญาณที่ร้ายกาจขึ้นมาได้ อาจารย์ขมังเวทที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่พึ่งของเหล่าขุนนาง ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในระดับนี้"
"และระดับหก คือ 'ปรมาจารย์' " ลุงมีตบที่หน้าอกของตนเองเบาๆ แต่ไม่ได้มีท่าทีโอ้อวดเหมือนเคย "ผู้ที่อยู่ในระดับนี้ จะมีความเข้าใจในกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง สามารถสร้างภาพมายาที่ซับซ้อนและสมจริงจนแทบจะแยกไม่ออก สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ในขอบเขตที่จำกัด พลังอาคมจะเริ่มหลอมรวมเข้ากับร่างกาย ทำให้แก่ช้าและมีอายุยืนยาวกว่าคนทั่วไป"
คำอินทร์มองลุงมีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บัดนี้เขามองเห็นแล้วว่าภายใต้ท่าทีที่กะล่อนนั้นซ่อนไว้ซึ่งความสามารถและประสบการณ์ที่น่าทึ่งเพียงใด
"แล้วระดับที่สูงกว่านั้นเล่าขอรับ"
แววตาของลุงมีพลันเปลี่ยนเป็นจริงจังและเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง "ระดับเจ็ดถึงเก้านั่นคือขั้น 'ผู้เหนือโลก' พ่อหนุ่ม พวกเขาคือบุคคลที่เป็นดั่งตำนานที่ยังมีลมหายใจ พลังของพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของอาณาจักรได้"
"ระดับเจ็ด คือ 'ราชครู' หรือ 'ปรมาจารย์เจ้าสำนัก' พวกเขาคือผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่ง เป็นที่ปรึกษาขององค์พระมหากษัตริย์ เป็นผู้ก่อตั้งสำนักวิชาที่ยิ่งใหญ่และมีลูกศิษย์มากมาย พลังของพวกเขาสามารถใช้ในการทำสงครามได้อย่างเต็มรูปแบบ พระอาจารย์ของเจ้า หลวงปู่แก้ว และท่านตาของเจ้า เจ้าพระยาอินทร์ จากที่ข้าเคยได้ยินกิตติศัพท์มา น่าจะอยู่ในระดับนี้"
"ระดับแปด คือ 'มหาปราชญ์อาคม' คนพวกนี้แทบจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติแล้ว พวกเขาเข้าใจกฎเกณฑ์ของจักรวาลและสามารถบิดเบือนมันได้ อายุขัยของพวกเขายาวนานจนแทบจะเป็นอมตะ คนระดับนี้ในแผ่นดินสยามมีน้อยคนนัก แต่ทางฝั่งอังวะ...ไอ้ราชครูมินจอส่วยที่เจ้าเคยกล่าวถึง ข้าเกรงว่ามันจะอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัวนี้"
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของคำอินทร์หนักอึ้ง เขาตระหนักได้ถึงความห่างชั้นระหว่างตนเองกับศัตรูที่แท้จริงอย่างชัดเจน
"แล้วระดับเก้าเล่าขอรับ มีอยู่จริงหรือไม่"
ลุงมีส่ายหน้าช้าๆ "ระดับเก้า...คือ 'ผู้บรรลุ' มันเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมา ข้าเองก็ไม่เคยพบเคยเห็น ว่ากันว่าพวกเขาคือผู้ที่ก้าวข้ามทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว หลอมรวมตนเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลอย่างสมบูรณ์ อาจจะเป็นดั่งเทพเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ที่จุติลงมาเกิด ลุงเคยได้ยินเพียงแค่ในพงศาวดารโบราณเท่านั้นที่กล่าวถึงบุคคลในระดับนี้"
คำอธิบายอันยาวนานของลุงมีได้เปิดโลกทัศน์ใบใหม่ให้แก่คำอินทร์ เขานิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน ในใจกำลังทบทวนและทำความเข้าใจถึงเส้นทางที่ตนเองต้องก้าวเดินไป
"เอาเถอะพ่อหนุ่ม" ลุงมีกล่าวขึ้น ทำลายความเงียบ "อย่าเพิ่งไปคิดมากถึงเรื่องระดับชั้นเลย สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกฝนและทำความเข้าใจในพลังของตนเอง เจ้ามีวัตถุดิบที่ดีที่สุดอยู่ในมือแล้ว นั่นคือแก่นอาคมแผ่นดิน ขอเพียงแค่เจ้าเรียนรู้ที่จะควบคุมและใช้งานมันได้อย่างถูกต้อง สักวันหนึ่งเจ้าอาจจะก้าวข้ามไปถึงระดับที่แม้แต่ลุงเองก็ยังจินตนาการไม่ถึงก็ได้"
คำพูดของลุงมีเป็นดั่งแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในใจที่มืดมนของคำอินทร์ มันทำให้เขาตระหนักว่าแม้ตอนนี้เขาจะยังอ่อนแอ แต่เขาก็ยังมีโอกาสที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้อีกมหาศาล
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนแปลงไป!
สายลมที่เคยพัดเอื่อยๆ พลันหยุดนิ่ง เสียงของแมลงกลางคืนเงียบหายไปในทันที มีเพียงความเงียบงันที่น่าขนหัวลุกเข้าปกคลุม...และกลิ่นอายที่เย็นเยียบและชื้นแฉะของบางสิ่งบางอย่างก็ลอยมาตามลม
คำอินทร์และลุงมีหันมองหน้ากันโดยอัตโนมัติ! แววตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความตื่นตัว!
"มีบางอย่างผิดปกติ" คำอินทร์กระซิบ
"ใช่" ลุงมีพยักหน้ารับ "มันไม่ใช่พลังของมนุษย์...และก็ไม่ใช่พลังของสัตว์ป่าธรรมดา มันเป็นพลังที่เก่าแก่และเต็มไปด้วยความอาฆาต"
ทั้งสองรีบลุกขึ้นยืนแล้วหันไปมองยังทิศทางที่พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าขนลุกนั้น
ณ ใจกลางของป่าดงพญาไฟที่มืดมิด