(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย

    ตอนที่ 36 การประลองตัดสิน

            เช้าวันถัดมา ตงหยูที่นั่งบ่มเพาะพลังอยู่เบื้องหน้าประตูห้องของเทียนจุน ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น


            สิ่งแรกที่ชายหนุ่มรับรู้ได้คือ พลังภายในร่างกายของเขาได้แข็งแกร่งขึ้น


            ในที่สุด ระดับพลังของเขาก็ทะลวงผ่านจากขั้นแปดไปสู่ระดับหลอมกายาขั้นเก้า


            ความรู้สึกปลดปล่อยนี้ ทำให้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเบิกบาน


            “สำเร็จแล้ว!”


            ตงหยูกระชับมือแน่น คลื่นพลังบางอย่างไหลเวียนอยู่ภายในเส้นชีพจรของเขา


            พร้อมกับร่างกายที่ดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยพลังที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล


            “รากฐานที่ติดค้างมานาน.. ”


            “ในที่สุดก็ได้รับการแก้ไข!”


            เขาเริ่มลุกขึ้นยืน มือทั้งสองข้างกำแน่น ความรู้สึกมั่นใจพุ่งพล่านไปทั่วร่าง


            “แอ๊ด...”


            และในตอนนั้นเองบานประตูของห้องพักถูกเปิดออก ร่างของเทียนจุนปรากฏขึ้น


            ตัวของเขายืนสงบนิ่งในชุดคลุมสีดำที่ดูสง่างาม เส้นผมสีน้ำตาลที่ถูกรวบมัดของเขา ปล่อยสยายไปตามสายลมเบาๆที่กำลังพัดผ่าน


            นัยน์ตาดูสงบ ทว่ากลับเต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ตงหยูต้องรู้สึกเกรงขาม


            “เป็นยังไง? ทะลวงผ่านขั้นที่เก้าแล้ว”


            “ผลลัพธ์ย่อมไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ?”


            คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเทียนจุน ทำให้ตงหยูชะงักไปชั่วครู่ เขามองชายตรงหน้าอย่างประหลาดใจ


            “เขารู้?”


            แต่ก็ไม่แปลกอะไร เทียนจุนผู้นี้เป็นบุคคลที่อยู่เหนือสามัญชน


            ตอนนั้นตงหยูก็โน้มตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นประสานเป็นเชิงแสดงความเคารพ


            “ขอบคุณที่ท่านเมตตาต่อข้ามาก!”


            “การบ่มเพาะพลังที่ติดค้างมานาน..”


            “ในที่สุดข้าก็บรรลุผลสำเร็จ!!”


            น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วย ความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง


            “หึ? เหมือนกับข้าในอดีตไม่มีผิด”


            เทียนจุนหัวเราะขึ้นในลำคอ


            พลางเผยรอยยิ้มจางๆ และมองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ


            เขาหลับตาลงและปล่อยให้จิตของตนเอง ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เคยผ่านพ้นมา


            ในช่วงเวลานั้น ตัวตนเช่นเขาก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาทั่วไป เขาเคยใช้เวลาหลายปี ยกระดับพลังของตนเองไปอย่างเชื่องช้า


            ไม่มีพรสวรรค์ ไม่มีโชคชะตาพิเศษ ทุกอย่างต้องใช้ความพยายามอย่างมาก


            จนกระทั่งไท่ซวนเทียนจุนเช่นเขาได้ค้นพบพลังที่แท้จริงของกายศักดิ์สิทธิ์แห่งราคะ


            หญิงสาวคนแรกที่ชายหนุ่มได้มีสัมพันธ์ด้วย ทำให้ยกระดับขึ้นไปหลายขั้นในชั่วข้ามคืน


            และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ เขาเริ่มแสวงหาหญิงสาวที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ข่มขื่นพวกนางด้วยความโหดร้าย


            บางคนถึงกับสาปแช่งเขาไปชั่วชีวิต บางคนสาบานว่าหากมีโอกาส จะสังหารตัวของเขาให้จงได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการหรือเส้นทางไหนก็ตาม


            เมื่อย้อนคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้น ใบหน้าของเทียนจุนก็พลันเกิดความรู้สึกผิดที่หนักอึ้ง


            เขาได้แต่ส่ายศีรษะไปมา รอยยิ้มที่เคยปรากฏจางหายไป


            “น่าสมเพชชะมัด!”


            “เทพมารเช่นข้า.. ”


            “แต่กลับเป็นเทพมารแห่งราคะ เป็นที่เลื่องลือไปทั่วว่าเป็นผู้ที่ชื่นชอบข่มเหงหญิงสาว”


            “สมญานามอันน่าทุเรศเช่นนี้”


            “ข้ากลับเคยภาคภูมิใจกับมัน..”


            เทียนจุนเองก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นตนเองกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ เขาเคยเชื่อว่าพลังที่ยิ่งใหญ่สามารถมอบทุกสิ่งให้แก่ตนเอง


            “แต่สุดท้าย... ข้าก็ล้มเหลว!”


            เมื่อครุ่นคิดจบ ชายหนุ่มก็สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเริ่มลืมตาขึ้น นัยน์ตาของเขาไม่หลงเหลือความสั่นไหวอีกต่อไป


            หลังจากนั้น ทั้งสองก็ก้าวเดินไปยังห้องโถงหลักของตระกูลตง


            ภายในห้องโถงใหญ่ กลิ่นอาหารหอมหวนลอยคละคลุ้ง บรรดาข้ารับใช้กำลังจัดเตรียมสำรับอาหารที่เลิศรส โต๊ะอาหารถูกปูด้วยผ้าเนื้อดี เครื่องลายครามงดงามถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ


            ที่โต๊ะอาหาร ตงจางนั่งอยู่ตรงกลาง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเบิกบาน


            ขณะที่ด้านข้างของเขา


            มีหญิงวัยกลางคนตงเหวินและลูกชายคนเล็กตงหลินที่กำลังพูดคุยกันเบาๆ


            เมื่อเห็นเทียนจุนเดินเข้ามา ตงจางก็ยิ้มกว้าง เขาประสานมือขึ้นพลางกล่าวเสียงดัง


            “ท่านผู้มีพระคุณ”


            “หลับสบายดีหรือไม่ขอรับ?”


            “ท่านมาพอดีเลย อันที่จริงข้ากำลังจะให้คนไปตามท่านอยู่พอดี!”


            น้ำเสียงของตงจางเต็มไปด้วยความยินดี ยิ่งพอได้เห็นลูกชายของตนเองอย่างตงหยูเดินเคียงข้างมากับเทียนจุน เขาก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น


            “ดีมาก!”


            ในฐานะหัวหน้าตระกูล ชายวัยกลางคนย่อมเข้าใจถึงความสำคัญของการสานสัมพันธ์


            “ตระกูลการค้าปุถุชนเช่นพวกเรา.. หากสามารถผูกสัมพันธ์กับผู้แข็งแกร่งระดับทะเลวิญญาณได้ก็ย่อมเป็นลาภอันประเสริฐ!”


            “ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน!!”


            ในตอนนั้นเอง เทียนจุนก็ยิ้มบางๆก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างเรียบง่าย


            “ขอบคุณสำหรับที่พักนะ ท่านตงจาง”


            “แต่ตัวของข้าคิดว่าอีกสักพักก็คงต้องออกเดินทางต่อแล้วละนะ เพราะเป้าหมายที่ข้าต้องการมันกำลังใกล้เข้ามาแล้วละ”


            คำพูดนี้ทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่พลันชะงัก


            “เป้าหมาย? หมายถึงอะไรหรือขอรับ?”


            “พอจะอธิบายให้ข้าคลายข้อสงสัยได้หรือไม่?”


            ตงจางขมวดคิ้วเล็กน้อย


            ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย


            “ข้าจะไปสมัครเป็นศิษย์ของสำนักมังกร!”


            เทียนจุนมองไปยังตงจาง ก่อนจะกล่าวอย่างไม่ปิดบัง


            “สำนักมังกร!? หนึ่งในสี่สำนักใหญ่ของแคว้นนั่นน่ะเหรอ?”


            คำพูดนี้ทำให้ดวงตาของตงจางและตงหยูเบิกกว้าง ซึ่งเทียนจุนก็พยักหน้ารับ


            ก่อนที่จะอธิบายต่อ


            “อย่างไรเสีย ผู้บำเพ็ญเพียรเช่นข้าก็ต้องการทรัพยากรจำนวนมาก”


            “การเข้าร่วมสำนักใหญ่ ย่อมเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง มันจะช่วยให้ข้าก้าวหน้าบนเส้นทางของตนเองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น!”


            เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตงหยูที่นั่งอยู่ข้างๆก็เอ่ยขึ้นมาทันที เพราะเขาเองก็เห็นด้วยอย่างถึงที่สุด


            “อันที่จริง ข้าเองก็มาจากสำนักเพลิงหิน เป็นสำนักเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหนานปิง”


            “ข้าเพิ่งทำภารกิจเสร็จ แล้วแวะมาหาตระกูลก่อน อีกสองสามวัน ข้าเองก็ต้องกลับไปรายงานตัวที่สำนักเช่นกัน”


            เทียนจุนพยักหน้าเล็กน้อย แม้สำนักเพลิงหินจะไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าสำนักมังกร แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในสำนักที่แข็งแกร่งในระดับปานกลาง


            ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันด้วยบรรยากาศที่ดี


            “ปัง!”


            เสียงเปิดประตูดังขึ้นอย่างแรง ร่างของชายวัยกลางคนที่เป็นผู้อาวุโสของตระกูลรีบพุ่งเข้ามา พร้อมกับใบหน้าของเขาที่ซีดเผือด


            “หัวหน้าตระกูล!!”


            “แย่แล้ว! มันแย่แล้วจริงๆ!”


            ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่พลันชะงัก


            “เกิดอะไรขึ้น?”


            ตงจางถามเสียงหนัก ขณะที่ตงเหวินและตงหลินเองก็มองไปที่ผู้อาวุโสด้วยความตกใจ


            “เจ้าโอวหยางเฉิน.. มันได้ส่งเรื่องไปถึงท่านเจ้าเมืองแล้ว!”


            “และมันต้องการเปิดการประลองกับตระกูลตงของพวกเรา!!”


            ชายชราหอบหายใจ ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


            “อะไรนะ!?”


            ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงต่างมีสีหน้าตื่นตกใจ แม้แต่เทียนจุนเองก็นัยน์ตาหรี่ลงอย่างช้าๆ เหมือนรับรู้ได้ถึงหายนะของตระกูลตง


            “การประลอง.. หมายความว่าอย่างไร?”


            ตงจางขมวดคิ้วแน่น แววตาของชายร่างท้วมเต็มไปด้วยความกังวล


            “มันหมายความว่าตระกูลโอวต้องการใช้กฎแห่งการประลองเพื่อเล่นงานพวกเรา!”


            เสียงของตงหยูที่กล่าวขึ้น เต็มไปด้วยโทสะและความไม่พอใจ


            “ภายใต้กฎหมายของเมืองหนานปิง.. หากมีความขัดแย้งระหว่างตระกูลการค้า”


            “พวกเขาสามารถขอเปิดการประลองเพื่อตัดสินปัญหาได้”


            “และถ้าพวกเราพ่ายแพ้..”


            ตงหยูขบฟันแน่น ก่อนจะกล่าวต่อ


            “ตระกูลตงจะต้องถูกกลืนกินโดยตระกูลโอว! และพวกเราจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง!”


            พอคำพูดนั้นดังก้องออกมา


            บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันตึงเครียด แปรเปลี่ยนไปในทันที


            “โอวหยางเฉิน..”


            “คิดจะทำเช่นนี้กับพวกเราเรอะ!?”


            ตงจางอดกลั้นอารมณ์ไม่ไหว ถึงขั้นทุบโต๊ะเสียงดัง แววตาของเขาเต็มไปด้วยโทสะ


            แต่ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกอยู่นั้น เทียนจุนกลับยังคงสงบนิ่ง เขายกถ้วยน้ำชาในมือขึ้นมาจิบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


            “ถ้าเช่นนั้น.. ก็แค่ชนะมันซะก็สิ้นเรื่อง!”


            น้ำเสียงของเขาเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจปฏิเสธได้


            ดวงตาของทุกคนพลันหันไปมองเทียนจุน ในตอนนั้นเองความหวังริบหรี่ที่กำลังจะดับลง ก็พลันถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย ที่คุณอ่าน