หยางเทียนไม่สามารถปกปิดใบหน้าอันตื่นเต้นยินดีได้อีกต่อไปคนพลันปรากฏรอยยิ้มสดใสออกมาสายหนึ่งก่อนจะกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งและจริงใจเป็นที่ยิ่งแก่หัวหน้าตระกูลหยางในยามนี้
“เช่นนั้นท่านหัวหน้าตระกูลผู้เยาว์ขอยืมทักษะหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรและ เคล็ดท่าร่างส่งเสริมความเร็วบางจำพวกแก่ตัวข้าเลยได้หรือไม่” เด็กน้อยพลันกล่าวใช้สิทธิ์ของตนในการหยิบยืมตำราทักษะในทันทีเนื่องด้วยยามนี้จะกล่าวว่าหยางเทียนมีเพียงทักษะเดียวในการต่อสู้ก็ไม่ผิดนัก
ทุกครั้งที่เด็กน้อยเข้าต่อสู้จะใช้ออกด้วยทักษะโคจรสมุทรเพื่อสร้างลมปราณแห่งลักษณ์ธาตุน้ำผนวกกลับท่วงท่ากลืนสวรรค์รวมกลิ่นอายแห่งฟ้าและดินสร้างออกด้วยสรรพอาวุธจากธาตุวารีอันลึกล้ำสายหนึ่ง หากมันไม่มีเคล็ดวิชาท่วงท่ากลืนสวรรค์แล้วละก็ชัดเจนว่าตัวมันคงทำได้เพียงสร้างลักษณ์แห่งน้ำครอบคลุมตัวอย่างเดียวเพียงเท่านั้น
หยางลู่จิวไม่กล่าววาจาตอบใดใดแก่เด็กน้อยตรงหน้ามันเพียงโบกมือทีหนึ่งตำราทักษะพลันปรากฏออกมาจากแหวนมิติสู่สายตาของหยางเทียนในยามนี้ หากแต่ที่ปรากฏกลับมีถึงสี่ตำราด้วยกัน
ไม่ต้องให้หยางเทียนรั้งรอท่าทีใดใดหัวหน้าตระกูลหยางพลันเคลื่อนลมปราณเล็กน้อยเพื่อส่งตำราทั้งสี่เล่มนี้ไปสู่ฝ่ามือของหยามทางอย่างแม่นยำ
“เจ้าสามารถยืมมันไปฝึกฝนได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นส่วนรูปแบบท่าร่างที่เจ้าต้องการ ตระกูลหยางเรามีเพียงหนึ่งเดียวนั้นคือท่าร่างวารีคล้อยถึงแม้จะเป็นเพียงทักษะระดับกลางขั้นต่ำ แต่ในเมืองฟ้าอำพันแห่งนี้มันกลับไม่เป็นรองท่าร่างอีกสี่ตระกูลใหญ่แม้แต่น้อยเจ้าจงลองนำมันกลับไปฝึกดูเสีย”
“ข้าทราบแล้วขอบคุณท่านหัวหน้าตระกูลขอรับ”หยางเทียนกล่าวตอบคำอีกครั้งอย่างสุภาพ
หากแต่ยามนี้ทั้งอาจารย์ของเด็กน้อยและหัวหน้าตระกูลหยางหลังจากที่จบเรื่องราวตรงหน้าเหมือนจะมีเรื่องบางอย่างต้องการกล่าวต่อกันเป็นการลับจึงได้นำพาร่างตนเองเข้าสู่ห้องส่วนในของตำหนักผู้นำตระกูลเพื่อกล่าววาจากันต่อ
ก่อนที่หยางจิ่นจะเข้าไปส่วนในของตำหนักหัวหน้าตระกูลคนพลันหันกลับมากล่าวเตือนความจำเด็กน้อยอีกครั้งถึงเรื่องการฝึกปรุงโอสถในพรุ่งนี้เช้าทั้งระหว่างนี้ยังกำชับให้มันมั่นฝึกฝนพร้อมทำความเข้าใจกับทักษะต่างๆเสีย
หยางเทียนหลังจากที่ได้ผงกศีรษะรับคำผู้เป็นอาจารย์แล้วตัวมันจึงเร่งนำพาร่างตนเองไปที่คลังแห่งตระกูลทันทีเพื่อรับทรัพยากรผลึกปราณระดับกลางทั้งหมดสิบห้าก้อนพร้อมด้วยผลึกปราณระดับสูงอีกหนึ่งก้อนก่อนที่มันจะมุ่งตรงไปยังตำหนักคลังโอสถอีกครั้งเพื่อฝึกฝน
หากแต่ยามแรกที่เด็กน้อยเลือกที่จะทำกลับยังไม่ใช่การใช้ผลึกปราณที่เพิ่งได้มาในการทะลวงระดับแต่อย่างใดตัวเด็กน้อยยามนี้กลับเลือกที่จะเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ที่เพิ่งได้รับมาจากหัวหน้าตระกูลเสียก่อน
“หืม . . . . ทักษะโคจรสมุทรขั้นกลางและทักษะโคจรสมุทรขั้นสูงอย่างนั้นหรือท่านหัวหน้าตระกูลส่งให้ข้าโดยที่ข้าไม่ต้องเอ่ยขอนี่ใช่กำลังรู้ใจข้าอยู่พอดิบพอดีหรือไม่” หยางเทียนอยู่ในอากัปกริยาท่านั่งพร้อมมองดูไปที่ทักษะสองเล่มแรกที่มันได้รับหากแต่ในน้ำเสียงที่กล่าวขึ้นปรากฏด้วยความสงสัยเล็กน้อยที่หยางลู่จิวกลับให้ทักษะทั้งสองเล่มนี้แก่มันทันทีโดยที่มันยังไม่ได้เอ่ยปากขอ
แต่อย่างไรหยางเทียนก็ยังไม่ได้สนใจที่จะฝึกฝนสองทักษะนี้ไม่มันกลับเคลื่อนสายตาไปที่ทักษะหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรอันอยู่เล่มถัดไปพร้อมทั้งปรากฏรอยยิ้มขึ้นชัดเจนว่าเด็กน้อยนั้นต้องการที่จะฝึกฝนทักษะนี้ก่อนเป็อนันดับแรกเนื่องจากมันเป็นดั่งทักษะที่เกื้อหนุนกับเคล็ดโคจรสมุทรอีกทั้งตัวมันในยามนี้กลับถนัดการใช้ออกด้วยลักษณ์แห่งธาตุน้ำเป็นที่สุด
แต่ก่อนที่เด็กน้อยจะฝึกฝนทักษะหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรมันพลันเคลื่อนสายตาไปที่ทักษะเล่มสุดท้ายอันเป็นทักษะท่าร่างที่มันสนใจอย่างมากเช่นกันเนื่องด้วยการเคลื่อนตัวมันยามนี้ถึงแม้จะรวดเร็วแต่ก็เป็นเพียงการเคลื่อนออกด้วยกำลังปราณตนเองทั้งยังไม่มีรูปแบบในการหลอกล่อศัตรูหรือกระทั่งเพิ่มความเร็วฉับพลันในการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย
“เคล็ดท่าร่างวารีคล้อยงั้นหรือแท้ที่จริงแล้วข้าอยากฝึกทักษะหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรก่อนแต่กับท่าร่างนั้นตัวข้ายังไม่เคยได้ฝึกฝนทั้งการเคลื่อนลมปราณก็คงจะแตกต่างกับเคล็ดทักษะการต่อสู้”
เด็กน้อยกล่าววาจากับตนเองขณะที่ตัวมันเริ่มที่จะเปิดตำราทักษะท่าร่างวารีคล้อยเพื่อฝึกฝนมันก่อนเป็นอันดับแรกเนื่องด้วยในความคิดของเด็กน้อยนั้นมันพลันคิดว่าทักษะท่าร่างอาจแตกต่างจากการฝึกทักษะวิชาต่อสู้ทั้งมันยังไม่เคยได้ฝึกฝนใดใดเกี่ยวกับสิ่งนี้เลยมันจึงเกรงว่าหากนำไปฝึกฝนสุดท้าย มันอาจจะสำเร็จได้ชักช้าจนเกินเวลาที่กำหนดไป
หลังจากที่หยางเทียนเปิดอ่านตำราทักษะท่าร่างวารีคล้อยไปเพียงครู่เดียวคนพลันจดจำวิธีการเคลื่อนลมปราณส่งเสริมท่วงท่าได้อย่างชัดเจนทั้งมันยังเข้าใจถึงรูปแบบการเคลื่อนตัวทั้งหมดที่ปรากฏในตำราเป็นที่เรียบร้อยแล้วทันใดนั้นมันพลันยืดตัวยืนขึ้นและลองทำตามรูปแบบต่างๆในตำราอย่างตั้งใจ
ท่าร่างวารีคล้อยนั้น ประกอบไปด้วยสามท่วงท่าด้วยกันท่าที่หนึ่งเหยียบสายน้ำ ท่าที่สองคล้อยตามวารี ส่วนท่าสุดท้ายในตำรานั้นคือก้าวเดียวผ่านสมุทร หากแต่สองส่วนแรกเป็นเพียงดั่งขั้นพื้นฐานเท่านั้นมันเป็นเพียงการรั้งลมปราณธาตุน้ำส่งเสริมให้ใช้ท่าเท้าออกทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นทั้งยังคล้อยตามคล้ายดั่งกระแสน้ำเท่านั้นหากแต่ท่วงท่าสุดท้ายที่ปรากฏนั้นชัดเจนว่าหากบรรลุถึงขอบเขตก้าวผ่านสมุทรได้จะสามารถยกระดับความเร็วในการเคลื่อนที่อย่างที่สองขั้นแรกเทียบไม่ติดเลยทีเดียว
หยางเทียนใช้เวลาในการฝึกฝนสองขั้นแรกเพียงไม่เกินหนึ่งชั่วยามเด็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ทั้งยังใช้ออกอย่างปลอดโปร่งหากแต่เมื่อมาถึงขั้นที่สามนั้นแม้เด็กน้อยจะใช้เวลาไปนานเสียหน่อยในการบรรลุแต่ถึงอย่างนั้นมันในยามนี้กลับใช้ออกด้วยขั้นที่สามได้อย่างสบายแล้วทั้งเวลาที่ใช้ไปนานนั้นความจริงกลับใช้ออกเพียงสองชั่วยามในการฝึกเท่านั้นหากมีผู้ใดได้มาเห็นในความเร็วการฝึกฝนของหยางเทียนในยามนี้อาจถึงขั้นกระอักเลือดออกมาด้วยความอิจฉาเลยทีเดียว
หลังจากที่เด็กน้อยฝึกฝนท่าร่างระดับกลางขั้นต่ำอย่างเคล็ดวิชาท่าร่งาวารีคล้อยเรียบร้อยแล้วนั้นมันพลันฝึกฝนต่อด้วยทักษะหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรทันทีทั้งมันยังฝึกด้วยกระบี่ลมปราณลักษ์แห่งธาตุน้ำที่มันสร้างขึ้นมาตลอดทั้งคืน
ตลอดทั้งคืนมานั้นแท้จริงเด็กน้อยกลับเข้าใจวิถีแห่งการใช้ออกด้วยทักษะหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรแล้วมันเพียงแต่ต้องรั้งรวมลมปราณไว้ที่ข้อมือพร้อมทั้งหลอมรวมปราณของตนไปที่ตัวกระบี่ด้วยลมปราณธาตุน้ำเพียงเท่านั้นหากแต่การที่จะใช้ออกได้รวดเร็วและรุนแรงนั้น ต้องอาศัยความคุ้นชินในการใช้ออกด้วยเหตุนี้เองเด็กน้อยจึงได้ย้ายสถานที่ฝึกฝนมาเป็นด้านนอกของตำหนักคลังโอสถและฝึกฝนการใช้ออกด้วยท่าหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรทั้งคืนทั้งมันยังไม่หยุดพักในการฝึกแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว
หากเป็นคนอื่นในวัยเดียวกับหยางเทียนนั้นเด่นชัดว่าไม่มีทางที่จะกระทำเช่นเด็กน้อยนี้ได้เนื่องด้วยการฝึกฝนตลอดสามชั่วยามจนกระทั้งเช้าอีกทั้งยังเป็นการใช้ออกด้วยลมปราณในการปลดปล่อยทักษะระดับสูงขั้นต่ำสายหนึ่งตลอดเวลานั้นหากมันผู้นั้นไม่มีพลังปราณเพียงพอย่อมอาจส่งผลในสถานเบาเพียงสลบไปหากในสถานหนักอาจเกิดความเสียหายต่อเส้นลมปราณจนทำให้การเคลื่อนลมปราณเกิดการติดขัดในอนาคตได้
หากแต่ยามนี้เองพลันเกิดน้ำเสียงสายหนึ่งขึ้นพัดพาทำลายสมาธิแห่งการฝึกทักษะของหยางเทียนในยามนี้ไปเสียสิ้น “เจ้าเด็กน้อยนี่ฝึกฝนตั้งแต่เมื่อวานจนถึงยามนี้เลยอย่างนั้นหรือ”
คนได้เห็นดังนนั้นพลันหยุดรั้งลมปราณเพื่อหยุดฝึกอย่างกะทันหันพร้อมประสานมือทำความเคารพต่อผู้เป็นอาจารย์เล็กน้อย
“ขอรับท่านอาจารย์ศิษย์ไม่อยากปล่อยปะเวลาให้เสียเปล่าไปอย่างไรประโยชน์”
“เจ้าจงหยุดฝึกฝนทักษะต่อสู้ก่อนเสียแล้วตามอาจารย์เข้าไปที่ส่วนในของตำหนักคลังโอสถ” คำกล่าวของหยางจิ่นนั้นประดับไปด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่นทั้งรอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏออกมาคล้ายกับว่าตัวมันรู้สึกภูมิใจกับศิษย์มันผู้นี้อย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นอาจารย์ของตนก้าวเดินเข้าไปส่วนในของตำหนักคลังโอสถแล้วนั้นเด็กน้อยพลันเร่งกายติดตามไปในทันทีเด่นชัดว่าอาจารย์ของมันยามนี้ต้องกำลังจะสอนมันปรุงโอสถเป็นแน่
เมื่อมาถึงด้านในห้องแห่งหนึ่งภายในตำหนักคลังโอสถนั้นภายในห้องกลับมีสิ่งเดียวที่ประดับไว้ทั่วผนัง นั้นคือรอยสีดำคล้ายดั่งการไหม้ของบางสิ่งอีกทั้งบริเวณกึ่งกลางของห้องกับปรากฏสิ่งของบางอย่างตระหง่านอยู่กึ่งกลางอย่างชัดเจนทั้งลักษณะมันยังดูไปคล้ายกับหม้อใบใหญ่ธรรมดาเพียงเท่านั้น
“ท่านอาจารย์หม้อบริเวณกลางห้องนั้นคือสิ่งใดกัน” เด็กน้อยเปิดปากถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ออกมาอย่างอดไม่ได้
“เทียนเอ๋อสิ่งนั้นเรียกว่าหม้อปรุงโอสถ เป็นสิ่งที่ใช้ในการปรุงโอสถตามแต่เจ้าต้องการขึ้นมาเพียงแต่การจุดไฟเพื่อหลอมปรุงโอสถของหม้อใบนี้นั้น หาได้ใช้ไฟจากฟืนไม่สิ่งที่จำเป็นต้องใช้จุดไฟขึ้นคือพลังลมปราณของผู้ใช้มันเองเท่านั้น”
“อีกทั้งระดับของหมอโอสถที่อาจารย์เคยได้กล่าวต่อเจ้าไปเมื่อกาลก่อนแท้จริงกลับวัดมันจากระดับพลังปราณก่อเกิดธาตุไฟที่ใช้ออกเพื่อสร้างโอสถหากเป็นผู้ที่มีปราณลักษณ์ธาตุไฟอันบริสุทธิ์แล้วนั้นย่อมสามารถสรรค์สร้างระดับของโอสถได้ในขั้นที่สูงทั้งเม็ดโอสถที่สร้างยังบริสิทธิ์ไร้สิ่งเจือปน เม็ดยาเหล่านั้นเราจะเรียกกันว่าเม็ดโอสถแท้จริง”
“แต่บนโลกใบนี้นั้นผู้ที่ปรุงเม็ดโอสถโดยไร้สิ่งปนเปื้อนยังไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้เป็นเม็ดโอสถของ ซิ่นลู่ จักรพรรดิโอสถเมื่อกาลก่อนสามารถปรุงโอสถขึ้นมาได้บริสุทธิ์เพียงเก้าในสิบส่วนเท่านั้น”
หยางเทียนในยามที่ฟังวาจาของผู้เป็นอาจารย์กล่าวออกมาแต่ละประโยคนั้นตัวมันกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุดการที่มันได้เรียนรู้การสร้างโอสถนั้นแท้จริงกลับเป็นหนึ่งสิ่งที่มันต้องการกระทำอย่างมากเนื่องด้วยตัวตนดั่งผู้หลอมสร้างโอสถได้คือสิ่งใดกันมันกระทั่งสามารถหลอมสร้างเม็ดโอสถและนำออกขายได้ในราคาที่สูงจนทำให้ส่วนใหญ่พวกหมอโอสถนั้นจะมีฐานะการเงินที่ไม่เคยขาดแคลนก็ว่าได้
“ท่านอาจารย์รีบสอนศิษย์ปรุงเม็ดโอสถเร็วเข้าเถอะ ศิษย์แทบจะไม่สามารถอดกลั้นอารมณ์ในการกลายเป็นหมอโอสถไหวแล้ว” หยางเทียนกล่าวอย่างตื้นเต้นทั้งใบหน้าของเด็กน้อยยังปรากฏสายตาเว้าวอนสายหนึ่งให้อาจารย์มันเร่งสอนในทันที
ตัวหยางจิ่นได้เห็นศิษย์ของตนทำท่าทำทางคล้ายเด็กร้องขอบิดามารดาในการซื้อของตนที่อยากได้แล้วนั้นมันพลันบังเกิดรอยยิ้มขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ศิษย์ข้าช่างความอดทนต่ำเสียจริงเอาเถอะการที่เจ้าดูกระตือรือร้นนั้นก็ดูจะเป็นผลดีต่อตัวเจ้าเองไม่ได้มีส่วนเสียแต่อย่างใด อาจารย์จะเริ่มจากการจุดไฟจากลมปราณสิ่งที่เจ้าต้องทำมีเพียงแค่เคลื่อนลมปราณออกมาคล้ายดั่งการเคลื่อนลมปราณเพื่อสร้างลักษณ์แห่งธาตุน้ำเพียงแค่เจ้าเปลี่ยนเป็นการรับรู้ถึงมวลพลังลักษณ์แห่งธาตุไฟเจ้าก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้แล้วหากแต่ขั้นตอนต่อไปคือการควบคุมไฟเพื่อกลั่นเม็ดโอสถ เจ้าต้องทำมันอย่างพอดีสำหรับตัวเม็ดโอสถนั้นหากผิดเพี้ยนสิ่งที่จะได้จะเป็นเพียงรอยสีดำบนกำแพงในยามนี้เท่านั้น”
เมื่อกล่าวถึงคำสุดท้ายหยางจิ่นพลันเน้นเสียงหนักแน่นเป็นดั่งวาจาเตือนไปยังศิษย์ของมันให้ระวังในการควบคุมไฟเพื่อกลั้นโอสถให้มาก
“เอาล่ะเจ้าฟังคำข้ามาเนิ่นนานแล้วลองไปกลั่นโอสถมาให้อาจารย์สักหนึ่งเม็ดเสียวัตถุดิบที่เจ้าจำเป็นต้องใช้ในการปรุงถูกวางอยู่เบื้องหน้าเตาหลอมโอสถอาจารย์จะให้เวลาแก่เจ้าเพียงหนึ่งชั่วยามในการปรุงเม็ดโอสถนี้เท่านั้นหากเจ้าทำสำเร็จแล้วให้นำมันมาให้อาจารย์ที่ด้านหน้าตำหนักคลังโอสถ”
คำกล่าวดั่งคำสั่งของหยางจิ่นดังขึ้นต่อเด็กน้อยหยางเทียนทั้งพอมันกล่าวเสร็จคนพลันเดินเยื้องกายเรียบเฉยออกจากห้องปรุงโอสถไปปล่อยให้เด็กน้อยอยู่กลับเตาหลอมอย่างโดดเดี่ยวชัดเจนแล้วว่ามันต้องการให้หยางเทียนนั้นผ่านการปรุงโอสถครั้งแรกด้วยตัวของเด็กน้อยเองอีกทั้งนี้ยังเหมาะแก่การเป็นบททดสอบสติปัญญาของศิษย์ของมันอีกด้วย
หยางเทียนพลันไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์อีกต่อไปตัวมันเร่งเคลื่อนกายเข้าสู่เบื้องหน้าของเตาหลอมอย่างถนัดเพื่อเปิดดูวัตถุดิบที่วางไว้ให้เพื่อสกัดหลอมโอสถขึ้นหากแต่เพียงแค่เปิดดูตัวมันพลันต้องขมวดคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้
เนื่องด้วยภายในถุงวัตถุดิบที่อาจารย์มันทิ้งไว้ให้นั้นมีอยู่สามอย่างด้วยกันทั้งแต่ละอย่างยังเป็นวัตถุดิบที่ตรงข้ามกันอย่างที่สุด “ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้วอาจารย์กลับทิ้งวัตถุดิบอันประกอบไปด้วยหญ้าเพลิงแดงโลกันต์ สมุนไพรลิ้นหนอนหิมะ และดีของอสูรหมีป่าทั้งยังไม่ได้กล่าวต่อข้าว่าให้ปรุงโอสถชนิดใดใช่ว่าท่านต้องการทดสอบความสามารถของข้าหรือไม่”
“หึ ! หากท่านอาจารย์ต้องการทดสอบข้าข้าก็จะปรุงมันให้ท่านได้ดูชมถึงความสามารถของศิษย์ท่านผู้นี้” เด็กน้อยพลันบังเกิดสายตาแห่งความมุ่งมั่นขึ้นทั้งยังเริ่มลงมือในการปรุงโอสถอย่างไม่รอช้า
ทุกขั้นตอนกระบวนการที่หยางเทียนทำนั้น ราวกับว่ามันเคยผ่านขั้นตอนการปรุงโอสถมาเนิ่นนานเด็กน้อยสามารถจุดไฟจากลมปราณได้อย่างง่ายได้เนื่องด้วยเส้นลมปราณมารเทวะอสูรบรรพกาลของมันทำให้มันสามารถสัมผัสกลับธาตุต่างๆได้ทุกชนิดทั้งมันยังสามารถควบได้ดั่งใจนึก น่ากลัวว่ามันสามารถควบคุมธาตุต่างๆได้ดีกว่าการควบคุมมือของตนเองเสียอีก
เด็กน้อยใช้ความพยายามอย่างมากในการกลั่นโอสถตามตำราหมื่นสมุนไพรที่มันจดจำได้จวบจนเวลาใกล้จะครบหนึ่งยั่วยามอันเป็นเวลาที่อาจารย์ของมันกำหนดไว้
“ตู้มมมม . . . .” เสียงระเบิดรุนแรงดังขึ้นพร้อมทั้งฝุ่นควันลอยคละคลุ้งไปทั่วห้องปรุงโอสถในยามนี้กระทั่งมวลอากาศยังแปรปรวนบิดผันอย่างบ้าคลั่งเด่นชัดแล้วว่าการระเบิดนี้ย่อมไม่ธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง
ใบหน้าของหยางเทียนยังบิดเบี้ยวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด“นี่ข้าทำอันใดผิดกันมันกระทั่งถูกต้องทุกอย่างแล้วนี่นา ไม่น่ามีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นได้” มันในยามนี้กล่าวสบถขึ้นมาอย่างอดไม่ได้มันแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการทุกอย่างที่มันใช้นั้นล้วนถูกต้อง กระทั่งการควบคุมไฟเบาบ้างรุนแรงบ้างยังกระทำได้อย่างแม่นยำตรงตามวิธีการในตำราหมื่นสมุนไพรทุกอย่างหากแต่การระเบิดของขั้นตอนการปรุงโอสถนั้นเป็นตัวชี้ชัดถึงความล้มเหลวดั่งที่อาจารย์มันได้กล่าวเอาไว้ในกาลก่อน สิ่งนี้ทำให้มันไม่อาจทำใจยอมรับกับการระเบิดของหม้อโอสถในขั้นตอนสุดท้ายของมันได้