บทที่217ทำลายผาอดีต!
ยามเฉิน (07.00 – 08.59 น) แห่งฟ้าสาง เป็นฤกษ์งามยามดีต่อพิธีมหามงคลเทียมเกวียนที่ประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดา รวมถึงของมีค่าหายากที่ลากด้วยอาชาชั้นดีได้เคลื่อนเคียงคู่บรรจบกันสู่เขตหวงห้ามอันเป็นสถานที่จัดงานระหว่างการเคลื่อนไปของรถม้าเทียมเกวียน มีมโหรีบรรเลง พลุไฟอึกทึก เสียงโห่ร้องชื่นมื่นยินดีรถม้าเทียมเกวียนสองคันที่เคียงคู่ไม่ว่าจะเคลื่อนผ่านฝูงชน ณ บริเวณใด คนที่เข้ามาร่วมงานเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่หมอบกราบต่อบารมีแห่งสมมุติเทพที่พวกมันเคารพยำเกรง
รถม้าเทียมเกวียนอันหรูหรายิ่งใหญ่สองคันนี้ไม่เพียงวิ่งออกมาจากวิหารภายในนิกายเทวะวจนะแล้วมุ่งสู่เขตหวงห้ามเท่านั้น แต่มันได้เคลื่อนไปรอบๆนิกาย พบปะกับฝูงชนที่หลั่งไหลมาร่วมแสดงความยินดี สร้างความปราบปลื้มปิติแก่คนเหล่านั้นยิ่งไม่ต้องบอกก็รู้ ไม่ต้องดูก็เห็น ภายในรถม้าเทียมเกวียนที่หรูหราเช่นนั้น ประดับผ้าสีแดงอันเป็นสีแห่งมหามงคลเช่นนั้นย่อมเป็นคู่บ่าวสาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพีแล้ว
ภายในเทียมเกวียนแต่ละคันย่อมถูกโดยสารมาด้วยมหาเทวะเทียนหมิงกับไป๋เหิ่นซิน
ไม่คิดว่าหลังจากการเก็บตัวมาอย่างยาวนานของมหาเทวะนอกจากจะมีคำสั่งจัดมหาพิธีมงคลสมรสราวสายฟ้าแลบแล้ว มันยังแสดงน้ำใจที่ราวกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ต่อประชาชนรวมถึงศิษยานุศิษย์ของมันอย่างเท่าเทียมอีกสร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่คนเหล่านั้นเป็นอย่างมาก พวกมันเป็นเพียงดิน ได้แหงนมองฟ้าก็นับว่ามากพอแล้วทว่าวันนี้ฟ้ากลับลดตัวลงมาจนแทบจรดพื้นดินอย่างพวกมัน ให้พวกมันได้มีโอกาสได้สัมผัสกับฟ้าอย่างชิดใกล้ขึ้นนี่จะไม่นำพาความซาบซึ้งใจและความเคารพศรัทธาได้อย่างไร
รถม้าเคลื่อนผ่านฝูงชนที่ตั้งแถวรายรอบนิกายเทวะวจนะกินเวลาไปถึงสองชั่วยามเต็มจึงมุ่งหน้าสู่เขตหวงห้าม ฤกษ์งามยามดีแห่งมหามงคลได้ผ่านไปแล้วกับการพบปะฝูงชนแต่มหาเทวะเทียนหมิงหาได้สนใจไม่ เพราะหนึ่งในการพบเจอผู้คนถือเป็นฤกษ์อันสำคัญที่จัดอยู่ในพิธีการด้วยเช่นเดียวกัน
น้ำตาแห่งความปลื้มปิติจึงไหลนองไปทั่วปฐพีหลายผู้นั้นลืมไปแล้วว่าพวกมันเคยต้องกรีดเลือดเฉือนเนื้อเพื่อส่งเครื่องบรรณาการให้แก่มหาเทวะผู้นี้มากเพียงไหนบางคนถึงกับลืมไปแล้วว่าความทุกข์ยากที่เคยได้รับนั้นมากเกินกว่าการพบปะจะช่วยเยียวยาได้แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าของมหาเทวะเทียนหมิง ต่อหน้าความเมตตาของผู้อยู่จุดสูงสุด ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่เหนือคำบรรยายสิ่งเหล่านั้นคล้ายได้รับการกลบลบจนสลายหายไปแล้ว
แววตาที่คมกล้าสุกใส มองผ่านม่านหน้าต่างสีแดงที่อยู่บนรถคนอยู่ในชุดแดงลวดลายสีทองอันโดดเด่นเป็นสง่า ขลับเข้ากับรูปร่างใบหน้าที่ราวกับเซียนผู้หลุดพ้นจากจินตนาการไปไกลไม่ว่ามองมุมใดร่างนี้ก็ไร้ที่ติ ราวกับหยกสวรรค์สลักอย่างประณีต และด้วยเพราะเป็นหยกสลักอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ จึงค่อนข้างเย็นชายากเข้าถึง ตลอดรายทางที่มันมองผู้คนสรรเสริญหมอบกราบมันก็เพียงใช้สายตามองด้วยความเรียบเฉย ไม่มีความชื่นชม แต่ก็มิได้ดูแคลน สายตานี้มีแต่เพียงความว่างเปล่าเป็นสายตาของผู้ที่หลุดพ้นกิเลสทั้งสี่ไปแล้ว
มันก็คือมหาเทวะเทียนหมิง
รถม้าของมหาเทวะเทียนหมิงมีม้าชั้นดีลากจูงสามตัวมีผู้คุมบังเหียนม้าสามคนคอยควบคุม ซึ่งผู้ที่มีโอกาสได้ควบคุมม้าให้แก่มหาเทวะเทียนหมิงจะเป็นใครไปไม่ได้หากมิใช่สามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเทวะวจนะเสมอมาสามผู้เฒ่าหากไม่บังเกิดเรื่องจะไม่โผล่หัว แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมหาเทวะแม้เป็นเพียงแค่เรื่องเศษเสี้ยวพวกมันก็จะมาในทันที
ส่วนรถม้าอีกหนึ่งก็ไม่ถือว่าน้อยหน้า เพราะผู้คุมบังเหียนม้าเป็นถึงธรรมบาลมุทราผู้มีตำแหน่งไม่อ่อนด้อยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของผู้ที่อยู่ในรถม้าถึงขั้นไหน ไป๋เหิ่นซินนอกจากจะเป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของนางนางยังมองไป๋เหิ่นซินมิต่างจากบุตรีในไส้ วันสำคัญของศิษย์รักเช่นนี้ นางจึงไม่ห่วงสถานะอาสาเป็นคนคุมบังเหียนม้าด้วยตนเอง
รถม้าที่ยิ่งใหญ่และวิจิตรงดงามมากที่สุดเคลื่อนสู่เขตหวงห้ามอันเป็นสถานที่จัดพิธีแขกเหรื่อในงานก็ล้วนแล้วแต่ต้องยืนขึ้นโน้มศีรษะอย่างพร้อมเพรียง มีเพียงเสียงประทัดและพลุไฟที่ยังอึกทึกครึกโครมเมื่อรถม้าสองคันหยุดเคลื่อนที่ เสียงนั่นค่อยหยุดตามในบัดดล
พีธีมงคลสมรสบริเวณตรงข้ามผาอดีตจึงเริ่มต้นม่านมู่ลี่สีแดงสดของรถม้าถูกชนชั้นสูงที่เป็นข้ารับใช้ค่อยๆ คลี่ออก เผยให้เห็นร่างอันสง่างามโดดเด่นของบุรุษหนุ่มเยื้อย่างมหาเทวะเทียนหมิงผู้นี้มีอายุยากคาดเดา ไม่มีใครทราบถึงอายุขัยการดำรงอยู่ของมัน เพียงแต่เมื่อพบใบหน้ากลับดูเยาว์วัยเหมือนพึ่งมีอายุยี่สิบเศษความหล่อเหลาคมคายมิอาจพรรณา เพียงแต่ใบหน้าที่เรียบเฉยราวกับไร้ความรู้สึกนั้นทำให้มันขาดเสน่ห์แรงดึงดูดไปแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกภายใต้ชุดคลุมแดงลวดลายสีทองเช่นนี้ ก็ทำให้มันดูโดดเด่นจนยากหาสิ่งใดเปรียบแล้ว
“เป็นวาสนายิ่งนักที่มีโอกาสได้เห็นท่านมหาเทวะเทียนหมิงตัวเป็นๆ”
“ดูท่านมิต่างจากองค์เทพในตำนานเลย"
“ช่างน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดล้วนเป็นประโยคที่ชมเชยยกย่องจึงไม่มีศิษยานุศิษย์คนไหนขัดขวางชาวบ้านมิให้พูด เช่นนั้นความสงบยังคงอยู่ พิธีการยังคงดำเนินไปการจัดพิธีก็แสนเรียบง่ายไร้ขนบประเพณี มหาเทวะเทียนหมิงกำหนดเช่นไรก็เป็นไปตามนั้นไม่มีใครกล้าแย้งหรือถกเถียง
ที่รถม้าของไป๋เหิ่นซิน ม่านมู่ลี่สีแดงถูกเลิกขึ้นด้วยธรรมบาลมุทราส่งให้ไป๋เหิ่นซินในชุดแต่งงานสีแดงก้าวเดินลงมาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว เสมอมาไป๋เหิ่นซินเพียงทาเครื่องแป้งก็ส่งเสริมให้คนงดงามยากหาใดเปรียบแล้วมาวันนี้แต่งองค์ทรงเครื่อง พร้อมด้วยการประทินโฉมเป็นอย่างดี นางจึงยิ่งงดงามจนสะกดสายตาของทุกผู้บุรุษทุกคนไม่ว่าจะเด็กหรือชราล้วนมองนางตาเป็นมัน ในใจนึกอิจฉามหาเทวะเทียนหมิงที่ได้นางไปเป็นคู่ครองแต่เมื่อมองอย่างไม่อคติ นับว่าคนทั้งสองนี้เหมาะสมกันยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยก สมกับเป็นคู่บ่าวสาวแห่งปฐพีอย่างแท้จริง
มหาเทวะเทียนหมิงมองไป๋เหิ่นซินก้าวเดินมายังตนด้วยแววตาที่เรียบเฉยไม่รู้ว่ามันมีความคิดใด รู้สึกชื่นชอบชื่นชมนางอยู่หรือไม่ แววตาคู่นั้นราวกับมองว่าทุกสิ่งเป็นอากาศตัวตนที่แม้จะงดงามปานเซียนฟ้ามาจุติเองก็เป็นดั่งอากาศ
ไป๋เหิ่นซินเองก็มองตอบกลับแววตาที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ความรู้สึกนั่นนางพินิจมองอย่างถ้วนถี่ ทุกฝีก้าวที่ใช้ออกล้วนจับจ้องมิวางตา ภายนอกนั้นแสดงออกราวกับว่านางถูกความหล่อเหลาของคนตรงหน้าสะกดมีเพียงมหาเทวะที่มองออก ว่าสายตาคู่นั้นก็มีความเย็นชาไร้ความสนใจต่อสิ่งรอบข้างเช่นเดียวกับตนแต่ที่แตกต่างก็คือความแค้นที่ลุกโชนผ่านนัยน์ตาคู่นั้นยังมิอาจลดทอนได้
มหาเทวะเทียนหมิงมองสายตาที่เย็นชาจนราวกับไร้จิตใจนั่นพลางกล่าวว่า
“เหมาะสมแล้วที่ข้าเลือกเจ้า"
กล่าววาจาไปพลาง ฝ่ามือก็ยื่นออกไปค้างกลางอากาศด้านหน้าของไป๋เหิ่นซินไป๋เหิ่นซินมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมยื่นฝ่ามือออกไปกำชับฝ่ามือขาวซีดนั่นแล้วมหาเทวะก็จูงมือนางเดินไปตามเส้นทางที่ถูกประดับประดาไว้ ผ่านสายตาและคำชื่นชมของผู้คนจากนั้นไปยืนอยู่จุดกึ่งกลางตรงข้ามผาอดีต
ตอนนี้บริเวณผาอดีตไร้ซึ่งการป้องกันใด ไร้ซึ่งเขตค่ายกลหรือการวางกับดักมีเพียงมหาเทวะเทียนหมิงกับไป๋เหิ่นซินที่ยืนอยู่เท่านั้น บริเวณแขกเหรื่อถูกแยกห่างมหาเทวะคล้ายต้องการความเป็นส่วนตัวกับว่าที่ภรรยา พวกมันจูงมือกันไปบริเวณหน้าผา ไม่รู้ว่ามีคำพูดใดเกิดขึ้นไม่รู้ว่ามหาเทวะจะพ่นคำหวานหรือคำขอบคุณใด ไม่มีผู้ใดจะได้ยินนอกเสียจากไป๋เหิ่นซินที่อยู่ข้างกายนั้นด้านไป๋เหิ่นซินเองก็รับรู้เช่นเดียวกับทุกคน ตั้งแต่คำกล่าวประโยคแรกของมหาเทวะ นางก็ยังไม่เคยได้ยินน้ำเสียงของมหาเทวะเทียนหมิงอีกแม้เพียงครึ่งคำไม่เห็นสีหน้าหรือลักษณะอาการใดของมหาเทวะด้วยซ้ำ พิธีการใดก็หยุดอยู่แต่เพียงความเงียบพร้อมกับมือที่จูงตนมายังหน้าผาแห่งนี้ไป๋เหิ่นซินหรี่ตา มหาเทวะเทียนหมิงจึงหยุดยืนแล้วค่อยกล่าวอีกประโยค
“เจ้ามิต้องสงสัยไป ในเมื่ออีกประเดี๋ยวก็จะเป็นสามีภรรยากันแล้วพวกเราย่อมเป็นคนๆ เดียวกัน"
คำกล่าวที่เรียบเฉยนี้สร้างความไม่เข้าใจต่อไป๋เหิ่นซินมิน้อยก่อนมหาเทวะเทียนหมิงจะปล่อยมือนาง พลางหันไปมองผาอดีตตรงหน้าและยกมือขึ้นช้าๆ เห็นมือที่ขาวซีดยกขึ้นอีกหนสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ที่คุมบังเหียนม้าก็หายไป มีเพียงเสียงระฆังดังเหง่งง้างขึ้นมาอีกรอบราวกับเสียงอวยพรจากแดนสวรรค์จากนั้นก็พลันมีคลื่นลมที่พัดพริ้วจากแดนตะวันออกปกคลุมไปทั่วปฐพี
คลื่นลมนี้ดูบางเบาเย็นสบาย ทำให้ผู้คนมากมายล้วนเคลิบเคลิ้มผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกแต่ท่ามกลางความผ่อนคลายของหลายคน ความตรึงเครียดจริงจังก็ปรากฏ ทันทีที่สามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์หายไปจากบริเวณเมื่อมิอาจสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของพวกมันในระยะอันใกล้ แม้จะสร้างความสงสัยแก่ธรรมบาลปัญญาทว่านี่ก็คือโอกาส!
พิธีมหามงคลสมรสยังมิได้ดำเนินต่อ เสียงของธรรมบาลปัญญาก็กระตุ้นขึ้นงอบที่สวมอยู่บนศีรษะพัดพลิ้วไปตามการหมุนเวียนของพลัง ค่ายกลปาฏิหาริย์ที่มันลอบวางไว้ตลอดเวลาเจ็ดวันได้ถูกกระตุ้น!
“ตอนนี้!”
ธรรมบาลปัญญาคำรามก้อง ตั้วซุนหงที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อก็จับประสาททางกลิ่นเพื่อแยกทิศทางก่อนทะยานกายมุ่งเข้าหาผาอดีตอย่างรวดเร็ว
“ข้ารอเวลามาเนิ่นนานแล้ว วันที่ข้าจะแก้แค้นนิกายชั่วแทนนาง!”
ค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ของธรรมบาลปัญญาก่อเกิดเป็นเส้นสายถักทอขัดขวางมิให้คนจากนิกายเทวะวจนะลงมือได้รอจนค่ายกลหมากกระดานบนฝ่ามือของตั้วซุนหงถูกปลดปล่อยนำมาใช้ แรงกดดันมหาศาลกดทับเข้าใส่มหาเทวะเทียนหมิงค่ายกลอีกระลอกของธรรมบาลปัญญาค่อยผุดขึ้น
ผืนนภาที่สว่างด้วยแสงแห่งอาทิตย์ บัดนี้ราวกับมีอาทิตย์อีกดวงมาประชันขันแข่งนี่คือดวงอาทิตย์จากค่ายกลปาฏิหาริย์ที่ธรรมบาลปัญญาสร้างขึ้น มันทุ่มพลังทั้งหมดภายใต้การโจมตีนี้เป้าหมายมิใช่มหาเทวะเทียนหมิง
เป้าหมายของมันคือผาอดีต!
“รับความแค้นของข้าไปซะ!”
ตั้วซุนหงเองก็ระเบิดพลังถึงขั้นสุด หมากขาวในมือเพิ่มเท่าทวีคูณหมากขาวหนึ่งตัวที่ใช้แทนมหาเทวะเทียนหมิงถูกบดขยี้ ร่างของมหาเทวะเทียนหมิงจึงแตกดับในทันตา
การผสานพลังค่ายกลของสองสุดยอดผู้มีปัญญาระดับสูงแห่งยุคสามารถจัดการมหาเทวะเทียนหมิงได้ภายในพริบตา!
เหล่าศิษยานุศิษย์ที่สามารถทำลายค่ายกลกักขังได้บางส่วนต่างตะโกนก้องเสียงดังใส่ธรรมบาลปัญญาพร้อมปลดปล่อยพลังวจนะหลากวิถีอย่างรวดเร็ว
“ท่านมหาเทวะ!”
“เจ้าธรรมบาลปัญญาชั่ว!”
“สังหารคนทรยศ!”
ธรรมบาลปัญญาหวังผลลัพธ์เพียงหนึ่งเดียว มันไม่สนมวลพลังหลากหลายสายที่แผ่พุ่งมายังตนมันเพียงทุ่มวจนะปัญญาไปกับดวงอาทิตย์ที่กำลังตกจากฟากฟ้าลูกนั้น
“ผาที่น่ากลัวนั่น หากจะทำลายมีเพียงแก่นฐานแห่งดวงอาทิตย์กาลเวลาเมื่ออยู่ภายใต้การแผดเผาย่อมมิอาจหมุนวน นี่คือสิ่งที่จะหยุดผาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความขัดแย้งนี้ได้"
ผาแห่งนี้อัดแน่นไปด้วยจิตวิญญาณและความแค้นของผู้ตายเหล่าผู้ฝึกญาณที่แตกต่างล้วนถูกเข่นฆ่าเพื่อเติมเต็มความต้องการของมหาเทวะ ผาอดีตไม่รู้จะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใดไม่รู้ว่าถูกสร้างด้วยจุดประสงค์ใด ทว่าวันนี้ต้องเป็นจุดจบของมัน
ผาอดีตต้องหายไปจากปฐพี!