สามัญสำนึกของดยุกหมูอ้วน

    ตอนที่เก้าสิบแปด Victory tasted like defeat

    ตอนที่เก้าสิบแปด Victory tasted like defeat

    ผมกำลังคิดถึง Victory tasted like defeat ชัยชนะที่ไม่ต่างกับการพ่ายแพ้

    หากความเสียหายมากเกินไปนั้นอาจจะเป็นชัยชนะในการศึกแต่แพ้ในสงครามทั้งหมด

    การทำสงครามกับพวกดาร์กเอลฟ์นั้นไม่น่าจะใช่เรื่องง่าย

    ทางเทคนิค ดยุกหมูอ้วนก็เหมือนกับคอยให้นางเอกอย่างมาเรียเก็บเลเวลก่อนและคอยมาจัดการตอนที่ต่างฝ่ายต่างอ่อนแอแล้ว

    แต่ว่าผมนึกเรื่องของการรวมทัพพันธมิตรฝ่ายมารมากกว่า

    หากปล่อยให้ฝ่ายมารรวมทัพกันได้

    แม้ดยุกหมูอ้วนอย่างผมจะชนะแต่ชัยชนะและความเสียหายคงเหมือนกับพ่ายแพ้นั่นเอง

    หากความขัดแย้งนั้นกินวงกว้างมากและจำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามมากเกินไป

    การพยายามลงมือกับสายดาร์กเอลฟ์ที่เชี่ยวชาญเวทมนตร์ที่สุดน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

     

    ตามสูตรการเล่นเกมส์ของผม

    “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเสียหายมากแค่ไหนหยุดยั้งการร่ายพิธีของฝ่ายศัตรูเอาไว้ก่อน”

    เพราะหากเรามัวแต่พะวงเรื่องความเสียหายของกองทัพอยู่

    แต่ปล่อยให้ฝ่ายศัตรูสามารถทำพิธีได้สำเร็จ

    ความเสียหายของกองทัพเราจะมากกว่าหลายเท่า

    เช่น เวทย์ความมืดหรือดูดพลัง drain ที่โจมตีได้ทั้งกองทัพ

    ในเกมส์ยังเป็นปัญหายุ่งยากที่ทำให้พลังของทั้งกองทัพลดลงเรื่อยๆ

    ไม่ต้องพูดถึงในโลกความจริงตอนนี้ที่ผมจินตนาการได้เลยว่าน่าจะเห็นเพื่อนที่อยู่รอบข้างล้มลงเรื่อยๆแน่นอน

    ทหารที่โดนอย่างนั้นคงเสียกำลังใจมากเป็นแน่และคงต้องใช้คนระดับมาเรียหรือกริฟกาเรี่ยน

    ปลุกใจให้สู้ต่อไปถึงจะพอเคลื่อนทัพสู้ต่อไปได้

    และไม่ต้องพูดถึงเวทย์ระดับพิธีกรรมที่สามารถ”คืนชีพท่านผู้นั้น”

    หาก”ท่านผู้นั้น”คืนชีพได้ก่อนกำหนดล่ะก็โลกก็ตัดเข้าฉากคัทซีนเกมส์โอเวอร์ได้เลยทีเดียว

    จะเห็นได้ว่ามันไม่มีวิธีที่ดีในการที่จะรับมือกับคนใช้เวทย์ได้

    ที่เราทำได้ก็แค่ทำให้ความเสียหายจบโดยไวที่สุดเท่านั้นหากต้องสู้กับเผ่าพันธุ์ที่ใช้เวทย์นั่นเอง

    Victory will tasted like defeat

    ชัยชนะที่รสชาติเหมืนความพ่ายแพ้จะเกิดขึ้นได้ในกรณีนี้นั่นเอง

    แต่ว่าเจอกับสายเวทย์เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลงมือด้วยความรวดเร็วที่สุด อย่าให้อีกฝ่ายมีโอกาสใช้เวทย์ได้หรือได้ไอเท็มที่ทำพิธีสำเร็จ

    ชัยชนะของคนไม่เท่ากัน

    เหตุการณ์ในสงครามก็คงเปลี่ยนแปลงมากมายผมอาจจะผิดพลาดในการตัดสินใจก็ได้แต่ว่า

    การผิดพลาดในการทำสงครามกับออร์คหรือสายที่ไม่ใช้เวทย์ยังพอแก้ไขได้ด้วยกำลังคนและความเก่งกาจเฉพาะบุคคลของแม่ทัพ

    แต่หากมีการใช้เวทย์สำเร็จอะไรก็เกิดขึ้นได้เราไม่อาจคาดการณ์อะไรได้เลย

     

    กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง

    Cal Aid

    จงมาเจ้าพวกขี้ข้า

    เซบาสเตียนมาหาผมด้วยความว่องไว

    ผมสั่งอย่างเรียบๆ

    “ไปซื้อตัวนินจามาและหน่วยฮัสซัสซินที่ถูกตามล่า บอกว่าข้ามีงานให้ทำและให้ที่อยู่แก่พวกเขาบนหุบเขาแต่งานเสี่ยงอันตรายมาก อาจจะถึงตายได้จนหมดหากพวกเขารับงานนี้แต่หากเสียชีวิตข้าจะให้เงินคนละหมื่นทองคำหากทำสำเร็จ หากล้มเหลวจะให้ศพละหนึ่งพันทองคำ”

    “ทราบแล้วขอรับ”

    “เจรจากับพวกเขาด้วยว่าข้าจะให้พื้นที่ลับในหุบเขากับพวกเขาหากพวกเขาฝึกสอนหรืออย่างน้อยส่งคนที่สามารถต่อสู้กับพวกดาร์กเอลฟ์ได้”

    ลูกน้องรับคำ

    หนึ่งในแกรนด์มาสเตอร์ของฮัสซัสซินคือดาร์กเอลฟ์ปลอมตัวมา

    แต่ว่าผมไม่อยากทำอะไรผลีผลาม

    การต่อสู้กับพวกดาร์กเอลฟ์หากเป็นในวงจำกัดพวกเขาก็พร้อมที่จะฆ่ากันเอง

    การเปิดสงครามอาจจะทำให้ผมโดนฆ่าได้

    แต่ผมคิดว่าหนทางเดียวที่จะป้องกันดาร์กเอลฟ์ได้คือคนที่มีคาถาป้องกันและคืนชีพได้อย่างมาเรียเท่านั้น

    แต่ก่อนที่จะเปิดสงครามเต็มรูปแบบผมสามารถใช้งานดาร์กเอลฟ์บางส่วนลงมือกับศัตรูกลุ่มอื่นได้อยู่

    มันคือการเล่นกับไฟ

    แต่อย่างน้อยผมอยากดูด้วยตาตนเองว่าความสามารถของแกรนด์มาสเตอร์ดาร์กเอลฟ์มีระดับไหน

    และผมจะปั้นมาเรียให้เป็นสุดยอดมือสังหารได้ก่อนที่จะก่อสงครามหรือไม่?

    แต่ก่อนอื่น

    เพี๊ยะ

    เพี๊ยะ

     บุฮิ บุฮิ บุฮิ

    ในห้องลับที่เอาไว้ใช้เฆี่ยนตีทาสสาวของผมหญิงสาวคนหนึ่งผมดำท่าทางเหมือนเด็กใส่ชุดว่ายน้ำโรงเรียนโดนผมเฆี่ยนอยู่

    บุฮิ เชื่อฟัง

    บุฮิ เชื่อฟัง

    ผู้ที่อยู่ในร่างของเด็กสาวม.ต้นในชุดว่ายน้ำสีดำคือร่างจำแลงของหนึ่งในสี่สัตว์เทพเก็นบุนั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องสามัญสำนึกของดยุกหมูอ้วน ที่คุณอ่าน