่ยามเฉิน(07:00-08:59)
หนิงหลงได้แต่นั่งมองร่างของพี่สาวที่กำลังใช้จอบขุดดินในแปลงด้วยความงุนงง เพราะเขาไม่คิดว่านางจะมาทำอะไรแบบนี้เป็ด้วยจนเขาได้แต่สงสัยว่าไอ้ท่าทางที่แสนจะช่ำนิดช่ำนาญเยี่ยงนั้นของนางนั้นมันมาจากที่ใดกัน
เพราะตนไม่ยักจะจำได้ว่านางเคยทำมาก่อนจะบอกว่าไปแอบเรียนมาก็คงจะไม่ใช่ เพราะทุกวันนอกจากนางจะออกไปเที่ยวเล่นหาเื่คนอื่นแล้วเขาก็ไม่เห็นว่านางจะทำอันใดอีก
“นี่นางคือพี่สาวคนนั้นของข้าจริงๆรึ?”หนิงหลงพูดออกมาด้วยความสงสัยพลางเหม่อมองร่างของผู้เป็พี่
หนิงหลงมองร่างของเด็กสาวที่กำลังพรวนดินอยู่กลางแปลงผักด้วยความรู้สึกหลากหลายภายในใจ เขากำลังคิดว่านางที่เป็แบบนี้ก็ดีเหมือนกันหากแต่อีกใจนึงเขาก็ลังเล เขากลัวเมื่อเวลาผ่านไปนางจะกลับมาเป็ท่านพี่คนเดิมของเขาอีก
“ข้าสามารถคาดหวังในตัวท่านได้หรือไม่พี่สาว”
เด็กน้อยคอยจ้องมองผู้เป็พี่สาวด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสับสนเพราะไม่รู้ว่าตัวเขาในตอนนี้ควรจะรู้สึกยังไงกับความเปลี่ยนแปลงของผู้เป็พี่สาวดีเพราะเขาทั้งรู้สึกดีใจและหวาดกลัวไปในคราเดียวกัน
.
.
ยามอู๋(11:00-12:59)
เด็กสาวที่ทำงานอย่างหนักมาทั้งเช้าพอเข้าสู่่ยามอู๋นางก็เริ่มรู้สึกหิว เพราะมื้อเช้านางได้กินแค่น้ำข้าวกับมันเทศหนึ่งหัว
“อ่าหิวจัง”หนิงหนิงบ่นออกมาพร้อมกับเสียงท้องร้องดังจ๊อกๆ
จ๊อกๆ
“ท่านหิวหรือขอรับ”ร่างของเด็กน้อยโผล่มาพร้อมกับน้ำเย็นหนึ่งแก้วที่ยื่นมาให้นาง
“ขอบคุณ”
“หึไม่จำเป็” เด็กน้อยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียง หากแต่ถ้าสังเกตดีๆก็จะเห็นได้ว่าปลายหูของเขานั้นแดงนิดๆ
“....”เป็พวกซึนเดเระสินะ น้องชายของเ้าของร่างเดิมน่ะ
หนิงหนิงมองท่าทางปากไม่ตรงกับใจของเด็กน้อยด้วยเอ็นดูดูเหมือนว่าน้องชายจะไม่ได้เกลียดนางมากขนาดนั่นแหละนะ ไม่สิน่าจะเป็เพราะนางทำตัวดีขึ้นด้วยต่างหากเพราะถ้าหากนางทำตัวเหมือนเ้าของร่างเดิมอยู่ละก็ นางก็สามารถพูดได้เลยว่าเด็กน้อยคนนี้จะต้องเอามีดมาแทงนางแน่ๆ
“ว่าแต่ท่านหิวมากหรือไม่”
“ก็ไม่เท่าใด”หนิงหนิงตอบหลังจากดื่มน้ำหมด
“จรึงรึ”หนิงหลงมองนางด้วยสายตาไม่เชื่อ
“ก็..ก็มีนิดนึง-///-”หนิงหนิงตอบด้วยความเขินอาย
“ถ้าอย่างงั้นข้าจะไปทำอาหารให้”
“มะไม่ต้องข้าไม่ได้หิวอะไรขนาดนั้นจริ-”
โครกคราก~~~
“....?”หนิงหลงนี่คือไม่หิว?
“-///-”หนิงหนิงน่าอายชะมัด
สุดท้ายนางก็ได้กินหัวมันที่เหลืออยู่สองหัวสุดท้ายซึ่งนางก็แบ่งให้เขากินด้วย ถึงเ้าตัวจะปฏิเสธก็เถอะ แต่สุดท้ายเขาก็ทนลูกตื๊อของนางไม่ไหวเลยยอมกินด้วย
“ว่าแต่เ้าเคยขึ้นเขาบ้างรึไม่”หนิงหนิงเอ่ยถามน้องชายที่กำลังนั่งแทะหัวมันอยู่ข้างๆ
“ไม่เคยขอรับเพราะเด็กๆอย่างพวกข้านั่นโดนห้ามไม่ให้ขึ้นไปตามลำพังนอกเสียจากว่าจะมีผู้ใหญ่ไปด้วย”
“แล้ว่ตีนเขาเล่า”
“ย่อมต้องเคยอยู่แล้วสิขอรับเหตุใดท่านถึงได้ถามเื่กัน?” หนิงหลงมองผู้เป็พี่สาวด้วยความสงสัย
“ข้าก็แค่คิดว่าจะลองขึ้นไปสำรวจดูสักหน่อย”หนิงหนิงตอบไปตามตรง
“นี่ท่านคิดจะขึ้นเขาหรือนั่นจะไปได้อย่างไรกัน บนเขามันอันตรายมากนะขอรับ”
“แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นข้าก็จะไปอยู่ดีอย่างน้อยเมื่อไปแล้วข้าก็ยังสามารถหาของป่ามากินได้บ้าง”
“หากเป็่ต้นเขาละก็มันไม่มีผักป่าให้ท่านหาหรอกขอรับนอกเสียจากจะต้องเข้าไปในป่าลึก นี่ท่านคงไม่จะเข้าไปใน..”
“ถึงเป็เยี่ยงนั่นข้าก็จะไป”นางพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่เพราะถ้านางไม่ขึ้นไปหาอะไรมากินละก็คงได้อดตายแน่ๆ แต่อย่างน้อยถ้าขึ้นเขาไปก็น่าจะโชคดีอยู่บ้างเพราะนางค่อนข้างมีความรู้ทางด้านพืชกับสมุนไพรและประสบการณ์เดินป่ามาบ้าง
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไปกับท่านด้วย”หนิงหลงพูด
เพราะเขาจะไม่ยอมให้นางไปคนเดียวหรอกไม่ใช่ว่าเขาเป็ห่วงนางหรอกนะ เขาก็แค่.. ก็แค่เขามีหน้าที่ต้องจับตาดูนางไงล่ะใช่เขาต้องจับตาดูนางไม่ให้คอยไปสร้างเดือดร้อนให้คนอื่นอย่างไรเล่าเด็กน้อยพูดกับตัวเองในใจด้วยความมุ่งมั่น ในขณะที่ตัวต้นเหตุอย่างหนิงหนิงกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมของขึ้นเขาอยู่
หญิงสาวเดินเข้าไปค้นหาของในห้องเก็บฟืนที่ปัจจุบันใช่เป็ห้องเก็บของ นางก็เจอธนูเก่าๆของผู้เป็บิดามีดหนึ่งเล่มที่เจอในครัวและตะกร้าเก่าๆสองใบ หลังจากหาของได้ครบแล้วนางและน้องชายก็เดินทางขึ้นไปบนเขา
จากระยะทางจากบ้านไปทีู่เาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ(15นาที) พวกนางก็เดินมาถึงตีนเขา ร่างหนึ่งเล็กหนึ่งใหญ่เดินตามเส้นทางขึ้นไปบนเขาในระหว่างทางก็คอยมองของป่าไปด้วย จนกระทั่งพวกนางเริ่มเดินมาถึงทางที่ไม่ค่อยผู้คนเดินผ่าน
รอบข้างเงียบสงัดสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และพงหญ้ารกร่างของหนิงหนิงมือนึงถือกิ่งไม้คอยฟาดไปที่พงหญ้า อีกมือนึงก็จับธนูที่สะพายไว้บนไหล่และถุงใส่ลูกธนูโดยมีร่างเล็กของเด็กน้อยวัยสี่หนาวเดินตามไม่ห่าง
แสกแสก
เสียงเคลื่อนไหวดังมีจากพงหญ้าก่อนจะปรากฏร่างของกระต่ายอวบอ้วนตัวนึงเดินออกมาให้เห็น ซึ่งมันก็กำลังหันหลังให้พวกนางสองคนอยู่
“ชู่ววเงียบเอาไว้นะ” นางหยิบลูกธนูออกมา ก่อนจะขึ้นสายธนูแล้วเล็งธนูไปที่เป้าหมาย ฉึก เสียงลูกธนูแหวกอากาศจนปักเข้าร่างของเป้าหมาย กระต่ายน้อยผู้น่าสงสารที่ไม่ได้ระมัดระวังตัวจึงได้ตกเป็อาหารของพวกนาง
“ไปเอามาเถอะ”หนิงหนิงบอกน้องชาย
“ขะขอรับ”หนิงหลงที่กำลังตกตะลึงกับฝีมือยิงธนูของผู้เป็พี่ รีบเอ่ยตอบด้วยความลนลานก่อนจะเดินเข้าไปเก็บร่างของกระต่ายด้วยความสงสัย
“ไปกันต่อเถอะ”
“ขอรับ”
หลังจากนั้นพวกนางก็เดินทางกันต่อ เมื่อเดินไปได้สักประมาณหนึ่งเค่อ(15นาที) นางก็พบเข้ากับต้นผิงกั่วที่มีผลสีแดงสุกแล้วล่นอยู่บนพื้น และมีรอยจิกกัดจากพวกสัตว์หนิงหนิงมองต้นแอปเปิลที่สูงราวๆ1จิ้ง(ประมาณ3.3เมตร) จากนั้นนางก็ก้มหาไม้ยาวๆมาเก็บ เพราะถ้าจะให้นางปืนก็ไม่น่าไหวเพราะมันสูงเกินไป
“เ้าคอยเก็บลูกที่ตกลงมานะ”
“ขอรับ”เมื่อนางเอ่ยบอกน้องชายจบ
นางก็เดินไปเก็บไม้ยาวๆมาสอยลูกผิงกั่ว(แอปเปิ้ล)จนเมื่อเก็บได้ประมาณสิบลูก หนิงหนิงก็โยนไม้ที่ใช้ทิ้งไปอย่างไม่ไยดีเพราะนางเหนื่อย หญิงสาวนั่งแมะอยู่พื้นพร้อมหายใจหอบแฮก ในขณะที่น้องชายกำลังวิ่งวุ่นเก็บลูกผิงกั่วอยู่
หนิงหนิงมองร่างเล็กของน้องชายด้วยความสงสารก่อนจะตั้งมั่นในใจว่านางจะต้องเลี้ยงเขาให้กลายเป็ลูกหมูให้ได้
“เสร็จแล้ว?”นางเอ่ยถามน้องชายที่เดินมา
“ขอรับ”
“งั้นก็ไปกันต่อเถอะเราจะเดินเข้าไปอีกหน่อยก่อนค่อยกลับบ้านกัน” หนิงหนิงบอกน้องชาย
“แต่ถ้าไม่รีบกลับตอนนี้มันจะไม่มืดค่ำไปก่อนหรือขอรับ”
“ไม่หรอกยังพอมีเวลาอยู่”นางส่ายหัวก่อนจะเดินนำไป ส่วนหนิงหลงก็ทำได้แค่เงียบแล้วเดินตามผู้เป็พี่สาวไป