King of world ราชันแห่งพิภพ

    ความสุขที่เสียไป

            ​

            “อึก...”เสียงครวญครางดังขึ้น ลมหายใจที่นิ่งสงบเปลี่ยนเป็นร้อนรน จากนั้นดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นฉับพลัน

            เฮือก!

            ชายสวมหน้ากากเด้งตัวขึ้น หอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อไหลท่วมตัว

            “ฉันอยู่ที่ไหน!”วาสยกมือไปจับที่ใบหน้าก่อนจะพบว่าใบหน้าของเขาไร้หน้ากากปิดบังอยู่!

            “โอ้! ตื่นแล้วหรือพี่ชายวีรบุรุษสงคราม”วาสหันขวับไปมองที่ต้นเสียง ทำให้เห็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่พึ่งเดินเข้ามาในกระโจม ชายหนุ่มดีดตัวพุ่งเข้าไปบีบคอเด็กหนุ่มคนนั้นในทันที

            “เหวออออ แค่กๆ! คุณจะทำอะไรของคุณนะ ผมยังไม่ได้ขโมยอะไรของคุณไปเลยนะ ของที่ขโมยไปครั้งที่แล้วก็คืนแล้วด้วย!”เด็กหนุ่มวายุหน้าเขียว ในใจพร่ำด่าวีรบุรุษสงครามไปหลายคำ

            “ปล่อยหลานชายฉันได้แล้ว”เสียงดังออกมาจากนอกกระโจม วาสสะดุ้ง เขาจำเสียงนี้ได้ เขาปล่อยมืออย่างหวาดผวาแล้วหยิบหน้ากากใบใหม่ขึ้นมาใส่จากนั้นจึงเดินออกไปนอกกระโจม

            เมื่อเขาออกมาก็ต้องหรี่ตาให้กับแสงแดดที่ส่องจ้า หลังจากนั้นความคิดของเขาก็หยุดชะงักจากภาพตรงหน้า

            กระโจมหลายพันหลังตั้งเรียงรายอยู่นอกกำแพงเมืองสูงใหญ่ และกระโจมที่เขาพึ่งออกมาก็คือหนึ่งในนั้น

            “นี่มัน...”

            “ผู้อพยพนะ แต่ที่เห็นมีแค่ผู้อพยพที่เป็นชาวเมืองฟอนเต้เท่านั้น ส่วนผู้อพยพของเเมืองเดสซ่าและเมืองกรีนวู้ดอยู่ที่อื่น อ้อ! ฉันลืมบอกไปว่าตอนนี้เราอยู่ที่นอกกำแพงเมืองบลัด”ชายชราที่นั่งอยู่บนขอนไม้กล่าวเสียงเรียบ

            บลัด!

            เมืองใต้ปกครองของกิลด์นักรบโลหิตซึ่งมีไป๋หลงลุงของไป๋ฟางเป็นหัวหน้ากิลด์!

            ทันใดนั้นร่างกายของวาสก็สะท้านเฮือกใหญ่

            ไป๋ฟาง!

            “อืม...อีกอย่าง ก่อนหน้านี้เจ้าหนูหลงแวะมาหานายด้วย เจ้าหนูนั่นฝากบอกว่าถ้านายได้สติแล้วให้ไปหาเขาที่กระโจมของกิลด์นักรบโลหิต”ไคเซอร์โยนของบางสิ่งให้ มันคือตราของกิลด์นักรบโลหิต และชี้นิ้วไปที่กระโจมใหญ่ที่สีแดงหลายร้อยหลังที่ตั้งอยู่หน้าประตูเมืองที่ปิดสนิทคล้ายต้องการปิดกั้นไม่ให้ใครเขาไป

            วาสสับสันอย่างหนักเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เขาสลบไป ชายสวมหน้ากากได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้แล้วออกวิ่งไปทางกระโจมของกิลด์นักรบโลหิต

            เมื่อชายสวมหน้ากากมาถึงเขาก็ถูกปิดกั้นโดยสมาชิกของกิลด์นักรบโลหิต หลังจากเขายื่นตรากิลด์นักรบโลหิตให้แล้วบอกว่าต้องการพบไป๋หลงจึงผ่านไปได้โดยมีชายคนหนึ่งนำทาง จนมาหยุดอยู่ที่หลังใหญ่ที่สุด

            “หัวหน้าอยู่ในนี้ครับ”กล่าวจบชายนำทางก็เดินจากไปทันที

            ชายสวมหน้ากากสูดหายใจเข้าลึก เดินเข้าไปในกระโจมตรงหน้า

            “ใครนะ!”ผู้ที่อยู่ในกระโจมสะดุ้ง ภายในประกอบด้วยเรื่องมือเครื่องใช้สำหรับอยู่อาศัย ใจกลางมีโต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่มีชายหญิง6ชีวิตนั่งอยู่

            “ผมวาสครับ!”วาสปลดหน้ากากออกแล้วถอนหายใจ เขาดีใจที่เห็นครอบครัวตระกูลไป๋ทุกคนปลอดภัย

            “วาส!”ครอบครัวตระกูลไป๋อุทานด้วยน้ำเสียงยินดี

            “แล้วไป๋ฟางละครับ”บรรยากาศภายในกระโจมเปลี่ยนเป็นอึมครึม หัวใจของวาสกระตุกเมื่อเห็นหลินหาน ไป๋หลินและไป๋หยูเริ่มร้องไห้ ส่วนไป๋เทียนและไป๋หยางก็ดูแก่ชราขึ้นไปหลายปี

            ไป๋หลงถอนหายใจเดินออกมากอดคอวาสแล้วพาออกไปนอกกระโจม

            “เธอหลับไป เกือบ2วันเลยนะวาส”ไป๋หลงสีหน้าหมอง เขาเริ่มเอ่ยปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากวาสไร้สติ ไคเซอร์และทานอสต่อสู้กันอย่างรุนแรงแล้วจบลงด้วยการที่แม่ทัพใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์ก็อบลินบาดเจ็บหนักได้ล่าถอยไป ส่วนไคเซอร์ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

            แต่ระหว่างที่ไคเซอร์สู้กับทานอส ชายชราก็ได้ยินเสียงระเบิดครั้งใหญ่ดังมาจากภายในป่าแต่ไม่สามารถไปดูด้วยตาตัวเองได้

            หลังจากจบการต่อสู้ไคเซอร์รีบจัดการกวาดล้างก็อบลินทุกตัวที่ไล่ล่าชาวเมืองฟอนเต้ และแวะไปดูจุดระเบิดครู่หนึ่ง

            จากนั้นก็พาทุกคนรวมถึงวาสที่ไร้สติหลบหนีมาที่เมืองบลัด และบังเอิญที่หน้ากากเขาหลุดหายไปตอนไหนไม่รู้และไป๋หลงมาพบเขาเข้า

            แต่เพราะสภาพที่บาดเจ็บสาหัสของวาส ไป๋หลงจึงต้องวานไคเซอร์ดูแลวาสก่อนแล้วค่อยบอกให้มาพบเขา

            แล้วปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น จำนวนผู้อพยพมีจำนวนมากเกินกว่าที่เมืองบลัดจะยอมรับได้ และความวุ่นวายก็ตามมา ไป๋หลงจัดการอย่างเด็ดขาดปิดประตูเมืองไม่ยอมให้ใครเข้าไป ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการประท้วง

            ชาวเมืองฟอนเต้ที่ถูกปิดกั้นหวาดกลัวต่อกองทัพก็อบลินที่ตั้งค่ายอยู่ที่3เมืองรอบนอก จนไป๋หลงต้องให้คำสัตย์ว่าเขาจะทุ่มสุดตัวเพื่อปกป้องทุกคน

            หลังจากนั้นกิลด์นักรบโลหิตทุกคนต่างก็ออกมาอยู่อาศัยอยู่นอกเมืองกับเหล่าผู้อพยพ เมื่อรวมกับสมาคมนักสำรวจที่ตามเหล่าผู้อพยพมาก็ทำให้ผู้อพยพวางใจขึ้น

            แต่หลายคนยังข้องใจว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ ซึ่งสาเหตุมันก็มาจาก...

            ก็อบลิน!

            สาเหตุที่เมืองทั้ง3แตกภายในชั่วข้ามคืนก็มาจากการที่ก็อบลินได้แฝงตัวเข้ามาในเมืองทั้ง 3และโจมตีจากภายในและภายนอกพร้อมกัน!

            การปลอมตัวของพวกมันคือการปลอมตัวให้เหมือนกับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป และการปลอมตัวนั้นแนบเนียนถึงขนาดมนุษย์ยังดูไม่ออก ซึ่งพวกเขาไม่รู้ว่าพวกมันใช้วิธีไหน

            ไป๋หลงจึงกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยจึงสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าเมืองโดยเด็ดขาด!

            จากนั้นไป๋หลงก็เล่าถึงเรื่องราวการหลบหนีของครอบครัวตระกูลไป๋และการใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อของไป๋ฟาง

            ไป๋หลงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆระหว่างนำทางวาสไปที่แห่งหนึ่งซึ่งไกลจากจากแหล่งที่อยู่ของผู้อพยพ และมีชายชรานามไคเซอร์ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ตามมาอย่างเงียบๆ

            วาสรับฟังเรื่องราวทุกอย่างเงียบๆ แต่สมองเขาไม่ได้สนใจฟังที่ไป๋หลงพูดสักนิด สมาธิของเขาหลุดลอยจนกระทั่งลืมใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า

            สมองครุ่นคิดแต่คำถามเดียว

            ไป๋ฟางอยู่ไหน?

            ในที่สุดการเดินทางของพวกเขาก็หยุดลง ที่ที่ไป๋หลงพาวาสมาก็คือพื้นที่สีดำโล่งใจกลางป่าใหญ่ ไอร้อนลอยขึ้นจากดินสีดำไม่หยุดรวมไปถึงกองไฟเล็กๆที่ลุกติดขึ้นบางแห่ง

            ไป๋หลงเงียบไปสักพักจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า

            “ร่องรอยของฟางเอ๋อหายไปที่นี่...”วาสรู้สึกแน่นอก ภาพพื้นสีดำตรงหน้าดูก็รู้ว่าเกิดจากพลังทำลายล้างบางอย่าง

            “ธะ...เธอโดนพวกก็อบลินจับตัวไปหรือเปล่า”ชายหนุ่มถามเสียงแหบพร่า

            ทว่าชายชราที่ตามมาด้านหลังกลับส่ายหน้า

            “ฉันไล่ตามทานอสไปถล่มค่ายพวกมันแล้วครั้งหนึ่งก่อนหนีออกมา ครั้งนี้พวกมันไม่ได้จับเชลยกลับไปแม้แต่คนเดียว ทุกคนที่พวกมันเจอโดนฆ่าตายทั้งหมด”

            “ตอนแรกลุงก็กระจายคนออกไปหวังจะเจอคนหรือศพแต่ก็ไม่เจอ พวกเราจึงมีความหวัง ลุงได้สั่งให้คนของลุงที่มีสกิลเกี่ยวกับการแกะรอยตามหาไป๋ฟาง เราพบว่าเธอกำลังหลบหนีจากก็อบลินจำนวนมาก จากนั้นร่องรอยของเธอและก็อบลินพวกนั้นก็มาหายสาบสูญไปที่นี่...และเราพบก็อบลินบางตัวที่อยู่ชายขอบการทำลายล้าง”ไป๋หลงพูดอย่างเงียบสงบชี้นิ้วไปที่ซากศพก็อบลินตัวหนึ่ง ที่มีร่างกายเพียงแค่ซีกซ้ายนอนอยู่บนพื้นหญ้าเขียวชอุ่มแต่ซากขวากลับหายไปในพื้นที่สีดำ

            แต่ประโยคต่อมาน้ำเสียงของเขาก็สั่นเล็กๆ

            “ลุงคิดว่า...ไป๋ฟางเสียชีวิตที่นี่”

            วาสรู้สึกเหมือนมีบางอย่างระเบิดขึ้นในความรู้สึก สัมผัสเลวร้ายมาจุกอยู่ที่ลำคอ มือทั้งสองข้างสั่นเทา

            “ปะ..เป็นไปไม่ได้”ชายชราถอนหายใจ เขาเห็นมามากแล้วสำหรับบุคคลที่สูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปกับสงคราม และชายหนุ่มตรงหน้าเขาก็คือหนึ่งในนั้น

            “พลังทำลายล้างที่ทำให้ทุกอย่างเป็นผุยผงเหลือแต่ความว่างเปล่าอย่างนี้ เกรงว่าต่อให้เป็นฉันก็คงไม่รอด...ตัดใจซะเถอะไอ้หนุ่ม”

            ต่อให้แสงแดดร้อนแรงแค่ไหนแต่หัวใจของวาสมีแต่ความหนาวเหน็บ ไป๋หลงตั้งใจจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่ไคเซอร์กลับส่ายหน้าห้ามไว้และชักชวนให้ชายหัวล้านกลับไปด้วยกันทิ้งให้ชายหนุ่มผมดำยืนนิ่งจมอยู่ในความคิดอยู่เพียงผู้เดียวที่นี่

            แต่ก่อนที่พวกเขาจะจากไปไกลก็ได้ยินคำถามที่ลอยไล่หลังมาว่า

            “ใครเป็นคนฆ่าเธอ...”ชายชราถอนหายใจยาว แม้แต่เขาก็รู้สึกเครียดกับคำถามนี้

            “ฉันบอกได้เพียงแต่ว่าไม่ใช่ก็อบลินอย่างแน่นอน สิ่งมีชีวิตที่ครอบครองพลังทำลายล้างขนาดนี้ น่ากลัวต่อให้เป็นก็อบลินทั้งเผ่าพันธุ์ก็น่าจะถูกลบหายไปจากโลกนี้ได้ง่าย”สิ้นคำไป๋หลงและไคเซอร์ก็จากไป

            วาสยืนนิ่งอยู่เป็นเวลานาน สายตาจดจ้องมองไปในพื้นที่สีดำ แต่ความคิดกลับนึกไปถึงที่อื่น

            ไม่มีน้ำตา...

            ไม่มีเสียงร้องไห้...

            ชีวิตเขาผ่านเรื่องร้ายๆมามาก ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหนอย่างมากก็แค่กรีดร้องแต่ไม่มีน้ำตา...

            ชีวิตเขาผ่านเรื่องร้ายๆมามาก ต่อให้ทนทุกข์แค่ไหนอย่างมากก็แค่จมอยู่ในความทุกข์นั้นแต่ไม่มีเสียงร้องไห้...

            ชีวิตเขาผ่านเรื่องร้ายๆมามาก แต่อย่างน้อยในชีวิตนี้เขาก็เคยได้มีความสุขยามอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง...

            ถึงแม้ความสุขนั้นจะสั้นก็ตาม...

            ห้วงความคิดนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เขามีความสุขกับหญิงสาวคนหนึ่ง และแล้วเขาก็ฉีกยิ้ม หลังจากนั้นก็หัวเราะ มันเป็นเสียงหัวเราะที่คลุ้มคลั่งในความคลุ้มคลั่งแอบแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เขาเคยปกป้องคนหลายคนแต่กลับปกป้องชีวิตคนรักตัวเองไม่ได้

            เสียงหัวเราะดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ทุกสิ่งในอาณาเขตนั้นเสมือนพลังชีวิตเหี่ยวเฉาลง

            เขายังคงหัวเราะต่อไปจนลำคอแห้งผาก เสียงหัวเราะก็ดูเฝื่อนขม แต่เขาก็ยังหัวเราะต่อไป

            จนภายในลำคอเริ่มเกร็งเขม็งมีบาดแผล แต่เขาก็ยังหัวเราะต่อไป

            จนในที่สุดก็ไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาจากปากเขาอีก พร้อมกับรอยยิ้มที่จากไปพร้อมกัน

            วังวนสีฟ้าปรากฏขึ้นรอบตัวเขา ซากทัพจำนวนมหาศาลทั้งหมดที่เขามีเริ่มทยอยออกมา พวกมันเคลื่อนที่โอบล้อมวาสและพื้นที่สีดำไว้ คำสั่งเดียวที่พวกมันได้รับคือ

            อย่าให้ใครเข้ามา!

            กาลเวลาผ่านไปไม่รู้นานเท่าไหร่ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยสลับไปมา สายลมพัดโชยกลิ่นคาวเลือดจากสงคราม

            มนุษย์และก็อบลินต่อสู้กันเพื่อชิงชัย แต่ไม่มีใครเข้ามาในใกล้พื้นที่สีดำเพราะมีมอนเตอร์จำนวนมากนับหมื่นคอยเฝ้าปกปักษ์บางสิ่งอยู่

            หลายคนตาดีแอบเหลือบไปเห็นก็อบลินบางตัวในกลุ่มมอนเตอร์นั้น แต่น่าแปลกที่ก็อบลินพวกนั้นดูไร้ชีวิตชีวายืนนิ่งอยู่กับฝูงมอนเตอร์ไม่สนใจใคร ต่อให้มีก็อบลินตัวอื่นตายต่อหน้าต่อตามันก็ตาม

            ทั้งมนุษย์และก็อบลินละความสนใจจากกลุ่มสิ่งมีชีวิตประหลาดพวกนี้ชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ปล่อยให้เวลาผ่านไป

            อันที่จริงแม่ทัพใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์ก็อบลินก็สนใจสิ่งที่เหล่าซากทัพปกป้องอยู่ มันพยายามจะตีฝ่าเหล่าซากทัพเข้าไปแต่ทุกครั้งไคเซอร์จะออกมาขัดขวางมัน และความอยากรู้ของมันยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีกว่าสิ่งใดอยู่ภายในนั้น ในหัวของมันพลันนึกไปถึงมนุษย์ผู้หนึ่ง..

            แต่ในใจกลางเหล่าซากทัพนั้น..

            ที่ชายขอบพื้นที่สีดำ มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่..

            ที่ชายขอบพื้นที่สีดำ มีชายหนุ่มคนหนึ่งทรุดเขาลง..

            ที่ชายขอบพื้นที่สีดำ มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งลง..

            ที่ชายขอบพื้นที่สีดำ.....มีชายหนุ่มคนหนึ่ง...นอนนิ่งไม่ไหวติง!..

    คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน