ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 164 ควรสู้ก็ต้องสู้ ควรตอบโต้ก็ต้องตอบโต้

            ที่จริงแล้วฮองเฮาแทบรอไม่ไหวที่จะฉีกมู่จื่อหลิงที่กำลังยิ้มแย้มอยู่ต่อหน้านางออกเป็นชิ้นๆ

            เห็นแต่ดวงตาที่เย็นเยียบของฮองเฮาที่แหลมคมราวกับใบมีดน้ำแข็งกำลังจับจ้องตรงไปที่มู่จื่อหลิง

            นางจะไม่ยอมให้ตนเองในวันข้างหน้าต้องถูกหลอกลวงอีกและนางจะไม่ยอมถูกควบคุมโดยยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้

            ทางออกเดียวในยามนี้คือหากไม่ใช่มู่จื่อหลิงที่ตายไปก็เป็นนางที่จะต้องถูกควบคุมจนต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น

            ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็สามารถเห็นได้ชัดเจนนางไม่อาจถูกควบคุมโดยยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้ได้

            พระพักตร์ของฮองเฮาปกคลุมไปด้วยความเย็นจัดนางเปล่งน้ำเสียงเยือกเย็นพูดเน้นทีละคำว่า “มู่จื่อหลิง เจ้าคิดว่าเมื่อเจ้าทำเช่นนี้จะทำให้เปิ่นกงไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้หรือ?”

            ทันทีที่สิ้นเสียงฮองเฮาก็หยิบนกหวีดดำขึ้นมาเป่าจากนั้นองครักษ์เงาสวมหน้ากากสองคนก็โผล่ออกมาจากที่ใดก็ไม่อาจทราบได้

            แม้ว่าทั้งสองคนนี้จะปกปิดใบหน้าแต่เมื่อมองดูส่วนสูง รูปร่าง ดวงตาที่เยือกเย็นและเฉียบคมเหล่านั้นจะเห็นได้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นผู้มากฝีมือ และได้รับการฝึกมาอย่างดี

            เส้นทางด้านนอกถูกปิดกั้นไม่มีผู้ใดเข้ามา แต่องครักษ์เงานั้นแตกต่างออกไป

            ผู้ใดจะไปรู้ว่าที่ซ่อนขององครักษ์เงาอยู่ที่ใดได้เล่า?

            อย่างไรก็ตามมันไม่สำคัญว่าจะซ่อนตัวอยู่ที่ใด

            มู่จื่อหลิงมองดูองครักษ์ทั้งสองที่อยู่ข้างหน้าตนอย่างตั้งใจและมีการเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง

            ฮองเฮาเปี่ยมเมตตาผู้นี้เชื่อมั่นในตนเองมากจริงๆเร็วกว่านี้ไม่เรียก ช้ากว่านี้ก็ไม่เรียก กลับเรียกมาในยามนี้

            น่าเสียดาย...มันสายไปแล้ว

            ทั้งสองได้ยินการสนทนาของพวกนางหรือไม่ก็ไม่สำคัญ

            ดังคำกล่าวที่ว่าสิ่งหนึ่งย่อมข่มอีกสิ่งหนึ่ง[1] และเหล่าองครักษ์เงานั้นล้วนสาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่อผู้เป็นนายและเมื่อผู้เป็นนายถูกนางควบคุมอยู่ เช่นนั้นนางจึงเทียบเท่ากับนายใหญ่ของพวกเขา

            มู่จื่อหลิงไม่สนว่าองครักษ์เงาทั้งสองได้ยินการสนทนาของพวกนางหรือไม่ด้วยพวกเขาไม่อาจอยู่ได้นาน

            ก่อนที่ฮองเฮาจะเปล่งเสียงให้องครักษ์เงาจับมู่จื่อหลิงไว้มู่จื่อหลิงก็เอนกายแนบหูของฮองเฮาแล้วใช้เสียงที่ได้ยินเพียงสองคนเท่านั้น

            นางลดเสียงลงและพูดด้วยท่าทางที่ดูไร้เดียงสาว่า“แต่...ท่านไม่อาจจัดการข้าได้จริงๆ อย่าลืมว่าจิตใจของท่านถูกควบคุมโดยข้าแล้ววิชาควบคุมจิตใจของข้าไม่ใช่สิ่งที่ไม่ครอบคลุม”

            นางลืมตาขึ้นแล้วพูดเรื่องเพ้อเจ้อครั้งใหญ่แต่สิ่งที่พูดออกมานั้นเป็นความจริงเสียยิ่งกว่าความจริง

            หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงส่ายนิ้วไปมา แล้วพูดช้าๆ ว่า “ชีวิตของท่านอยู่ในกำมือข้าแล้วข้าอยากให้ท่านอยู่ก็ต้องอยู่ หรืออยากให้ท่านตายก็ต้องตาย”

            “เจ้า...”ฮองเฮาเบิกตากว้างในทันที โกรธจนโลกทั้งใบแทบแตกสลาย

            ฮองเฮาโกรธจัด เห็นแค่ว่าดวงตาของนางตื่นตระหนกจนดูเหมือนกำลังจ้องมองอสูรร้าย

            มู่จื่อหลิงทั้งร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ราวกับอสูรร้ายและวิชาควบคุมจิตใจก็เป็นวิชาที่ทรงพลัง

            มู่จื่อหลิงเม้มริมฝีปากราวกับจะเป็นรอยยิ้มทั้งที่ไม่ใช่รอยยิ้มแบมือออก แล้วลดเสียงลง “ข้าไม่รู้ว่าท่านเต็มใจที่จะเสียสละชีวิตของท่านหรือไม่แต่ข้ารู้ว่าท่านหวงแหนชีวิตขององค์ชายใหญ่ ดังนั้นท่านว่าหากท่านต้องสังหารบุตรชายของตนด้วยมือตนเองมันจะเป็นอย่างไร?”

            อันที่จริงคนอย่างฮองเฮาต้องประสบกับความพ่ายแพ้มามากจึงจะปีนขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้ดังนั้นจึงเป็นที่แน่ชัดว่าฮองเฮาจะทะนุถนอมชีวิตของนางเอง

            แต่หากจำเป็นก็ยังต้องการที่จะเพิ่มการป้องกันเป็นสองชั้นท้ายที่สุดจึงมองหาผู้ที่ทรงพลังที่สุดมาพึ่งพิงแน่นอนว่ายิ่งเชื่อมั่นได้มากเพียงใดก็ยิ่งดีมากเท่านั้น

            หลงเซี่ยวหลีเป็นที่พึ่งเดียวของฮองเฮาเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะพึ่งพาได้!

            ชั้นการป้องกันชั้นนี้เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มอำนาจและนางไม่เชื่อว่าฮองเฮาจะยอมประนีประนอมให้อย่างง่ายดาย

            ทันทีที่มีการกล่าวถึงหลงเซี่ยวหลีฮองเฮาก็เริ่มกระสับกระส่ายเมื่อมองไปที่ดวงตาของมู่จื่อหลิงก็มีแสงเย็นเยียบแทรกเข้ามา “มู่จื่อหลิง เจ้ากล้า”

            ด้วยน้ำเสียงที่โกรธเคืองของฮองเฮากระบี่ขององครักษ์เงาทั้งสองจึงถูกดึงออกมาจากฝักชี้ตรงไปที่จุดสำคัญของมู่จื่อหลิง

            กระบี่เรืองแสงราวกับมีชีวิตและมันกำลังดึงเลือดสีแดงสดใต้คอของมู่จื่อหลิงให้ไหลลงมาเล็กน้อย

            แม้ว่าคอของนางจะมีเลือดออกแต่คิ้วของมู่จื่อหลิงก็ไม่แม้แต่จะขมวด

            เพียงแค่รอให้ฮองเฮาพยักหน้ามู่จื่อหลิงก็จะตายในทันที

            มู่จื่อหลิงในยามนี้ยังทำราวกับเขาไท่ซานทรุดลงต่อหน้าแต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยน [2] รับมือได้อย่างมั่นคง ไม่คิดที่จะนำประกายกระบี่ที่ส่องแสงเย็นยะเยือกอยู่ตรงหน้าทั้งสองเล่มมาใส่ใจแม้แต่น้อย

            เห็นเพียงนางเลิกคิ้วขึ้นด้วยใบหน้ากึ่งยิ้มทั้งยังมีท่าทางที่สงบและผ่อนคลาย พูดอย่างใจเย็นว่า “หากนั่นเป็นเหตุผลที่ฮองเฮาต้องการสังหารข้าอีกท่านก็ต้องอดทน และแม้ว่าจะอยากกระชากผมของข้าก็ต้องอดทนไว้ หากไม่เชื่อก็สามารถลองดูได้ว่าข้าจะกล้าไหม การดึงอีกฝ่ายให้พินาศไปพร้อมกันก่อนตายหรือจะทำให้อีกฝ่ายอยู่อย่างตายทั้งเป็นก็ถือว่าไม่เลวนัก”

            มู่จื่อหลิงรู้ว่านางน่าจะเป็นคนที่ฮองเฮาเกลียดที่สุดในชีวิต

            หากสั่งให้ฮองเฮาละทิ้งจิตใจที่อยากจะสังหารนางออกไปสิ่งนั้นคงเป็นไปไม่ได้เลย และมันก็ค่อนข้าง ‘โหดร้าย’ อยู่บ้าง!

            ยามนี้ทำได้แค่ให้ฮองเฮาอดทนหากทนไม่ไหวก็ต้องทน!

            เมื่อได้ยินเช่นนี้วิญญาณของฮองเฮาก็แทบจะหวาดผวา

            ถ้านางฆ่ามู่จื่อหลิงมู่จื่อหลิงจะควบคุมนางและให้นางสังหารบุตรชายของนางด้วยมือของนางเอง?

            ไม่ ไม่ได้เช่นนั้นมันเจ็บปวดกว่าการฆ่าตัวตายเสียอีก

            ไม่ว่ามู่จื่อหลิงจะกล้าหรือไม่ก็ตามฮองเฮาก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่คนกำลังจะตายยังมีสิ่งใดให้ไม่กล้าทำได้อีกเล่าและนางไม่เคยเสี่ยงที่จะต้องเดิมพันสิ่งใดด้วยชีวิตหลงเซี่ยวหลี

            ส่วนจะเชื่อหรือไม่นั้นเนื่องจากความรู้สึกสูญเสียจากครั้งก่อนๆ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ฮองเฮาจะไม่เชื่อ

            นางได้เห็นความร้ายกาจและความฉลาดแกมโกงของมู่จื่อหลิงยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้มีพลังและน่าสะพรึงกลัวมากกว่าที่นางคิด

            และนางไม่รู้ว่าวิชาควบคุมจิตใจนั้นทรงพลังเพียงใดในวันหน้ามู่จื่อหลิงจะสามารถควบคุมนางได้จริงหรือ?

            แต่ถ้านางไม่ถูกควบคุมเล่ามันจะเป็นอย่างไร?

            นางมีทางเลือกอื่นหรือไม่? ข้อเท็จจริงอยู่ตรงหน้าพิสูจน์ได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ฮองเฮาก็รู้สึกร้อนจนแทบจะอาเจียนเป็นเลือด!

            สภาพจิตใจของมู่จื่อหลิงทั้งผ่อนคลายและสงบคิ้วและดวงตาโค้งมนราวกับกำลังแย้มยิ้ม แล้วมุ่ยริมฝีปากเป็นสัญญาณให้คน [3]

            ในท้ายที่สุดฮองเฮาผู้เต็มไปด้วยความโกรธเคืองและเศร้าใจก็ยังคงโบกมือให้คนถอยออกมา

            “ฮองเฮาต้องการที่จะต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์กับผู้ใดก็สู้ต่อไปได้นั่นไม่ใช่เรื่องของข้า ตราบใดที่ท่านไม่มายุ่งกับข้า และช่วยข้าเมื่อข้ามีปัญหาข้าก็จะไม่ทำให้ท่านลำบากใจเช่นกัน” มู่จื่อหลิงมองไปที่ฮองเฮาด้วยรอยยิ้มและยังคงโจมตีความมั่นใจในตนเองของฮองเฮาที่ถูกนางโค่นล้มลงไปนานแล้ว

            เหตุผลที่ฮองเฮาต้องการควบคุมนางและลอบสังหารนางครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ใช่เพราะหลงเซี่ยวอวี่ที่จะดึงความเกลียดชังเข้ามาจากทุกที่ที่ย่างเท้าเข้าไปหรอกหรือ?

            การต่อสู้เพื่ออำนาจและผลประโยชน์สังหารนางที่เป็นเพียงหญิงที่ไร้อำนาจนั้นจะมีความหมายอะไรแต่นั่นก็เพราะฮองเฮาไม่มีความสามารถในการต่อกรกับหลงเซี่ยวอวี่ได้ด้วยตนเอง

            ต่อกรกับฉีอ๋องหรือ? หากฮองเฮามีความสามารถนั้นจริง

            สิ่งใดกันที่เรียกว่าได้หนึ่งยังจะเอาสอง[4] ?

            บรรดาผู้เกลียดชังถึงแก่นไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เมื่อสัมผัสไม่ได้ เพียงแค่นั้นก็จบแล้ว ยังต้องการช่วยนาง? ปกป้องนาง?

            ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ไร้สาระไปกว่านี้แล้วและไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่านี้อีก

            หัวใจของฮองเฮาสับสนไปหมดนางกัดฟันแน่น อกของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง มองดูดวงตาของมู่จื่อหลิงความโกรธและเกลียดชังของนางยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุด

            ภายใต้การจ้องมองอันเยือกเย็นของฮองเฮามู่จื่อหลิงยังคงไม่หวาดกลัว นางยังยิ้มอย่างไร้เดียงสาและสงบ

            เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง

            ยังคงยืนกรานที่จะก่อสงครามผ่านทางสายตา

            ฝ่ายหนึ่งยิ่งดูยิ่งโมโหอีกฝ่ายหนึ่งยิ่งดูยิ่งภาคภูมิใจ

            มู่จื่อหลิงยกแขนโอบรอบหน้าอกของนางและมองดูฮองเฮาอย่างมีชัย ไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกสบายอารมณ์

            นางโบกมืออย่างภาคภูมิใจและพูดอย่างอ่อนโยน“ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่ท่านปกป้องข้า ข้าจะให้ท่านได้มีชีวิตที่ดีเช่นกันและมันจะไม่ทุกข์เลยแม้แต่น้อย และหากท่านเจ็บป่วยข้าจะมาหาท่านอย่างคิดเงินท้ายที่สุดแล้ว มันไม่ง่ายเลยที่จะหาผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งเช่นท่านได้”

            มีผู้ใดใช้คนเช่นนี้ได้บ้าง?

            ทันใดนั้นฮองเฮาก็หลั่งเลือดออกมาจากคอของนางภายในลมหายใจเดียวและนางก็กลืนมันกลับเข้าไปอีกครั้ง

            การไม่ทุกข์เลยหมายความว่าอย่างไร? ยามนี้นางเจ็บปวดแทบตายแล้ว

            ฮองเฮาไม่ได้พูดอะไรสักคำเป็นเวลานานมีเพียงใบหน้าที่เย็นชาเท่านั้น

            ในตอนท้ายนางพ่นลมอย่างเย็นชา ราวกับแสดงว่านางยอมอ่อนข้อให้แล้ว

            เมื่อเห็นว่าฮองเฮายอมประนีประนอมอย่างที่ควรทำแล้วด้วยการโบกมือของนางเพียงครั้งเดียว มู่จื่อหลิงจึงถอนพิษที่ทำให้จิตใจสับสนในร่างฮองเฮาออกมา

            “เอาล่ะ หลังจากตอบแทนบุญคุณครั้งใหญ่แล้วก็ถึงเวลาที่ข้าจะต้องกลับแล้ว” มู่จื่อหลิงโบกมืออย่างพอใจลุกขึ้นอย่างเกียจคร้านและเหยียดยืดตัว

            ก่อนที่ฮองเฮาจะพูดอะไรมู่จื่อหลิงก็เตะเก้าอี้ออก พึมพำเบาๆ แล้วเดินไปที่ประตูด้วยย่างก้าวที่ดูร่าเริง

            ในที่สุด...ฮองเฮาผู้นั่งทุกข์ทรมานมานานก็ลุกขึ้นยืนคว่ำโต๊ะลงทันที และระบายความโกรธที่นางระงับไว้นานออกมา

            ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นไปทั้งห้องอาหาร!

            ด้วยเสียงที่ดังมาจากด้านหลังมู่จื่อหลิงหยุดเดินครู่หนึ่งในยามที่กำลังก้าวข้ามธรณีประตูหันหลังกลับด้วยรอยยิ้ม ยิ้มและเตือนอย่างใจดี “ฮองเฮาโปรดระงับความโกรธด้วยพระวรกายของท่านมีความสำคัญ!”

            หลังจากที่มู่จื่อหลิงจากไปฮองเฮาไม่เพียงไม่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกหรือรู้สึกสบายใจเท่านั้นแต่กลับรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว นี่เป็นชีวิตที่ปราศจากความรัก [5]

            ฮองเฮาทรุดตัวลงบนเก้าอี้สายตาที่เพ่งมองออกไปของนางก็พบเข้ากับแผ่นหลังที่จากไปอย่างร่าเริงซึ่งกำลังค่อยๆเลือนหายไป

            สิ่งที่เรียกว่า ‘การตอบแทนความเมตตา’ ของมู่จื่อหลิงเป็นเช่นนี้ มันช่างไร้ยางอาย โหดร้ายและน่าสะพรึงกลัว

            เห็นได้ชัดว่ามู่จื่อหลิงสามารถบอกนางเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการต่อกรกับนางอย่างตรงไปตรงมาได้ตั้งแต่ต้นแต่มู่จื่อหลิงกลับไม่ทำ

            มู่จื่อหลิงยืนกรานที่จะคำนวณอย่างเป็นขั้นเป็นตอนค่อยๆ เดินแผนการไปจนสุดทาง และทวงถามความรับผิดชอบจนถึงที่สุด

            ในตอนแรกนางมีความมั่นใจในตนเองสูง จากนั้นก็ค่อยๆ ถูกกระทบกระเทียบอย่างช้าๆ และหัวใจที่เย่อหยิ่งของนางก็ถูกทำลายลงได้ในที่สุด

            เพราะความมั่นใจของนางยังคงมีอยู่ไม่ว่ามู่จื่อหลิงและหลงเซี่ยวเจ๋อจะไม่เชื่อฟังนางอย่างไร นางก็ไม่หวั่นไหว

            อย่างไรก็ตามหลังจากที่มู่จื่อหลิงจัดการทุกอย่างจนเสร็จสิ้นแล้ว กลับยังไม่เพียงพอ ยังปาระเบิดครั้งใหญ่ลงมาอีกครั้ง

            การดีมาดีกลับ และการปฏิบัติต่อผู้อื่นในแบบที่ตนได้รับ[6] ย่อมเป็นหนทางของมนุษย์ เพราะเหตุนี้มันก็ทำให้นางตกลงไปในเหวแห่งการเผชิญหน้ากับขุมนรกที่ไม่มีที่สิ้นสุด

            นางถูกหยอกล้ออยู่กลางฝ่ามือของมู่จื่อหลิงมาโดยตลอด

            มู่จื่อหลิงยั่วยุนางหรือ? หรือเป็นนางที่ไปยั่วยุมู่จื่อหลิง? เรื่องในวันนี้ มันก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว

            นางไม่ควรกระตือรือร้นต่อความสำเร็จอย่างรวดเร็วเช่นนั้นใช่หรือไม่?

            นางเสียใจเพราะนางไม่ควรทำเช่นนี้โดยที่ยังไม่รู้แน่ชัดอย่างการพยายามจับมู่จื่อหลิงเอาไว้ให้แน่นนางไม่ควรละเลยข้อควรระวังครั้งแล้วครั้งเล่า และนางไม่ควรใช้หนอนกู่ควบคุมจิตใจ

            นางเจ็บปวดเพราะนางจะใช้เวลาทั้งวันภายใต้การควบคุมของผู้อื่นทั้งยังใช้ไปด้วยใจที่สงบสุขอย่างเต็มใจอีกด้วย

            ความรู้สึกของการถูกศัตรูควบคุมนี้เป็นสิ่งที่แย่มากเมื่อคิดถึงมัน!

            เมื่อลองหยั่งเชิงนางหนูเจ้าเล่ห์นั้นในการใช้กลอุบายแต่ตั้งแต่แรกเริ่มก็ไม่มีการหย่อนคล้อยเลยแม้แต่น้อยแล้วตัวนางจะยังสามารถต่อสู้ได้อีกหรือ? คำตอบคือนางไม่รู้!

            จนกระทั่งร่างเรียวที่อยู่นอกประตูหายไปต่อหน้าต่อตานางฮองเฮาก็หลับตาลงอย่างเฉยเมยและเศร้าสร้อย

            มันเป็นการต่อสู้ที่อยู่ภายใต้ความขัดแย้ง!

            บัดนี้นางพ่ายแพ้ต่อหน้าแม่หนูนั้นอย่างสมบูรณ์แล้วจะบอกให้นางสู้ต่อหรือ? จะสู้ได้อย่างไร?

            หากไม่สู้ไม่ตอบโต้แล้วจะอยู่อย่างสงบสุขได้อย่างไร?

            -

            หลงเซี่ยวเจ๋อออกไปเดินเล่นและยังไม่กลับมา

            เขาโรยผงยาหลอนประสาทเป็นครั้งสุดท้ายและกำลังกระตือรือร้นที่จะรีบเข้าไป แต่...

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] สิ่งหนึ่งย่อมข่มอีกสิ่งหนึ่ง (一物降一物)เป็นวลี มีความหมายว่า ทุกสิ่งในจักรวาล ล้วนมีการเติบโตและยับยั้งซึ่งกันและกันหรือทุกสิ่งมีสิ่งที่แพ้ทางกันตามธรรมชาติ

            [2] เขาไท่ซานทรุดลงต่อหน้าแต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยน (泰山崩于前依旧面不改色) เป็นวลี มีความหมายว่า สงบและไม่ได้รับผลกระทบจากโลกภายนอกหรือสงบนิ่ง เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ไม่มีความตื่นตระหนก

            [3] มุ่ยริมฝีปากเป็นสัญญาณให้คน (继续努嘴) เป็นกริยามีความหมายว่าส่งสัญญาณบางอย่างด้วยริมฝีปาก อาจเป็นการทำหน้าบึ้งบอกความไม่พอใจหรือส่งสัญญาณเป็นคำสั่งบางอย่างก็ได้เช่นกัน

            [4] ได้หนึ่งยังจะเอาสอง (得寸进尺) เป็นสำนวน มีความหมายว่า โลภมาก ไม่รู้จักพอเทียบกับสำนวนไทยจะใกล้เคียงกับคำว่าได้คืบจะเอาศอก

            [5] ชีวิตที่ปราศจากความรัก (生无可恋) เป็นคำที่นิยมในอินเทอร์เน็ต มีความหมายว่าชีวิตที่ไม่มีสิ่งใดให้นึกถึงอีกแล้ว เป็นชีวิตที่ไม่มีความหมาย มาจากคำว่า生亦何欢,死亦何苦 แปลว่าชีวิตไม่มีความสุขและความตายไม่เจ็บปวด

            [6] การปฏิบัติต่อผู้อื่นในแบบที่ตนได้รับ (还治其人之身) เป็นวลี มีความหมายว่า ใช้หลักการและวิธีการของผู้อื่นในการรับมือกับคนผู้นั้นเทียบกับคำไทยจะใกล้เคียงกับคำว่า หนามยอกเอาหนามบ่ง หรือตาต่อตา ฟันต่อฟัน

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788