ตอนที่ 1 เริ่มตำนาน
"สำเร็จ ในที่สุดก็ได้ชิงหลง (อสูรัฟ้า) แล้ว"
เอี้ยก้วยกำลังดีใจบ้าทะลุสมุดขีด หลังจากตนเองได้ออกเดินทางตระเวณหามาทั่วยุทธภพแล้ว จนสามารถค้นพบที่อยู่ของชิงหลง
หลังจากต่อสู้กับชิงหลงเป็เวลานาน สุดท้ายเอี้ยก้วยก็สามารถชิงหลงได้เป็ผลสำเร็จ
"เอาละ ทีนี้อสูรในตำนานทั้งสี่ก็ตกอยู่ในมือของข้าแล้ว"
"ในเมื่อข้าก็มีอสูรในตำนานทั้งสี่แล้วขอทดสอบพลังดูเลยละกัน"
เอี้ยก้วยตัดสินใจใช้วิชาถนัดของตัวเองทำการผสานสัตว์อสูรในตำนานทั้งสี่ภายในร่างพร้อมกัน
พลังทั่วร่างเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน พลังงานมหาศาลกำลังเอ่อล้นออกมาสู่ภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ
"ฮ่าๆๆ รู้สึกถึงขุมพลังมหาศาลที่เหนือทุกสรรพสิ่งไหลเวียนอยู่ในร่างกายข้าเลย นี้สินะพลังของสัตว์อสูรในตำนานทั้งสี่"
แต่พลังที่ไหลเวียนภายในร่างกายก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
ตอนนี้เอี้ยก้วยรู้สึกถึงพลังงานความร้อนที่แผดเผาภายในร่างกายขึ้นมาแล้ว อาการเ็ปแสนสาหัสปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ร่างกายที่บึกบึนของเอี้ยก้วยก็เริ่มขยายมากขึ้นอย่างผิดมนุษย์มนาเหมือนลูกโป่ง
เอี้ยก้วยไม่รอช้าและรีบแปลงร่างเป็รูปแบบสัตว์อสูรทันที แม้จะแปลงร่างเป็รูปแบบสัตว์อสูรแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าร่างกายจะหยุดขยายใหญ่ขึ้น
"นี้มันอะไรกัน จูเชว์ (หงส์แดง) มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายข้ากัน"
เอี้ยก้วยถามอสูรในตำนานอีกตน ซึ่งเป็อสูรที่สนิทแล้วไว้ใจมากที่สุดในบรรดาอสูรที่เอี้ยก้วย
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันนายท่าน ข้าไม่เคยเจุ์ที่สัตว์อสูรในตำนานอย่างพวกเราได้ครบทั้งหมดสี่ตนแบบนี้มาก่อนเลย เหตุการณ์แบบนี้ข้าก็เพิ่งเคยเจอเป็ครั้งแรก"
หงส์แดงตอบคำถามอย่างจริงจังด้วยน้ำเสียงที่หดหู่ราวกับจนปัญญาที่จะหาชี้แนะให้เ้านายได้ในเวลานี้
"ว่าไงนะ ขนาดเ้ายังไม่รู้งั้นรึ" พอได้ฟังคำตอบเอี้ยก้วยหาทางแก้ปัญหาเอาเองทันที "ข้าจะไม่ทางยอมตายแบบนี้เด็ดขาด"
ครืน
เอี้ยก้วยที่ฝืนพยายามหยุดยั้งการขยายขนาดร่างกายเริ่มบวมและใหญ่มากขึ้นเรื่อยเต็มที่จนวินาทีสุดท้าย กระทั่งเอี้ยก้วยได้มาถึงขีดจำกัดของขนาดร่างกายที่สามารถทานทนไหว
บึ้ม
เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวจนสั่นสะท้านฟ้าดินและโลกต้องสั่นะเื
.....
"เอ้ ฟื้นขึ้นมาสิ เ้าขยะจะนอนอีกนานไหม"
"ใช่ๆ ลูกพี่เรียกแกแล้ว ก็รีบลุกขึ้นมาได้แล้ว อย่างมัวแกล้งสลบแบบนั้น"
"ลูกพี่ ข้าว่ามันแปลกนะ มันไม่ขยับมาตั้งนานแล้ว หรือว่ามันตายไปแล้ว"
"บ้าน่า ต่อให้มันมีร่างกายอ่อนแอแค่ไหน แต่มันไม่น่าจะตายง่ายแบบนั้น"
"งั้นเ้าลองไปเช็ดดูสิ ว่ามันตายแล้วรึยัง"
"เอ๊ะ ข้าหรอ"
"ใช่สิ ก็ข้าใช้แกแล้วจะให้เป็ใครอีกละ เร็วเข้ารีบไปเช็ดมันดูเดี้ยวนี้เลย หรือว่าแกอยากจะไปนอนแบบมันละ"
"ได้ลูกพี่ ข้าจะไปเช็ดดูให้เดี้ยวนี้"
"ลูกพี่ มันไม่หายใจแล้ว ทำไงดีลูกพี่"
"ว่าไงนะ งั้นปล่อยมันไว้ที่นี้ พวกเรารีบไปกันเหอะ ก่อนที่จะมีใครมาเห็นเข้า"
"แต่ลูกพี่ จะปล่อยศพมันไว้แบบนี้จะดีหรอ"
"ช่างมัน ในป่าแห่งนี้ตอนกลางคืนจะมีสัตว์อสูรออกมาเดินเพ่นพ่านเยอะ ปล่อยให้มันเป็อาหารของสัตว์อสูรไป จะได้ไม่มีใครสงสัยน่ะดีแล้ว"
"สมกับเป็ลูกพี่ของเรา ลูกพี่ช่างหลักแหลมเสียจริง"
"ฮ่าๆๆๆ มันแน่นอนอยู่แล้ว ข้าคนนี้ต้องฉลาดกว่าพวกแกอยู่แล้ว งั้นรีบไปกันได้แล้ว"
"....."
"อือ เสียงเอะอะโวยวายอะไรกันเนี่ย คนจะหลับจะนอน"
เอี้ยก้วยลืมตาตื่น หลังจากได้ยินเสียงกลุ่มเด็กหัวโจกที่พูดคุยกันเสียงดังจนทำให้ตัวเองต้องตื่นขึ้นมาในที่สุด
"พวกเด็กเปรตพวกนั้นเป็ใครกัน แล้วทำไมถึงบังอาจมาแช่งว่าข้าตายกัน ริอาจกล้ามาแช่งข้าคนนี้เชียวงั้นรึ แถมยังจะให้ข้าเป็อาหารสัตว์อสูรอีกด้วย ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงซะแล้วเด็กน้อย"
เอี้ยก้วยกำลังมองไปยังทิศทางกลุ่มเด็กหัวโจกที่กำลังเดินจากไปด้วยสายตาฆาตกรรมรุนแรง หลังจากที่ตนต้องมาโดนเหยียดหยามจากเด็กรุ่นลูกถึงขนาดกล้ามาสาปแช่งเอี้ยก้วยคนนี้
แม้ไม่รู้ว่าเด็กเปรตพวกนี้เป็ใคร แต่ตัวเองคือบุคคลอันดับหนึ่งที่ได้รับการยกย่องเทิดทูนจากผู้คนนับล้าน ไม่ว่าเอี้ยก้วยจะไปที่ไหน ทุกคนต้องต่างพากันเคารพนับถือและยำเกรงทั้งสิ้น แม้อีกฝ่ายจะมีฐานะเป็กษัตริย์ เ้าเมือง ผู้ครองทวีป ต่างต้องเกรงอกเกรงใจและมาเลียแข้งเลียขากันทั้งนั้น
แต่มาวันนี้เอี้ยก้วยกลับถูกเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมและไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อนดันบังอาจมาแช่งตัวเอง