มรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก

    ตอนที่ 7 ภัยพิบัติฝันร้าย

     

     

    หลังจากเดินขึ้นบันไดได้สามร้อยขั้น หลินมู่หยางรู้สึกงงงวยจนหยุดอยู่กับที่ สิ่งที่เกิดขึ้นผิดจากที่คาดเอาไว้เป็นอย่างมาก กลับไร้ซึ่งแรงกดดันใดๆ ไม่มีพายุโหมกระหน่ำ ไม่มีสายฝนที่ตกแบบไม่ลืมหูลืมตา และไม่มีอสนีผ่าลงมาจากเบื้องบนแม้แต่ครั้งเดียว

     

    ทุกอย่างเป็นปกติเกินไป ราบรื่นเสียจนเขารู้สึกแปลกประหลาดและหวาดกลัว 

     

    หลังจากผ่านสามภัยพิบัติมาอย่างยากลำบาก เขาคิดว่าบันไดเบื้องหน้าจะต้องเต็มไปด้วยบททดสอบที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม แต่สิ่งที่รออยู่กลับเป็นเพียงขั้นบันไดธรรมดา สามารถเดินเหินได้อย่างสะดวกสบาย ไม่เหมือนการทดสอบขั้นสูงสุดแต่อย่างใด

     

    ร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยมานานเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้เขาเริ่มผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ถึงกระนั้นกลับพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เพื่อจะได้ไปถึงขั้นสุดท้ายให้เร็วที่สุด

     

    ยิ่งเดินขึ้นไปมากขั้นเท่าใด หลินมู่หยางก็ยิ่งรู้สึกว่าความยากลำบากก่อนหน้านี้คล้ายเป็นบททดสอบหลัก บันไดเก้าร้อยขั้นสุดท้ายเพียงทดสอบความกล้าเท่านั้น หากไม่มีความกล้าเพียงพอก็จะล้มเลิกความพยายาม ไม่กล้าก้าวเดินต่อไป

     

    มีเพียงคนกล้าเท่านั้นที่คู่ควรกับหอเมฆา

     

    บัดนี้ไม่มีสิ่งใดขัดขวางเขาอีกแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยค่อยๆ จางหาย ความหวาดกลัวที่สะสมมาตลอดเส้นทางก็เริ่มเลือนหายไปเช่นกัน ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

     

    ‘บททดสอบของสำนักศึกษาเทียนเหรินก็เป็นเช่นนี้เอง รางวัลใหญ่มีไว้สำหรับผู้ที่ก้าวผ่านความกลัวได้เท่านั้น โชคดีที่เราไม่ยอมแพ้ตั้งแต่ต้น หาไม่แล้วคงพลาดโอกาสอันดีงามไป’

     

    ความคิดมากมายเริ่มผุดขึ้นมาในหัว จนกระทั่งกลายเป็นความหลงระเริง ความง่ายดายของเส้นทางเบื้องหน้าทำให้เขาขาดการคิดวิเคราะห์ไปชั่วขณะ ซึ่งนั่นเป็นข้อห้ามสำหรับนักสำรวจที่ยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจ

     

    ทันใดนั้นภาพเบื้องหน้าหลินมู่หยางพลันพร่าเลือน ปรากฏแสงสว่างจ้าแทงเข้าไปในดวงตาจนต้องใช้สองมือมาปิดดวงตาเอาไว้ จากนั้นเกิดแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดินจนร่างส่ายโงนเงนเล็กน้อย แว่วเสียงโห่ร้องและเสียงอาวุธกระทบกันดังเข้าหูอย่างชัดเจน

     

    เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งภูเขาเทียนเฟิงก็อันตรธานหายไป บัดนี้หลินมู่หยางยืนอยู่ท่ามกลางสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง เขาจดจำบ้านเรือนมากมายที่เรียงรายอยู่สองข้างทางได้ขึ้นใจ หากที่นี่ไม่ใช่ถนนกลางเมืองหันซุย จะเป็นสถานที่ใดไปได้อีก

     

    แต่สิ่งปรากฏแก่สายตาคือผู้คนที่คุ้นหน้าคุ้นตากำลังวิ่งหนีอย่างอลหม่าน โจรร้ายในชุดดำกำลังไล่ฆ่าฟันอย่างเมามัน เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่วทั้งเมือง กลิ่นควันไฟลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ เขามองไปรอบกายด้วยความสับสน

     

    "นี่มัน...มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..."

     

    เขากลับมาอยู่ในเมืองหันซุยตั้งแต่เมื่อใด ตอนนี้ไม่ใช่ว่าตนเองกำลังเดินขึ้นบันไดสู่ยอดเขาเทียนเฟิงหรอกหรือ?

     

    แต่ก่อนที่จ้าวเฟยจะได้ตั้งสติ เสียงโห่ร้องอย่างป่าเถื่อนก็ดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของเมือง กลุ่มโจรชุดดำจำนวนมากบุกเข้ามาอีกระลอก ในมือมีดาบและคบไฟที่กำลังเผาไหม้อย่างร้อนแรง

     

    ชาวเมืองผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังหลบหนีไปทางนั้นล้วนถูกสังหารอย่างไร้ความปรานี เลือดแดงฉานไหลนองไปตามพื้นถนน ร่างอันไร้วิญญาณบนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

     

    หลินมู่หยางรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวทำให้เขาออกวิ่งสุดฝีเท้าทันที ผ่านถนนที่เต็มไปด้วยซากศพ พบพานคนคุ้นหน้าคุ้นตาหลายคนที่กำลังหลบหนี แต่เขาไม่มีเวลาหยุดช่วยเหลือคนเหล่านี้ จุดหมายของเขามีเพียงที่เดียวคือบ้านเก่าในชุมชนแออัด สถานที่ที่น้องของเขาอาศัยอยู่

     

    แต่ยิ่งเข้าใกล้บ้านมากเท่าใด หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงมากขึ้นเท่านั้น เขาไม่อยากคิดไปในทางที่เลวร้าย แต่ก็อดที่จะเป็นกังวลไม่ได้ พวกโจรโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ คงไม่มีความปรานีต่อเด็กที่พบเจอ

     

    ในที่สุดบ้านของเขาก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่มันกลับไม่เหลือสภาพเดิมอีกแล้ว เปลวเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง เผาไหมอาคารทั้งหลังจนเหลือแต่เสาและคาน

     

    ควันสีดำลอยล่องขึ้นสู่ท้องฟ้า คล้ายส่งสัญญาณให้รู้ว่าความตายกำลังมาเยือน

     

    หลินมู่หยางยืนขาแข็งอยู่กับที่ ความรู้สึกเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง

     

    "ไม่...มู่เจิน...มู่อิง..."

     

    เขาวิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปด้านในด้วยความบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่พบเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยทั้งสอง ไม่พบเห็นแม้กระทั่งกองกระดูกที่ควรจะหลงเหลืออยู่ นั่นทำให้แววตาของเขากลับมาลุกโชนอีกครั้ง รีบพุ่งตัวออกจากอาคารที่ร้อนระอุคล้ายอยู่ในเตาถ่านแห่งนี้

     

    หลินมู่หยางกวาดสายตามองไปรอบด้าน ในที่สุดสิ่งที่ตามหาก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า น้องทั้งสองของเขาถูกมัดติดกับเสาไม้คนละต้น บนเรือนร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและเขม่าควัน เสื้อผ้าฉีกขาดจนไม่เหลือชิ้นดี

     

    รอบเสาทั้งสองต้นเต็มไปด้วยเหล่าโจรร้าย พวกมันปกปิดทุกส่วนบนร่างกายเอาไว้ภายใต้ผ้าสีดำ เผยให้เห็นเพียงดวงดำที่ลึกล้ำ ในมือล้วนมีดาบที่เปรอะเปื้อนโลหิตของชาวเมือง ส่งเสียงหัวเราะเยาะระคายหูออกมาอย่างน่ารังเกียจ

     

    ดวงตาของหลินมู่หยางกลับกลายเป็นแดงก่ำในพริบตา ความหวาดกลัวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว เขาชักดาบออกจากฝักอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งเข้าใส่ศัตรูตรงหน้า ดาบในมือกวัดแกว่งอย่างบ้าคลั่งแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

     

    เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วลานประหารแห่งนี้ ดาบของเขาเชือดเฉือนศัตรูร่วงหล่นคนแล้วคนเล่า บนร่างกายก็ได้รับบาดแผลคืนมาไม่น้อยเช่นกัน

     

    ซากศพเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว แต่พวกโจรก็มีกำลังเสริมมาถึงอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่มีท่าทีว่าจะหมดสิ้นในเวลาอันใกล้

     

    หลินมู่หยางยังคงต่อสู้อย่างพยัคฆ์คลั่ง เข่นฆ่าจนร่างชโลมไปด้วยโลหิตของตนเองและศัตรู

     

    แต่ในท้ายที่สุดแล้วเรี่ยวแรงก็หดหาย แขนที่ถือดาบเริ่มสั่นเทาจนยกแทบไม่ขึ้น สองขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีกแล้ว แม้แต่ลมหายใจก็เริ่มหนักหน่วงราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่บนหน้าอก

     

    ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมหยุด ฟาดฟันดาบออกไปจนเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถูกใช้ จากนั้นดาบในมือร่วงหล่นสู่พื้นดิน คนเองก็ถูกศัตรูฟันใส่ร่างดาบแล้วดาบเล่าจนคุกเข่าลงไปอย่างหมดสภาพ

     

    หลินมู่หยางไม่ยอมล้มลงเช่นนี้ ยังคงเงยหน้าและเอื้อมมือไปยังเสาสองต้นที่มัดร่างของน้องชายกับน้องสาวเอาไว้

     

    บาดแผลจากคมดาบนับไม่ถ้วนทำให้โลหิตหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย สายตากำลังพร่ามัวด้วยความเจ็บปวด เขาหมดสิ้นเรี่ยวแรงและไร้ความสามารถแล้วในตอนนี้

     

    ภาพสุดท้ายที่มองเห็นคือโจรร้ายสองคนกำลังยิงหน้าไม้ใส่หลินมู่เจินกับหลินมู่อิง ลูกดอกพุ่งเข้าใส่หน้าผากของทั้งสองอย่างแรงจนทะลุกะโหลกไปกระแทกใส่เสาไม้ ตรึงศีรษะเด็กน้อยเอาไว้ให้พับลงมา

     

    น้ำตาสองสายไหลรินออกมาจากหางตาของเขา จากนั้นทุกอย่างก็กลายเป็นดำมืด คนสิ้นสติไม่สมประดีในสภาพนี้ 

    .

    .

    .

    หลินมู่หยางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาพบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ที่ทำให้อกสั่นขวัญแขวน ต้นไม้ประหลาดชวนสะพรึงงอกงามอยู่รอบกาย หมอกสีเลือดลอยปกคลุมทั่วผืนดิน กลิ่นคาวเลือดรุนแรงจนแทบทำให้หายใจไม่ออก เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังแว่วมาจากทุกทิศทาง

     

    เขาสำรวจร่างกายของตนเองก็พบว่าเป็นปกติดีทุกอย่าง ไม่มีร่องรอยบาดแผลจากคมดาบคมกระบี่แม้แต่รอยเดียว เหมือนกับว่าไม่เคยผ่านการต่อสู้มาก่อน คล้ายกับว่าเรื่องก่อนหน้าในเมืองหันซุยเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น

     

    หลินมู่หยางสลัดความสงสัยออกไปหัวแล้วหันมาจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า ใช้สายตาสำรวจรอบทิศอย่างละเอียด แม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกภายนอกเพียงเล็กน้อย ยังมั่นใจว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เมืองหันซุย แต่สมควรเป็นพื้นที่สุดแสนโหดร้ายอย่างแดนโลหิตเสียมากกว่า

     

    ชายหนุ่มใช้มือควานหาดาบคู่ใจ กลับพบว่าที่เอวของตนเองมีเพียงมีดสั้นเล่มเดียวเท่านั้น จึงชักออกจากฝักแล้วกำไว้อย่างแนบแน่น นี่เป็นอาวุธสำหรับต่อสู้เพียงชิ้นเดียว หากสูญเสียมันไปก็เท่านั้นสูญเสียโอกาสในการรอดชีวิต

     

    ในขณะที่หลินมู่หยางกำลังเดินย่องอย่างระมัดระวัง ร่างสีดำขนาดใหญ่ก็พุ่งออกมาจากหลังม่านหมอก เขารีบกลิ้งตัวหลบตามสัญชาตญาณของผู้ฝึกตน กรงเล็บขนาดใหญ่ฟาดลงบนพื้นที่เขายืนอยู่เมื่อสักครู่จนฝุ่นฟุ้งกระจาย บริเวณนั้นปรากฏรอยกรีดลึกใหญ่ยาวขนานกันสี่ร่องทันที

     

    ‘เป็นพยัคฆ์ดำทมิฬ...’

     

    หลินมู่หยางตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี แค่มุสิกฟ้าเขายังเอาชนะได้อย่างยากเย็นแสนเข็ญ หากเป็นพยัคฆ์ดำทมิฬที่แข็งแกร่งกว่ามุสิกสายฟ้าหลายสิบเท่า เขาคงได้ทอดร่างเป็นอาหารให้กับพวกมันอย่างแน่นอน ถึงกระนั้นก็กำมีดสั้นในมือไว้ในท่าเตรียมพร้อมต่อสู้

     

    เมื่อสัตว์อสูรตัวนั้นหันกลับมาก็คำรามใส่ผู้บุกรุกรอบหนี่ง ก่อนพุ่งเข้ามาจู่โจมอีกครั้งอย่างดุดัน เขาไม่กล้าปะทะกับมันโดยตรง อาศัยความคล่องตัวหลบรอดจากกรงเล็บได้อย่างหวุดหวิดครั้งแล้วครั้งเล่า

     

    พยัคฆ์ดำทมิฬยังคงไม่ละความพยายาม จู่โจมเข้ามาด้วยความดุดันกว่าเดิม รุกไล่จนชายหนุ่มหมดสิ้นเรี่ยวแรง แต่มันกลับไม่ปิดฉากการต่อสู้ในทันที เดินวนรอบตัวเหยื่อคล้ายแมวกำลังหยอกล้อหนูตัวเล็กผู้โชคร้าย

     

    หลินมู่หยางหมุนตัวไปตามร่างของสัตว์อสูรที่กำลังเดินวนรอบตัวเขา อาวุธคู่กายเพียงชิ้นเดียวก็ปักอยู่บนตัวของเจ้าพยัคฆ์ดำทมิฬแล้ว บัดนี้สองมือว่างเปล่าไร้ซึ่งอาวุธป้องกันตัว สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวในตอนนี้ก็คือการหลบหนี

     

    ไม่นานเรี่ยวแรงของเขาก็กลับมา เมื่อสบโอกาสก็ไม่รอช้ารีบออกวิ่งทันที เจ้าสัตว์ร้ายเห็นเช่นนั้นก็รีบพุ่งตัวตามไปอย่างรวดเร็ว

     

    หลินมู่หยางรู้ว่าฝีเท้าตนเองสู้ศัตรูไม่ได้ จึงอาศัยพื้นที่ช่วยในการหลบหนี วิ่งอ้อมไปอ้อมมาผ่านต้นไม้ใหญ่ที่มีค่อนข้างหนาแน่น ถึงกระนั้นเสียงฝีเท้าของสัตว์อสูรก็ไล่หลังมาไม่ห่าง เสียงคำรามด้วยความดุร้ายคล้ายดังอยู่ข้างหู แต่ก็ไม่กล้าแม้กระทั่งจะหันกลับไปมองดู

     

    เขาวิ่งเช่นนี้อยู่นานจนลมหายใจแทบขาดห้วง วิ่งจนขาทั้งสองข้างรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ในขณะที่กำลังจะล้มลงแล้วยอมแพ้ กลับมองเห็นแสงสว่างอยู่เบื้องหน้า เป็นประตูบานหนึ่งที่ส่องแสงสว่างจ้าจนแสบตา เขารีบตรงดิ่งไปยังประตูบานนั้นอย่างไม่คิดชีวิต

     

    ‘มันต้องเป็นทางออกอย่างแน่นอน สิ่งที่พบเจอในวันนี้แปลกประหลาดพิสดารเกินไป ประตูบานนี้ต้องพาไปยังสถานที่ต่อไป อาจจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยก็ได้’

     

    หลินมู่หยางใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายมาถึงปากประตู ในขณะที่กำลังจะก้าวเข้าไปในประตูบานนั้น เสียงขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง มันเป็นเสียงที่เขาคุ้นเคยและชอบฟังยิ่ง เป็นเสียงของหลินมู่อิงผู้เป็นน้องสาวคนเล็ก เขาหยุดชะงักในทันที

     

    "พี่ใหญ่...ช่วยพวกเราด้วย..."

     

    เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นอีกครั้ง เขารีบหันกลับไปมองด้วยความตื่นตระหนก ท่ามกลางหมอกโลหิตอันหนาทึบ มีเงาร่างสองร่างที่คุ้นเคยกำลังยืนสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว พวกเขากำลังถูกสัตว์อสูรจำนวนมากล้อมเอาไว้

     

    หลินมู่หยางมองประตูที่อยู่ห่างเพียงเอื้อมมือด้วยความเสียดาย จากนั้นจึงมองกลับไปยังน้องร่วมอุทรที่ส่งสายตาอ้อนวอนมาทางเขา หากให้เลือกระหว่างความปลอดภัยของตนเองกับน้องรักทั้งสอง เขาย่อมเลือกในสิ่งที่ยึดถือมาตลอดหลายปี

     

    ชายหนุ่มหันหลังกลับแล้ววิ่งเข้าไปในแดนโลหิตอีกครั้ง เขาพุ่งเข้าหาฝูงสัตว์อสูรอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อไม่มีอาวุธอยู่ในมือจึงใช้หมัดในการต่อสู้ เตะต่อยจนสามารถไปถึงใจกลางวงล้อม รีบโผเข้าไปยืนขวางอยู่หน้าหลินมู่อิงกับหลินมู่เจิน เผชิญหน้ากับพยัคฆ์ดำทมิฬที่กำลังคืบคลานเข้ามา

     

    หลินมู่อิงกับหลินมู่เจินพากันกอดขาของพี่ใหญ่ไว้แน่น เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หลินมู่หยางทำได้เพียงลูบหัวพวกเขาด้วยความเอ็นดูรอบหนึ่ง

     

    ‘สิ่งที่ดีที่สุดในยามนี้คือการหลบหนี เราไม่สามารถสู้สัตว์อสูรกว่าร้อยตัวที่กำลังโอบล้อมเข้ามา ประตูบานนั้นอยู่ห่างออกไปราวสองร้อยก้าว หากเราคอยถ่วงเวลาเอาไว้ มู่เจินกับมู่อิงน่าจะวิ่งไปถึงได้’

     

    เมื่อคิดได้ดังนี้ก็หันกล่าวกับหลินมู่เจินด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

     

    “มู่เจิน เจ้าเห็นประตูสีขาวบานนั้นหรือไม่ พอพี่ใหญ่จู่โจมใส่สัตว์ร้ายพวกนี้ เจ้ารีบพามู่อิงวิ่งไปที่นั่นทันที อย่าลังเลหรือหันหลังกลับเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”

     

    หลินมู่เจินตอบรับคำหนึ่ง หลินมู่หยางจึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด กู่ร้องอย่างยาวนานรอบหนึ่ง จากนั้นพุ่งเข้าใส่พยัคฆ์ดำทมิฬพร้อมกับตะโกนบอกให้หลินมู่เจินออกวิ่ง

     

    การต่อสู้กับกับพยัคฆ์ดำทมิฬโดยไม่มีอาวุธคล้ายกับการฆ่าตัวตายไม่มีผิด ไม่ทันไรก็ปรากฏรอยกรงเล็กพาดผ่านหน้าอกของเขาจนนับไม่ถ้วน โลหิตแดงสดไหลหลั่งออกมาจนชโลมทั่วร่าง คล้ายสัตว์ป่าจนตรอกที่ต่อสู่เพื่อเอาชีวิตรอด

     

    หลินมู่หยางยังคงพยายามต่อสู้เพื่อถ่วงเวลา แต่บัดนี้ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟังอีกต่อไป แขนของเขาหนักอึ้งจนยกไม่ขึ้น ขาทั้งสองข้างสั่นระริกจนแทบจะยืนหยัดไม่มั่นคง

     

    เสียงคำรามของพยัคฆ์ดำทมิฬดังสนั่นไปทั่วบริเวณ มันพุ่งเข้ามาจู่โจมใส่เป้าหมายสุดแรง เขาพยายามยกหมัดขึ้นเพื่อต่อยออกไป แต่คราวนี้แม้แต่แรงจะขยับก็แทบไม่มีเหลือ

     

    กรงเล็บกรีดผ่านหน้าอกของเขา เลือดแดงสดสาดกระจายไปทั่ว ความเจ็บปวดรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หลินมู่หยางลอยไปกระแทกใส่ต้นไม้อย่างแรง แล้วรูดลงมาคล้ายดินเหลวก้อนหนึ่ง

     

    สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือหันไปมองดูน้องทั้งสอง พบว่าพวกเขาสามารถเดินเข้าประตูได้อย่างปลอดภัยทั้งคู่ ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่ง จากนั้นภาพเบื้องหน้าค่อยๆ มืดลง ก่อนที่สติจะดับวูบไป

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องมรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก ที่คุณอ่าน