เสี่ยวฮวาเผลอจะพยักหน้าตามสัญชาตญาณแต่พลันนึกถึงคำกำชับของเจียงอิ๋งอิ๋งก่อนมาได้ จึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ“เปล่าจ้ะ...”
ในยุคสมัยที่ใครต่อใครต่างก็ไม่ได้มั่งมีการได้กินอิ่มในมื้อเที่ยงสักมื้อก็นับว่าดีถมเถแล้ว
หลี่หลันจือไม่ได้นึกสงสัยอะไรอีกเพียงแต่เบ้ปากอย่างเสียไม่ได้ “ทำงานจนป่านนี้ถึงค่อยกลับข้าวปลาสักมื้อก็ไม่เลี้ยง ช่างขี้งกเสียจริง!”
พูดจบเธอก็ถลาเข้ามาดึงทึ้งเสื้อผ้าของเด็กสาว“ไหนล่ะเนื้อที่สั่งให้แอบหยิบมา? แล้วเงินค่าจ้างล่ะอยู่ไหน?”
ความรู้สึกขื่นขมสายหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาในใจ
ในเวลานี้เสี่ยวฮวายังไม่รู้จักคำว่าโศกเศร้าเสียใจเธอได้แต่กัดริมฝีปากแน่น พลางหยิบกระดูกหมูกับเงินห้าเหมาออกมาวางตรงหน้า
เนื้อที่เฝ้าฝันถึงมาตลอดทั้งวันสุดท้ายกลับเหลือเพียงกระดูกไม่กี่ชิ้น
หลี่หลันจือโทสะพุ่งปรี๊ดทันทีเธอเอื้อมมือไปบิดใบหูของเสี่ยวฮวาพลางด่าทอ “ทำไมมีแต่กระดูกแกแอบกินเนื้อไปหมดแล้วใช่ไหม!”
ใบหน้าของเสี่ยวฮวาเหยเกด้วยความเ็ปแต่ก็ไม่กล้าขัดขืนทำได้เพียงเอ่ยแก้ตัวเสียงแ่ “แม่จ๊ะเดิมทีมันก็มีแค่ซุปกระดูกเท่านั้นแหละ! คุณป้าบอกว่าพี่เหยาไปขอมาจากคนในตัวอำเภอเอามาต้มให้พอหายอยาก...”
หลี่หลันจือยอมปล่อยมือในใจเริ่มเชื่อไปกว่าแปดส่วน เธอรู้อยู่แล้วว่าหลี่เสวี่ยเหลียนน่ะยากจนข้นแค้นแล้วจะมีปัญญาเอาเงินที่ไหนไปซื้อเนื้อมากินกัน?
“คนในเมืองให้มาอย่างนั้นหรือ? ฉันว่าเก็บเอาตามข้างทางเสียมากกว่ามั้ง!คนบ้านนั้นมันทั้งขี้งกทั้งจนกรอบแท้ๆ ยังจะคิดจะจ้างคนงานอีก? อยากทำตัวเป็พวกทุนนิยมหรือไง...”
เสี่ยวฮวารีบเอ่ยขัดทันที“แม่จ๊ะ คำนี้จะพูดสุ่มสี่สุมห้าไม่ได้นะ!พี่เจียงบอกว่าถ้ามีเื่ซุบซิบนินทาหลุดออกไปจากบ้านเราต่อไปเธอจะไม่จ้างฉันอีก!”
หลี่หลันจือถลึงตาใส่“แม่แกอาบน้ำร้อนมาก่อนแกนะ! ฉันถามหน่อยเถอะ แค่เย็บผ้าจริงๆ หรือ?”
เสี่ยวฮวาพยักหน้ายืนยัน“จ้ะ ก็แค่เย็บเสื้อผ้า”
“เย็บผ้ามันจะไปได้เงินสักเท่าไรกัน? คงไม่ใช่แผนการของนังจิ้งจอกที่เสิ่นเหยาแต่งเข้าบ้านมาหรอกนะ?”
หลี่หลันจือพึมพำกับตัวเองก่อนจะหัวเราะเยาะอย่างสะใจ “เหอะตอนนั้นหลี่เสวี่ยเหลียนคลอดลูกชายตั้งสองคน ทำเป็วางท่าดูถูกคนอื่นไปทั่วตอนนี้เป็ไงล่ะ?”
“ลูกชายตายไปคน ส่วนคนนี้ก็แต่งเอาแม่หญิงล้างผลาญเข้าบ้าน!ชีวิตคงล่มจมในไม่ช้านี้แหละ!”
เสี่ยวฮวาฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจจึงเม้มปากนิ่ง “แม่จ๊ะ พรุ่งนี้เขาจะให้ฉันไปช่วยงานอีกค่าจ้างยังเป็แปดเหมาเหมือนเดิม”
พูดจบเธอก็ลอบมองหลี่หลันจือด้วยความประหม่า“ฉันยังควรไปอยู่ไหมจ๊ะ?”
หลี่หลันจือลังเลอยู่ครู่หนึ่งถ้าเสี่ยวฮวาไปทำงานอีก งานบ้านทุกอย่างก็ต้องตกเป็ภาระของเธอ
ทว่านั่นมันเงินตั้งแปดเหมาเชียวนะ!หากพ่อของเสี่ยวเป่ารู้เข้ามีหวังโดนตีกระจุยแน่ เธอจึงตัดสินใจทันที“ไปสิ ทำไมจะไม่ไปล่ะ? พรุ่งนี้ก็รีบไปแต่เช้าแล้วก็ไปหาข้าวกินที่บ้านนั้นด้วย!”
เสี่ยวฮวาเหมือนได้ยกูเาออกจากอกเธอไม่กล้าเอ่ยถึงเื่จะไปขอข้าวกินหรือไม่ ทำเพียงรีบไปยกหม้อข้าวอย่างรู้ความ“แม่จ๊ะ แม่เข้าไปรอในห้องก่อนเถอะ”
หลี่หลันจืออารมณ์ดีขึ้นมาบ้างพลางถือกระดูกหมูเดินเข้าห้องไป
ถึงไม่มีเนื้อให้เสี่ยวเป่าแทะกระดูกเล่นก็ยังดี กระดูกนี่ส่งกลิ่นหอมเชียว...
เมื่อทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงกินข้าวหลี่หลันจือก็ตักน้ำแกงใสแจ๋วที่มีเศษข้าวประปรายเพียงครึ่งชามมาวางตรงหน้าเสี่ยวฮวา“รีบกินซะ กินเสร็จแล้วไปซักผ้าที่ลานบ้านด้วย!”
เสี่ยวฮวาพยักหน้าอย่างว่าง่ายค่อยๆ จิบน้ำแกงชามนั้นโดยไม่ชายตามองแผ่นแป้งบนโต๊ะอีกเลย
เมื่อเย็นเธอกินจนอิ่มหนำจึงไม่รู้สึกหิวแม้แต่น้อย...
ส่วนลูกอมรสชาติแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเม็ดนั้นยังคงทิ้งความหวานซึ้งไว้ในก้นบึ้งของหัวใจลามไปถึงน้ำแกงชามนี้ก็พลอยหวานไปด้วย...
เช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า เสี่ยวฮวาก็ถูกหลี่หลันจือปลุกให้ตื่น
เธอนอนอยู่ห้องฝั่งตะวันตกเพียงลำพังเตียงก็ไม่มี ทำเพียงห่อตัวซุกนอนบนพื้นดินที่ปูด้วยเศษผ้าขาดๆ เท่านั้น
“จะนอนให้ตายไปเลยหรือไง! นังเด็กี้เี!”
หลี่หลันจือเตะเข้าที่ตัวเด็กสาวอย่างเสียไม่ได้พลางกดเสียงต่ำ “ยังไม่รีบลุกไปทำกับข้าวอีก!เดี๋ยวต้องไปทำงานบ้านเสิ่นแล้ว ยังคิดจะมาอู้งานอีกหรือ?”
เสี่ยวฮวาลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบขานรับเสียงเบา “จ้ะแม่ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
“ตักน้ำให้มันเบาๆ ด้วยล่ะ ถ้าทำน้องตื่น ฉันจะตีแกให้หนังขาดเลย!”
หลี่หลันจือใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเด็กสาวด้วยความไม่ไว้ใจก่อนจะเอามือป้องปากหาวแล้วเดินกลับห้องฝั่งตะวันออก“ทำเสร็จแล้วเรียกฉันด้วย!”
แต่พอเธอก้าวเข้าห้องไปก็ได้ยินเสียงเสี่ยวเป่าร้องไห้โยเย “แม่...ปวดฉี่...”
ตามมาด้วยเสียงสบถด่าของเฉินจื้อกังผู้เป็พ่อ“หนวกหูโว้ย! รีบอุ้มมันออกไปให้พ้นๆ เลย!”
เสี่ยวฮวาหลุบตาลงพลางเดินเข้าห้องครัวไป
ใบหน้าของเธอเรียบเฉยขณะเริ่มก่อไฟทำกับข้าวเป็กิจวัตรที่ซ้ำซากจำเจเช่นนี้มาั้แ่วันที่เริ่มจำความได้
เพียงแต่ตอนเด็กๆเธอยังพอจะร้องไห้เป็แต่ต่อมาก็เรียนรู้ว่าน้ำตามีแต่จะนำมาซึ่งการทุบตีและด่าทอที่รุนแรงกว่าเดิมตอนนี้เธอจึงร้องไห้ไม่ออกอีกต่อไปแล้ว...
ครั้นเวลาล่วงเลยถึงหกโมงเช้ากับข้าวก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ
เสี่ยวฮวากำลังจะทรุดตัวลงนั่งก็ถูกหลี่หลันจือไล่ตะเพิด “จะกินอะไรนักหนา? ไปทำงานบ้านคนอื่นแล้วยังจะมาแย่งข้าวกินที่บ้านตัวเองอีกหรือ? ไม่มีสมองหรือไง!”
เฉินจื้อกังพลันตวาดไล่ด้วยความรำคาญ“ไสหัวไป!”
ทั้งที่เธอเป็คนหาเงินเข้าบ้านแท้ๆแต่กลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะกินข้าวสักมื้อ
เสี่ยวฮวาลุกขึ้นยืนโดยไม่เอ่ยคำใดแล้วก้าวเดินออกจากบ้านไปเงียบๆ
แต่ก็ไม่เป็ไรหรอกเธอเดินเตร่ร่อนเร่อยู่ข้างนอกสักพักรอจนได้เวลาอันสมควรค่อยไปที่บ้านของพี่เจียงก็ได้...
ทางด้านหลี่เสวี่ยเหลียนยังคงตื่นแต่เช้าตรู่ตามความเคยชินเธอต้มน้ำร้อนเสร็จก็เริ่มก่อไฟเตรียมมื้อเช้า
เสิ่นชิ่งหงลุกขึ้นมาเช่นกันเขาขยับเข้าไปใกล้พลางกดเสียงต่ำ “เมื่อคืนอาเหยาลุกขึ้นมาอาบน้ำตอนกลางดึกคุณได้ยินไหม?”
หลี่เสวี่ยเหลียนชายตาเขม่นมอง“หน้าร้อนคนจะอาบน้ำอาบท่า ฉันจะต้องไปเงี่ยหูฟังทำไมล่ะไม่ได้เป็บ้าสักหน่อย!”
เสิ่นชิ่งหงได้แต่เม้มปากอย่างอ่อนใจในฐานะพ่อสามีเขาไม่สะดวกจะซักไซ้เื่ในห้องหอของลูกนักแต่ผู้ชายที่ลุกขึ้นมาอาบน้ำกลางดึกแบบนั้นภรรยาของเขากลับไม่เข้าใจเลยว่ามันสื่อถึงอะไร...
คำพูดพรรค์นี้คนมีความรู้แบบเขาจะให้โพล่งออกมาตรงๆ ได้อย่างไรกัน!
หลี่เสวี่ยเหลียนผลักเขาออกด้วยความรำคาญ“ไปดูข้างนอกสิว่าแม่ไก่ออกไข่หรือยัง เก็บเอาไว้ให้อิ๋งอิ๋งกิน”
เสิ่นชิ่งหงทอดถอนใจทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเดินออกไปข้างนอก
เสิ่นเหยาก้าวออกจากห้องมาในสภาพสวมเสื้อคลุมไหล่วันนี้เขาตื่นสายกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อเห็นเสิ่นชิ่งหงกำลังเก็บไข่ไก่จึงร้องเรียก “พ่อครับ”
เสิ่นชิ่งหงรีบดึงตัวลูกชายไว้“คือว่า...”
เสิ่นเหยามองไข่ในมือพ่อ“จะเอาไปให้เจียงอิ๋งอิ๋งกินอีกแล้วหรือครับ?”
เสิ่นชิ่งหงพยักหน้าอย่างเป็เื่ปกติ“ก็ใช่น่ะสิ”
สีหน้าเสิ่นเหยาดูไม่สู้ดีนัก“พ่อครับ เหวินฉินกับเหวินชงกำลังโตพ่อเหลือไข่ไว้ให้พวกแกกินบ้างเถอะ”
เสิ่นชิ่งหงใจแป้วทันทีดูท่าเมื่อคืนจะไม่มีอะไรคืบหน้า
เขาจึงผลักเสิ่นเหยาออกอย่างขัดใจ“เ้าเด็กแสบสองคนนั้นน่ะ แค่ไม่กี่วันก็กินจนดูอ้วนขึ้นตั้งเยอะดูอิ๋งอิ๋งสิ แต่งเข้าบ้านมาน้ำหนักลดไปตั้งสองชั่งแล้ว!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่กำลังถักผมเปียอยู่เดินเข้ามาร่วมวงด้วย“พี่รอง พี่ไม่รู้หรอก เหวินฉินกับเหวินชงน่ะไม่ยอมกินเองหรอกนะพวกเขาบอกจะเก็บไว้ให้คุณอาสะใภ้!”
เสิ่นเหยาเหลือบมองประตูห้องที่ยังปิดสนิทของตนก่อนจะสะบัดตัวเดินออกจากบ้าน “ผมไปนาก่อนล่ะพวกพ่อกินกันไปเถอะ!”
เสิ่นชิ่งหงรีบะโไล่หลัง“ไม่กินข้าวก่อนหรือ?”
เสียงเสิ่นเหยาดังแว่วมาจากที่ไกลๆ“พกแผ่นแป้งไปแล้ว!”
เ้าลูกคนนี้นี่!เสิ่นชิ่งหงส่ายหน้า ครั้นพอจะหันหลังกลับ ก็ถูกป้าเสิ่นบ้านติดกันดึงตัวไปหา“ชิ่งหง พี่ต้องขอพูดกับนายหน่อยนะนายจะตามใจลูกสะใภ้จนเคยตัวไม่ได้นะ!”
เสิ่นชิ่งหงรู้สึกงุนงงอยู่บ้างแต่เห็นแก่ที่ป้าเสิ่นเป็พี่สะใภ้และปกติก็เป็คนน้ำใจงาม จึงฝืนใจถามไปว่า“พี่หมายความว่ายังไงครับ?”
“ฉันว่าเธอสอนหนังสือจนสมองเลอะเลือนไปแล้วแน่ๆ!”
ป้าเสิ่นจิ้มนิ้วลงบนไหล่เขาด้วยความเคือง“บอกมาซิ เมื่อวานบ้านเธอได้กินเนื้ออีกแล้วใช่ไหม?”
เสิ่นชิ่งหงเริ่มทำตัวไม่ถูกเขาถูมือไปมา “พี่ครับ ในบ้านมีเนื้อเยอะเลยแบ่งไปให้ทางบ้านเดิมของอิ๋งอิ๋งบ้าง ไว้คราวหน้าผมจะตักมาส่งให้พี่สักชามนะ...”
ป้าเสิ่นพ่นลมหายใจทิ้ง“ชิ่งหง นายเห็นฉันเป็คนยังไง? ฉันหมายความแบบนั้นที่ไหนล่ะฉันกำลังเตือนนายต่างหาก!”
“ได้กินเนื้อแทบจะทุกวันนี่กะจะล้างผลาญสมบัติเก่าตระกูลเสิ่นให้เกลี้ยงเลยหรือไง!”
เสิ่นชิ่งหงเริ่มเข้าใจเจตนาจึงหัวเราะแห้งๆ “พี่ครับเนื้อพวกนั้นอิ๋งอิ๋งเป็คนหามาทั้งนั้น...”
“ถึงเธอจะเป็คนหามาได้ก็ทำแบบนี้ไม่ได้!”
เสียงป้าเสิ่นเริ่มดังขึ้น“แต่งเข้ามาแล้วก็ถือเป็คนบ้านเดียวกันใช้ชีวิตแบบนี้มันจะไปรอดได้ยังไง?”
เสิ่นชิ่งหงกดเสียงต่ำลง“พี่ครับ ผมพูดตามตรงนะเมื่อวานน่ะมีห่านป่าตกจากฟ้ามาโดนตัวอิ๋งอิ๋งพอดี...”
ป้าเสิ่นฟังแล้วยิ่งโมโหจัดใบหน้าชรานั้นยับย่นเข้าหากันด้วยความโกรธเกรี้ยว “ชิ่งหงฉันหวังดีอยากจะเตือนให้ดูแลสะใภ้ใหม่ให้รู้จักประหยัดมัธยัสถ์!แต่นายกลับปั้นเื่หลอกเด็กมาอ้างกับฉันแบบนี้!”
“ทำไม? กลัวฉันจะไปฮุบเนื้อบ้านนายหรือไงกัน!”
เสิ่นชิ่งหงชะงักรีบอธิบาย “พี่ครับ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นมันเป็เื่จริง... วันก่อนที่ได้กินเนื้อก็เพราะมีกระต่ายป่าวิ่งมาอกอิ๋งอิ๋งเข้าพอดี...”
“ได้! ฉันมันคนปากมากเอง ต่อไปเื่บ้านนาย ต่อให้ถล่มทลายลงมาฉันจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่งอีกเลย!”
ป้าเสิ่นหน้าตึงทันทีเธอสะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านตนเองไป
เสิ่นชิ่งหงได้แต่มองตามอย่างจนใจเขาก็พูดความจริงทุกคำแท้ๆ! นี่เห็นว่าเป็พี่สาวตัวเองหรอกนะถึงได้ยอมเล่าให้ฟังถ้าเป็คนอื่นเขาไม่มีทางบอกแน่!
แต่กลับไม่มีใครเชื่อเขาเลยสักคน!
เสียงจากข้างนอกดังลอดเข้ามาเล็กน้อยประกอบกับเมื่อคืนเข้านอนแต่หัวค่ำวันนี้เจียงอิ๋งอิ๋งจึงลืมตาตื่นก่อนเจ็ดโมงเช้าเป็กรณีพิเศษ
เธอผลักประตูเดินออกมาเห็นหลี่เสวี่ยเหลียนกำลังก่อไฟอยู่ จึงรีบเข้าไปประจบประแจง“คุณแม่คะ ให้หนูช่วยทำกับข้าวนะ!”
ไอ้คำว่า‘ช่วยทำกับข้าว’ นี่เธอพูดกรอกหูมาหลายครั้งแต่ความจริงยังไม่เคยได้หยิบจับอะไรเป็ชิ้นเป็อันเสียที...
และก็เป็ไปตามคาดหลี่เสวี่ยเหลียนปรายตามามองแล้วเอ่ย “ไม่ต้องถึงมือลูกหรอกจ้ะ!”