เวลาเดียวกัน ในคฤหาสน์หรูหรามีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ รายล้อมด้วยรถคันสีดำและบอดี้การ์ดหน้าตาเข้มขึง
อิทธิเป็นมาเฟียมากด้วยอิทธิพลใหญ่ ใครหลายคนต่างหวาดกลัวและมักจะยืนสงบนิ่งเหมือนลูกสุนัขเชื่องๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
เวลานี้พอรู้ว่าลูกชายสุดที่รักเพียงคนเดียวเสียชีวิต ใบหน้าอิทธิซีดเผือด เล็บจิกหนังมือจนเลือดไหลรินเป็นสาย
“คุณลุงครับ พวกสวนมณีรัตน์เล่นไม่ซื่อ พวกมันกล้าใช้ร่างกายเพื่อให้ลูกน้องของปั๊บ...นายน้อยเข้ามาทำร้ายร่างกาย ถึงขั้นมีปากมีเสียงกัน แบบนี้ต้องแจ้งความจับพวกเธอนะครับ จากนั้นสวนมณีรัตน์ก็จะเป็นของคุณลุง” เวหาแสร้งร้องไห้เป็นเพื่อน แต่ในความจริงแล้วก็แค่แสดงให้ลุงอิทธิเห็นแค่นั้น
อิทธิโยนขวดแก้วลงพื้น น้ำแข็งและเศษแก้วกระจายทั่วพื้นห้อง
“แจ้งตำรวจเหรอ ไร้สาระ นังบ้านั่นกล้าที่จะทำกับลูกชายของฉัน งั้นมันก็ต้องเจอแบบเดียวกัน!”
อิทธิโบกมือ ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสูทยืนอยู่มุมห้องอย่างสงบเสงี่ยมเดินเข้ามาแล้วก้มศีรษะลง
“เจษ รีบไปที่สวนมณีรัตน์ ฉันไม่สนว่าจะใช้วิธีไหน ขอแค่จับตัวนางผู้หญิงบ้านั่นมาให้ได้เป็นพอ”
“เข้าใจแล้วครับท่าน ผมจะรีบพาตัวเธอมาทันที” เจษรับคำแล้วถอยหลัง เดินออกจากห้อง ขึ้นรถไปที่สวนมณีรัตน์
อิทธิลุกขึ้นยืน ไม่ได้กังวลกลัวว่างานครั้งนี้จะล้มเหลว
ยังไงเสียคนที่ส่งไปก็มีฝีมือไม่ใช่เล่น เป็นนักฆ่าที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่ยังแบเบาะ ฝีมือไม่ธรรมดา สั่งอะไรก็ทำตาม แม้แต่พ่อแม่ของตัวเองยังฆ่าได้ นับประสาอะไรกับการพาตัวผู้หญิงคนเดียวมาที่นี่
เวหาที่นั่งอยู่บนโซฟาลุกขึ้นยืนเป็นเพื่อน แต่มุมปากกับโค้งจนดูน่ากลัว
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน การตายของปั๊บมีช่องโหว่ให้สืบสวนเยอะแยะ แต่ดูเหมือนมาเฟียขาใหญ่จะไม่ได้สนใจรายละเอียดปลีกย่อย เพียงมุ่งเป้าไปที่หมากตัวเล็กที่เขาได้จัดเตรียมไว้
หึหึ...โง่จริงๆ และมันก็คงถึงเวลาแล้วที่เขาจะเป็นใหญ่ ถีบอิทธิลงมาจากบัลลังก์ แล้วขึ้นไปนั่งบนนั้นแทน
.............
เจษขับรถมาถึงสวนมณีรัตน์ราว 4 ทุ่มเศษๆ
เขาจอดรถไว้หน้าสวนตรงมุมต้นไม้ที่ไม่ค่อยมีรถผ่าน ในสภาพสวมชุดสูทสีดำ บรรจงเดินย่างกรายเข้าไปในสวนอย่างแนบเนียน
เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อาวุธปืนที่อยู่ใต้ซองรักแร้จึงไม่จำเป็นต้องใช้ แค่ใช้กำลังเล็กน้อยก็น่าจะจัดการได้ไม่ยาก
งานฆ่าผู้หญิงหรือเป้าหมายไร้ทางสู้เจษทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นต่อให้อีกฝ่ายจะสวยเหมือนดารานักร้อง ทว่าเมื่อมันเป็นคำสั่ง ก็มีแต่ต้องทำตาม
เขาก้าวผ่านรั้วหนามที่ค่อนข้างเก่าจนขึ้นสนิม กำลังจะเดินเข้าไปถึงสวนต้องชะงักเท้าลง หนังศีรษะวูบหวิว เหงื่อแตกพลั่กเมื่อพบว่าชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมต้นไม้ต้นหนึ่ง
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกว่าชายคนนี้เป็นตัวอันตราย ในฐานะนักฆ่าเจษไม่กล้าประมาท รีบหยิบปืนจากซองออกมา ตั้งลำและเตรียมเหนี่ยวไก
ทว่าเขาเพิ่งจะหยิบปืนออกมาเท่านั้น ศีรษะพลันถูกชายอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เข้ามาคว้าหัวด้วยมือเพียงข้างเดียว แล้วบิดดัง'กร๊อบ'คอหักตายในสภาพเตรียมพร้อมสู้
เจษล้มลงไปนอนที่พื้น กลายเป็นศพ โดยไม่อาจขัดขืนได้แม้แต่น้อย
นักฆ่ามากฝีมือของอิทธิ ฆ่าคนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ศพ สิ้นท่าง่ายๆ ในสวนมณีรัตน์ โดยชายหุ่นกำยำที่โป๊ล่อนจ้อนออกมาจากเงามืด
“สมกับเป็นเจ้านาย มีคนร้ายต้องการจะเข้าไปชิงตัวคุณเส้นด้ายจริงๆ” หุ่นแบนเนอร์ที่เข้ามาหักคอกล่าวชื่นชม
“มันต้องมาอีกแน่ รีบย้ายศพขึ้นไปบนรถเถอะ” ชายในชุดสูทกล่าว
“นายก็ย้ายเองสิ ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ นี่เป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องเฝ้าระวัง” หุ่นแบนเนอร์ที่โป๊ล่อนจ้อนยืนอยู่ตรงนั้นที่เดิม ทว่าร่างกายของเขาค่อยๆ เลือนหายไป
โหมดล่องหนถูกเปิดใช้งาน
“เฮ้อ...ฉันเองก็อยากทำแบบนั้นบ้าง” หุ่นแบนเนอร์ในชุดสูทอาร์มานี่บ่น จากนั้นเขาใช้มือเพียงข้างเดียว ลากศพของเจษไปไว้ที่รถ
..........
อิทธิมองดูเวลา ผ่านมากว่าชั่วโมงแล้วแต่ทุกอย่างยังเงียบ
ไม่มีการเคลื่อนไหวจากเจษ นักฆ่าที่ถูกชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเด็ก
“เกิดบางอย่างขึ้นที่นั่น หรือว่าเจษจะโดนเก็บแล้ว....” ในฐานะมาเฟียมากประสบการณ์ อิทธิคิดเป็นอื่นไปไม่ได้
“คุณลุง ถ้าหากคนเดียวไม่พอก็ส่งคนไปเพิ่มสิครับ” เวหาเสนอ เริ่มคิดไม่ตกว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมนักฆ่าอย่างเจษถึงพลาด แต่กระนั้นเขาก็ยังให้คำแนะนำแก่อิทธิ
“เมฆา หมอก รีบไปที่สวนมณีรัตน์!” อิทธิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ชายสองคนที่มีอายุราว 30 เศษก้าวออกมา พวกเขามีความสูงพอประมาณ กล้ามเนื้อทุกส่วนแน่นกำยำ โครงหน้าชัดลึก ริมฝีปากหนาใหญ่ ต่างจากเจษที่บอบบางชัดเจน
ทั้งคู่รีบขับรถออกไปตามคำสั่ง ด้วยรถเก๋งคันสีดำ
.......
ที่ไร่'นายเจมส'ชายหนุ่มอยู่ในชุดนอน
หลังจากทานข้าวกับผู้หญิงสองคนและหนึ่งหุ่น เขาก็กลับเข้ามาในห้อง
เมื่อชั่วโมงก่อนเพิ่งปลดปล่อยความต้องการทางเพศลงบนเรือนร่างบอบบาง แม้จะเป็นแบบนั้นทว่าด้วยร่างกายที่ถูกปรับสภาพถึง 3 ครั้ง เขายังรู้สึกว่ามากกว่านี้ก็ยังไหว
ขณะนั่งลงเสียงโทรศัพท์ที่ปลายหัวเตียงเริ่มสั่น
หยิบขึ้นมาดูแล้วกดรับ ปลายสายรายงานว่า “เจ้านาย พวกมันเริ่มแล้วครับ”
“สมกับเป็นมาเฟีย เคลื่อนไหวได้เร็วจริงๆ มันส่งคนมากี่คนล่ะ” เจมส์ไม่รู้สึกแปลกใจ เพียงนั่งฟังอยู่ตรงหัวเตียงภายใต้แสงจันทร์ที่สาดกระทบลงบนบานหน้าต่างที่ผ้าม่านเปิดอยู่หน่อย มองเห็นวงหน้าของเขาที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ที่ยากจะอธิบาย
“คนเดียวครับ แต่ผมคาดว่าอีกไม่นานมันก็คงส่งคนมาอีกแน่ๆ”
“ก็ไม่แปลก ในสายตาของอีกฝ่ายเส้นด้ายก็แค่ผู้หญิงตัวคนเดียว นักฆ่าหนึ่งคนก็เพียงพอแล้ว”
“แล้วเจ้านายจะมาที่นี่ไหมครับ”
“ยังก่อน...รอปลาตัวใหญ่เคลื่อนไหว ผมถึงจะไปที่นั่น”
“เข้าใจแล้วครับ ถ้างั้นผมขอตัวขนย้ายศพไปที่บ้านพักตากอากาศของเจ้านายก่อนนะครับ”
“ศพ...รีบร้อนเกินไปไหม”
“อะไรเหรอครับ?”
“เดี๋ยวมันก็ส่งคนมาอีก ขับรถไปกลับหลายครั้งเปลืองน้ำมันแย่ ผมไม่ได้มีบ่อน้ำมันนะ รอให้พวกมันเข้ามากันเยอะๆ ก่อน แล้วค่อยขนไปทีเดียวก็ได้” คำพูดของเจมส์ไม่ได้แสดงถึงความโกรธ มันเรียบเฉยแต่กลับเย็นเยียบถึงกระดูกไขสันหลัง
ถ้าหากอิทธิได้มาฟังคำพูดนี้คงโกรธจนแทบคลั่ง
นั่นคือนักฆ่ามากฝีมือที่เขาฝึกปรือมาด้วยตัวเอง แต่เมื่อออกจากปากของเจมส์ ก็ไม่ต่างจากนายหมูนายหมาที่นอนรอความตายอยู่บนเขียง
“เจ้านายล้อเล่นแล้ว อาศัยเรือ'จอมเขมือบ'ไม่มีอะไรที่รอดพ้นสายตามันจากใต้ทะเลลึก ถ้าหากเจ้านายอยากจะมีบ่อน้ำมันจริงๆ ทำไมจะมีไม่ได้” หุ่นแบนเนอร์กล่าวเถรตรง
เนื่องจากเขาเคยอยู่บนเรือมาระยะเวลาหนึ่ง คอยช่วยหุ่นกะลาสีเรือจับปลา จึงพอรู้เกี่ยวกับโครงสร้างบนเรือ รวมถึงประสิทธิภาพอันทรงพลังของเรือ
หุ่นต่างๆ ไม่ได้ประจำการที่ไหนเป็นหลักเป็นแหล่ง พวกเขามีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จะได้ไม่เบื่อกับงานที่ทำ ไม่งั้นด้วยนิสัยเด็กๆ ของหุ่นแบนเนอร์ มีหวังได้บอยคอตกันหมด
“น้ำมันงั้นเหรอ...” เจมส์พึมพำเสียงเบา “นั่นสินะ เราลืมคิดไปเลย”
ชายหนุ่มตบต้นขาตัวเอง ลุกขึ้นยืนแล้วเปิดม่านตรงบานหน้าต่างให้กว้างขึ้น
เงยหน้ามองแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา เริ่มเกิดแนวความคิดใหม่ๆ หลังจากที่คุยกับหุ่นแบนเนอร์
..........
เมฆาและหมอกขับรถมาถึงสวนมณีรัตน์แล้ว
พวกเขาจอดรถไว้นอกสวนไม่ต่างจากเจษ หยิบปืนพกสั้นที่เหน็บข้างเอวออกมา ใส่ที่เก็บเสียงเตรียมพร้อมการจู่โจมที่ไม่คาดฝัน
“เมฆา มึงคิดว่าไอ้เจษมันตายหรือยังวะ” ในระหว่างที่ลงมาจากรถหมอกเอ่ยถามเพื่อนสนิท
พวกเขาถูกเลี้ยงดูโดยอิทธิตั้งแต่ยังเด็ก เป็นเหมือนกับพี่น้องและครอบครัวเดียวกัน
“น่าจะไม่รอด” เมฆาตอบเสียงเย็น
“อืม...ก็คงจะจริงของมึง” หมอกพยักหน้าเห็นด้วย
ด้วยนิสัยเดิมของเจษเป็นไปไม่ได้ที่จะขาดการติดต่อกับอิทธิ โดยเฉพาะแค่มาจับตัวผู้หญิงไร้ทางสู้คนหนึ่ง
มันเป็นแค่งานง่ายๆ แต่เจษดันหายตัวไป
งั้นก็หมายความว่าเขาได้เสียชีวิตแล้ว ไม่มีเหตุผลอื่นที่เป็นไปได้นอกจากความตาย
“เข้าไปข้างในกันเถอะ เตรียมตัวให้พร้อม ไม่แน่คนที่ฆ่าเจษมันอาจซุ่มโจมตี” เมฆาย้ำเตือน
หมอกตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะย่างกรายเข้าไปในสวนมณีรัตน์
เนื่องจากมันเป็นสวนที่ไม่ค่อยได้รับการปรับปรุง แสงไฟดวงเล็กจากหน้าสวนจึงเป็นสิ่งเดียวที่พอจะนำทางไปสู่ถนนสายหลัก
เมฆาย่ำเท้าลงบนดินแห้งพร้อมกับหมอก
ทั้งคู่เดินเรียบไปกับต้นไม้และอาศัยความมืดยามค่ำพรางตัว
“โอ๊ะโอ...มีคนเข้ามาอีกแล้วจริงๆ ด้วย แถมคราวนี้ยังมาถึงสองคน”
สิ้นเสียงคำพูดเย้าหยอก เมฆาหมุนตัวหันไปยิงเข้าที่ศีรษะอีกฝ่ายทันที
กระสุนหนึ่งนัดเจาะเข้ากลางหน้าผาก ยากที่จะรอดชีวิตได้
“เมฆา มึงนี่มันยิงปืนแม่นจริงๆ” หมอกกล่าวชม แต่เมฆากลับดูไม่ดีใจแม้แต่น้อย เขามองไปทิศทางที่เพิ่งยิงปืนด้วยใบหน้าหวาดผวา