โต๊ะอาหารที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนแต่ตอนนี้พวกเขากลับหายตัวไปเสียแล้ว ผนังที่ตกแต่งอย่างสวยงามก็กลายเป็นความมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด หัวโต๊ะที่เป็นที่นั่งของอลันปรากฏเด็กสาวตัวน้อยเอนหลังพิงเก้าอี้และส่งยิ้มเยาะให้เป็นครั้งคราว
“มาอีกแล้วเหรอ?” ซึฮากิถอนหายใจกล่าวถาม
“อะไรเล่า คนเขาอุตส่าห์มาหาเพราะคิดถึงนะเนี่ย” เธอกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะอาหารและใช้เท้ากวาดจานบนโต๊ะเล่น
“ถ้าเป็นคนอื่นฉันก็ดีใจอยู่หรอกแต่เธอเป็นข้อยกเว้น”
“เหรอ ๆ แต่ดูเหมือนสภาวะจิตใจจะดีขึ้นเยอะเลยนี่ เปรียบเหมือนประตูหัวใจก็คงเปิดไปสองจากหกบานแล้ว ส่วนศักยภาพด้านร่างกายก็เปิดไปสามในหกบานซึ่งมาถึงครึ่งทางแล้ว”
“ช่างเปรียบเทียบดีนี่ แล้วมาหาครั้งนี้มีธุระอะไรอีก?”
เด็กสาวนางนั้นหัวเราะคิกคักและกระโดดลงจากโต๊ะอาหารเพื่อเข้ามาประชิดตัวซึฮากิ
“เมื่อกี้ฉันบอกไปแล้วใช่ไหมว่านายเปิดประตูศักยภาพไปถึงครึ่งทางแล้ว ทีนี้ฉันก็เลยสงสัยว่าถ้าเปิดครบทุกบานจะเป็นยังไง?” โต๊ะอาหารตรงหน้าหายไปกลายเป็นห้องสีขาวที่มีแต่นักวิจัยเดินไปมาไม่หยุด
“มาถึงก็ขุดคุ้ยเรื่องเก่า ๆ ของคนอื่นเฉยเลย แต่ฉันก็ทำอะไรเธอไม่ได้อยู่แล้วนี่” ซึฮากิยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม่ขยับไปไหน
“ก็รู้ตัวดีนี่ เพราะฉะนั้นเรามาดูไปพร้อมกันดีกว่า อัจฉริยะที่ถูกสร้างให้เป็นอัจฉริยะ” ซึฮากิถึงกับถอนหายใจส่ายหัวแต่ก็ต้องยอมตามใจเด็กสาวผู้นั้นไป
ห้องทดลองสีขาวที่ไม่มีอะไรทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาก็คือกระจกที่เชื่อมกับอีกห้องไว้ เหล่านักวิจัยต่างก็เฝ้ามองจากห้องนั้นและจดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำได้
“เขาผ่านบทฝึกสอนทั้งหมดแล้ว ถ้าเป็นเด็กคนอื่นก็ยังต้องใช้เวลาสิบห้าถึงยี่สิบปีแต่เจ้าเด็กนี่กลับทำได้โดยใช้เวลาไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ นายท่านต้องชอบแน่ ๆ ที่เราได้ตัวทดลองเหมาะ ๆ มากกว่าเด็กพวกนั้นแล้ว”
“จะดีเหรอครับที่เราจะส่งเด็กคนนี้ไปให้นายท่าน เขายังเด็กมาก ๆ เลยนะครับ” ผู้ช่วยถาม
“ไม่ต้องห่วงหรอก ในเมื่อเจ้าเด็กนี้ผ่านการฝึกสอนหมดแล้วก็คงจะได้เรียนกับพวกพี่ ๆ นั่นแหละ แต่ฉันก็ยังสงสัยอะไรบางอย่าง...” หัวหน้านักวิจัยคนนั้นเปิดเอกสารสถิติดูแต่ก็ต้องเงยหน้ามองเพดานคิดไม่ตก
“เรื่องที่อายุสมองของเขาเลยไปไกลเกินไปใช่ไหมครับ ตอนแรกผมก็คิดว่าพอ ๆ กับพวกพี่ ๆ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ถ้าเราเพิ่มระดับการทดลองให้อยู่ในระดับเดียวกับผู้ใหญ่...เด็กคนนั้นจะเป็นยังไง?”
“อืม ฉันเชื่อว่าเจ้าเด็กนี่จะไปได้ไกลกว่านั้น เราวัดค่าแค่ระดับเด็กก็เลยยังไม่เห็นขีดจำกัด เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า”
เด็กสาวตัวน้อยเดินเข้ามาบังทิวทัศน์เพื่อที่จะดูคนเดียวจนโดนซึฮากิยกด้วยสองมือไปไว้ข้าง ๆ
“ยอดเยี่ยม เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้เห็นอะไรแบบนี้ ถ้าเป็นแบบนี้ก็คงจะได้เข้าไปอยู่ในห้องมืดแน่ ๆ”
เหล่านักวิจัยยังคงดำเนินการทดสอบต่อไปจนความตื่นเต้นค่อย ๆ หายไปกลายเป็นความหวาดกลัวแทน
“หัวหน้าครับ…พวกเรากำจัดทิ้งดีไหมครับ?” ผู้ช่วยหัวหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวพลางมองไปยังตัวทดลองตรงหน้า
“จะบ้าหรือยังไง เราอุตส่าห์ได้ตัวทดลองที่สุดยอดขนาดนี้มาแล้ว ถ้าเราส่งให้นายท่านเราก็จะได้รางวัลก้อนโตเลยนะเว้ย”
แม้จะมีรางวัลที่เป็นความสุขสบายตลอดชีวิตมากองรออยู่ตรงหน้า แต่เหล่านักวิจัยกลับส่ายหน้ายิ้มไม่ออกเลยสักคนเดียว
“พอเถอะหัวหน้า…เจ้านั่นมันไม่ใช่คนแล้ว…”
“พอเนี่ยนะ ! รู้ไหมว่าทุก ๆ สาขาต่างก็พยายามค้นหาสิ่งที่นายท่านต้องการ แล้วตอนนี้สิ่งนั้นก็มาอยู่ในมือเราแล้ว”
“หัวหน้าครับ ! เราจะรับมือกับเจ้านั่นได้ยังไง ที่สุดของอัจฉริยะอย่างเจ้านั่นที่สามารถทำบททดสอบแบบพิเศษได้โดยใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง นั่นคือบททดสอบที่ต้องใช้อัจฉริยะเป็นพันคนถึงจะทำมันได้นะครับ”
“ฉันรู้เว้ยว่ามันหมายความว่ายังไง แต่พวกแกลองนึกถึงยุคสมัยใหม่สิ เจ้านั่นยังเด็กอยู่เลยแท้ ๆ แต่กลับทำเรื่องน่าเหลือเชื่อได้ขนาดนี้ ถ้ามันได้เติบโตโดยมีพวกเราคอยควบคุมสภาพแวดล้อมมันจะไปได้ไกลขนาดไหนล่ะ?”
ขณะที่เหล่านักวิจัยกำลังถกเถียงกันอยู่ จู่ ๆ หญิงสาวนางหนึ่งก็เดินเข้ามาไม่สนใจยามด้านหน้าเลยสักนิด
“คำสั่งโดยตรงจากนายท่าน จากนี้ฉันจะเป็นคนออกคำสั่งทุกอย่างเอง” หญิงสาวนางนั้นยืนอย่างสง่าผ่าเผยต่อหน้าเหล่านักวิจัยมากมาย
“เธอเป็นใคร? แล้วทำไมถึงเข้ามาได้โดยไม่ขออนุญาตเราก่อน”
“เรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องรู้”
“เฮ้ย ๆ พวกยามไปไหนกันหมดวะ” หัวหน้านักวิจัยเปิดประตูออกไปดูด้านนอกแต่กลับพบว่ายามหลายสิบคนที่มีร่างกายกำยำนอนหมดสติไปหมดแล้ว
“ขอย้ำอีกครั้ง หลังจากนี้ฉันจะเป็นคนควบคุมอำนาจทั้งหมดของศูนย์วิจัยนี้” ท่าทางสบายของเธอทำให้เหล่านักวิจัยสั่นกลัวยิ่งกว่าเดิม พลังอำนาจที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนแม้จะตั้งใจต่อต้านแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เลย
“แม่นายนี่เท่เอาเรื่องเลยนะ” เด็กสาวขี่คอซึฮากิระหว่างที่ชมภาพในอดีตไปด้วยกัน
“แล้วได้รับรู้เรื่องที่ต้องการไหมล่ะ?” ซึฮากิยังคงปล่อยให้เด็กคนนั้นขยุ้มหัวเล่นไปเรื่อย ๆ
“รู้ซึ้งเลยล่ะ ฉันรอวันที่นายจะเปิดประตูครบทั้งหกบานอยู่นะ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจด้วย”
พูดจบเด็กสาวคนนั้นก็โบกมือลาแล้วหายวับไปจากสายตาทันที ภาพของห้องรับประทานอาหารกลับมาอีกครั้งซึ่งจะเห็นพ่อครัวยืนคอตกเพราะทำอาหารไม่ถูกปากอยู่ข้าง ๆ
“อย่าเสียใจไปเลยครับ การได้รับรู้ว่ามีสิ่งที่เหนือกว่า...เราก็จะได้กระตุ้นตัวเองให้พัฒนา” คำแนะนำของซึฮากิทำให้พ่อครัวฮึดสู้อีกครั้งและกลับเข้าครัวไปทันที
“ใช่ ๆ เพราะฉะนั้นพวกนายก็ต้องได้รับรู้ถึงสิ่งที่เหนือกว่าสักที” พักกินข้าวได้ไม่นานเซนก็เริ่มพูดจาเยาะเย้ยเสียแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับชอบใจที่ได้ต่อล้อต่อคำด้วยเสียอย่างงั้น
“กินข้าวเสร็จก็ต้องไปหากิจกรรมย่อยสักหน่อยสินะ กิจกรรมอะไรดีนะที่ช่วยให้ย่อยได้ดี” ทั้งชาญและเซนต่างก็พูดหยอกล้อกันไปมาจนอลันเกิดความสงสัย
“ทั้งสองคนดูสนิทกันมากเลยนะครับ ถ้าไม่ว่าอะไรช่วยเล่าเรื่องของโลกโน้นให้ฟังได้ไหมครับ?” อลันถามด้วยใบหน้าเบิกบานอย่างกับเด็กน้อยได้เลี้ยงลูกหมาครั้งแรก
“แหม ๆ ไม่อยากเล่าเลยแฮะ” เซนคล้อยตามไปกับสถานการณ์และได้เล่าเรื่องการใช้ชีวิตที่โลกเดิมให้ฟัง พอชาญได้ยินก็เลยเล่าเรื่องของตนเองต่อทันที
“โลกอันแสนสงบสุขไร้ซึ่งสงครามสินะ สักวันพวกเราก็อาจจะไปถึงจุดนั้นได้เหมือนกัน”
โลกไร้สงครามเหรอ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกแม้แต่โลกเดิมก็ยังมีสงครามอยู่ แต่สงครามส่วนใหญ่จะเกิดในมุมเล็ก ๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็นการล้วงข้อมูล แย่งดินแดนหรือเรื่องเล็ก ๆ อย่างการค้า ทุกสิ่งที่มีการขัดแย้งกันมักจะเกิดสงครามแต่เพราะเทคโนโลยีของอาวุธพัฒนาไปไกลเกินกว่าจะมาทำสงครามเต็มรูปแบบใส่กัน ตัวเลือกที่ง่ายที่สุดก็คือการข่มขู่และเจรจา ฝ่ายที่มีพลังอำนาจมากกว่าก็แค่โชว์สิ่งที่ตัวเองมีเพื่อให้อีกฝ่ายคิดพิจารณาดี ๆ และหากยังดื้อดึงต่อต้านต่อไปก็อาจจะนำไปซึ่งความสูญเสีย ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายตั้งแต่เริ่มช่วงสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน
“กิจัง เหม่อคิดอะไรอีกแล้วสิท่า” ฟรานวางมือลงบนหัวของซึฮากิและลูบคลำเหมือนลูกหัวหมาแมวไม่มีผิด
“ก็นิดหน่อย ก็แค่มันเป็นไปได้ยากที่จะสร้างโลกไร้สงครามขึ้นมา แม้จะไม่ใช่สงครามใหญ่โตแต่ก็ถือว่าเป็นสงคราม สงครามเทคโนโลยี สงครามประสาท สงครามอาวุธ สงครามไม่เคยหายไปก็แค่เปลี่ยนวิธีการ”
“แต่อย่างน้อยก็ลดความสูญเสียโดยใช่เหตุใช่ไหมล่ะ” ฟรานกล่าวต่อทันที
“สงครามเทคโนโลยีเหรอครับ ผมอยากฟังเรื่องพวกนั้นอีกเยอะ ๆ เลยครับ” อลันถึงกับลุกขึ้นเผลอตบโต๊ะด้วยความตื่นเต้น
มื้ออาหารอันแสนรื่นเริงดำเนินต่อไปด้วยดี พ่อครัวที่หายไปก็กลับมาพร้อมกับอาหารอีกหลายเมนูซึ่งทุก ๆ เมนูล้วนรังสรรค์มาอย่างประณีตเพื่อชนะใจสหายของผู้กล้า
“ยังไม่เท่าไร” คำพูดตรงไปตรงมาของเซนทำให้พ่อครัวเข่าทรุดลงไปอีกครั้ง
“พ่อครัวที่ทำอาหารให้พวกท่านกินคือใครครับ?” สุดท้ายพ่อครัวคนนั้นก็ต้องเปิดใจถามหลังจากพยายามมาหลายครั้ง
“คุณพ่อครัวคงไม่รู้จักหรอกครับแต่ก่อนหน้านี้เจ้านั่นก็มากับเราเหมือนกัน ตอนนั้นเราได้เปิดร้านอาหารในโรงเรียนด้วย”
หลังจากนั้นเซนก็เล่าเรื่องที่มาครั้งก่อนให้ฟังจนพอใจ
“ผมเคยได้ยินมาเหมือนกันครับ พวกเด็กนักเรียนพูดกันตลอดเลยว่าเมื่อไรจะกลับมาเปิดอีกครั้ง” อลันกล่าว
“สุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอครับ ผมเองก็อยากลิ้มรสชาติของพ่อครัวคนนั้นบ้าง” คุณพ่อครัวที่อยู่แต่ในคฤหาสน์ไม่ค่อยได้พบปะผู้คนจึงไม่ค่อยรู้เรื่องที่โรงเรียนนัก ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือเรื่องร้านอาหารของสุดยอดพ่อครัวหรืออาจารย์พิเศษที่ได้รับการยอมรับจากเหล่าคณาจารย์ล้วนไม่เคยมาถึงหูของเขาเลย
“เดี๋ยวก่อนนะ ฉันเหมือนจะพกของของเจ้ายูกิมาด้วย” เซนหยิบอาหารแท่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ อาหารแท่งเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับเป็นอาหารฉุกเฉินสามารถพกได้ง่ายดาย
“อ้อ ! ฉันก็จำได้แล้ว” พอนึกได้คานะก็หยิบขึ้นมาดูบ้าง
“มันคืออาหารฉุกเฉินที่ให้พลังงานสูงและเก็บได้นาน ต่อให้เราจะกินหรูอยู่สบายแต่ก็ต้องพกติดตัวไว้ตลอดเผื่อในกรณีที่คาดไม่ถึง” ซึฮากิก็หยิบขึ้นมาบ้างเช่นเดียวกับฟราน
ทั้งอลันและพ่อครัวต่างก็เดินเข้ามาดูใกล้ ๆ ในขณะที่พวกชาญไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเพราะเคยเห็นอาหารแท่งแบบนี้มาตั้งแต่โลกก่อนแล้ว
“มันกินได้ด้วยเหรอครับ? ดูไม่เหมือนของกินเลย” อลันลองหยิบขึ้นมาดูทุกมุมด้วยความสงสัยก่อนจะวางกลับที่เดิม
“กินได้สิครับ” เซนหักส่วนเล็ก ๆ แบ่งให้อลันและพ่อครัวได้ลองกิน
รสสัมผัสกรุบกรอบในวินาทีแรกที่กัดทำให้แรงสั่นสะเทือนไปถึงสมองราวกับเป็นการกระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัว แต่เมื่อได้เคี้ยวไปหลาย ๆ คำก็จะรู้สึกชินไปกับความกรุบกรอบนั้นและสุดท้ายมันก็จะหมดลงในไม่กี่อึดใจ วินาทีนั้นเองความอยากกินไม่รู้จบก็ถาโถมเข้ามาราวกับปีศาจแห่งความตะกละที่อยากกินไม่รู้จบ
รสชาติมัน ๆ เค็ม ๆ แสดงให้เห็นถึงการเอาตัวรอดที่ต้องกินเพื่อให้อยู่ท้องและเดินต่อไปได้มิใช่การกินเพื่อเติมเต็มท้องให้ป่องออกมา อาหารแท่งที่สร้างขึ้นเพื่อความอยู่รอดได้ลดรายละเอียดของรสชาติลงเพื่อคงสภาพและอัดสารอาหารเข้าไปให้มากที่สุด ถึงแม้มันจะจืดชืดเกินไปสำหรับบางคนแต่หากกินในสถานการณ์ที่ยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตายก็คงจะรสชาติดีไม่น้อย
“ฉันขอคารวะผู้ที่ทำอาหาร...ไม่สิ ฉันขอคารวะผู้ที่ได้สรรค์สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา การที่ฉันได้กินมันก็เหมือนกับตนเองได้นั่งอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเลือดที่มองไปทางไหนก็หาอะไรใส่ท้องไม่ได้ เจ้าสิ่งนี้มันกำลังเติมเต็มจุดจุดนั้น จุดที่เราตระหนักได้ถึงอดีตที่ผ่านมาว่าช่างโง่เคราเพียงใดถึงไม่มีสิ่งนี้อยู่ในมือ” อลันกล่าวอย่างหนักแน่นทำเอาพวกชาญทำตัวไม่ถูก
“ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมอาหารของตัวเองถึงทำให้พวกคุณชื่นชอบไม่ได้ ฉันเข้าใจแล้วว่าโลกข้างนอกมันกว้างใหญ่เพียงใด ต่อจากนี้ฉันจะอุทิศชีวิตให้แก่การทำอาหาร ฉันจะมุ่งมั่นและพยายามสร้างอาหารที่สุดยอดเพื่ออย่างน้อยก็ไปให้ถึงในระดับเดียวกับสิ่งนี้”
บรรยากาศร้อนรุ่มปะปนไปกับความสงสัยกำลังแพร่ขยายคำถามมากมายเข้าไปในหัวทุกคน แค่อาหารแท่งชิ้นเดียวกลับทำให้อลันและพ่อครัวเพ้อได้ถึงขนาดนี้ จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่ามีสารเสพติดอยู่ในนั้นหรือเปล่า
หลังจากกินอาหารเสร็จพวกเขาก็ตรงไปยังลานฝึกด้านหลังคฤหาสน์ ลานฝึกที่มีรัศมีกว้างถึงหนึ่งร้อยเมตรอย่างกับจะเอาไว้แข่งกีฬาประจำปี
“เพื่อความยุติธรรมฉันจึงอยากจะเสนอการดวลในรูปแบบอื่น ถ้าหากจะให้สู้กันมันอาจจะเจ็บตัวโดยใช่เหตุ” อลันเรียกอัศวินและเจ้าหน้าที่มากมายมาที่ลานฝึก
“กฎนั้นง่ายมาก เราจะแบ่งการดวลเป็นหกอย่างซึ่งใครที่ชนะในการดวลแต่ละครั้งก็จะได้หนึ่งแต้มแล้วค่อยมารวมกันทีหลัง”
การดวลรอบแรกจะเป็นการวิ่งแข่งซึ่งเซนได้ออกตัวอย่างรวดเร็วแต่เมื่อผ่านไปสิบรอบความเร็วก็ตกลง ในจังหวะนั้นชาญก็ได้วิ่งแซงไปเป็นที่เรียบร้อยและจบที่สามสิบรอบซึ่งแซงหน้าเซนไปหกรอบ
“ต่อไปจะเป็นการดวลด้านความแข็งแรง”
ทั้งสองจะได้ถือบาร์ที่จะใส่แท่งเหล็กเพิ่มไปเรื่อย ๆ สามร้อยกิโลกรัม สี่ร้อยกิโลกรัม พวกเขายังเพิ่มลูกเหล็กไปเรื่อย ๆ จนไปถึงหนึ่งตันกับอีกสามร้อยกิโลกรัมเป็นจุดที่ชาญยอมทิ้งตัวลงกับพื้นเพราะรับน้ำหนักไม่ไหวแล้ว
“เอามาอีก !” แต่เซนไม่หยุดแค่นั้นเพราะเขายังยืนหยัดต่อไปจนน้ำหนักพุ่งทะลุสองตัน
“ขออีก...นิด” แม้หน้าจะแดงก่ำเหมือนเส้นเลือดจะแตก แต่เซนก็ยังอยากไปให้ถึงขีดจำกัดที่แท้จริงซึ่งน้ำหนักสุดท้ายที่ทำได้ก็คือสองตันกับอีกสามร้อยกิโลกรัม
“ต่อไปดวลความยืดหยุ่น”
เซนแพ้ในทันทีหลังจากที่โดนฉีกขาเป็นตัววายแล้วลงไปนอนร้องโอดครวญ ในขณะที่ชาญยังสามารถบิดตัวลงมาได้ครึ่งหนึ่งอย่างผีตัวขาดไม่มีผิด
“ต่อไปจะเป็นการดวลสมาธิ”
คราวนี้ซึฮากิจะเป็นคนดำเนินการดวล เขาใช้ผลส้มกับแก้วสิบใบเพื่อคว่ำและสลับไปมาเรื่อย ๆ หากจำได้ทั้งคู่ก็จะเพิ่มระดับความเร็วเข้าไปอีก สุดท้ายเซนก็มึนจนอาเจียนของที่พึ่งกินไปออกมา
“ต่อไปจะดวลเรื่องความแม่นยำ”
คานะเข้ามาทำหน้าที่ผู้ดำเนินการเพราะเธอเป็นคนที่แม่นยำที่สุดถ้าไม่รวมซึฮากิจึงเหมาะแก่การเป็นผู้ตัดสิน ในการดวลครั้งนี้สิ่งที่ใช้ไม่ใช่อาวุธตรง ๆ แต่เป็นการยิงเวทมนตร์ พวกเขาต้องใช้มานายิงเวทมนตร์อะไรก็ได้เพื่อทำลายแท่งไม้ที่วางไว้ข้างหน้า และจุดสุดท้ายที่แท่งไม้วางไว้ก็คืออีกฟากของคฤหาสน์ไกลถึงหนึ่งกิโลเมตร ถึงแม้จะไม่มีใครยิงโดนแท่งไม้นั้นได้แต่ชาญก็เก็บคะแนนไปได้มากกว่าอยู่ดี
“ต่อไปถ้าพลาดอาจจะเจ็บตัวนิดหน่อย เราจะมาดวลความเร็วในการตอบสนองกัน”
พวกเขาขีดเส้นเป็นวงกลมแสดงพื้นที่ที่เซนและชาญสามารถยืนอยู่ได้ หากออกนอกวงก่อนจะถือว่าแพ้
“ชาญของฉันคะแนนนำจนไม่ต้องดวลรอบสุดท้ายแล้วแท้ ๆ แต่พวกเขาก็จะดวลกันต่อเหรอ?” ซันนี่กอดอกมองครุ่นคิด
“ถึงจะบอกว่าคะแนนนำขาดแล้วก็เถอะ แต่พวกเขาคงไม่สนใจคะแนนไร้สาระอยู่แล้ว” ฟรานนั่งพิงซันนี่ทำเหมือนพิงเก้าอี้และให้เธอคอยลูบผมให้
“จะว่าไปช่วงนี้นายดูเงียบ ๆ นะซากิ” ซันนี่หันมองชายหนุ่มรูปงามที่เอาแต่มอง
“นั่นสิ ก่อนหน้านี้นายก็พูดคุยกับฉันบ่อย ๆ นี่ หรือแค่ฉันหายไปแป๊บเดียวเลยทำตัวห่างเหินแบบนี้” ฟรานดีดตัวขึ้นมาตั้งตรงเพื่อมองหน้าซากิ
“ไม่มีอะไรหรอกน่า ฉันก็แค่กำลังใช้สมาธิอยู่” หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดยกเว้นซึฮากิ ตลอดเวลาที่พวกเขาได้รวมตัวกันซากิก็เอาแต่จ้องมองพวกเซนเพื่อวิเคราะห์และจดจำทุกอิริยาบถ
เกรงใจสินะ ปกติถ้าเป็นโลกเดิมก็คงจะเดินมาจูงมือฟรานไปด้วยแล้ว แต่ตอนนี้ไม่กล้าทำอะไรแบบนั้นเพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ฐานะทางสังคม ความต่างของพลัง สายตาที่เปลี่ยนไปและตัวเราที่มีอำนาจมากขึ้น
“อย่า ๆ” ฟรานถึงกับเสียงหลงเมื่อซันนี่จักจี้เอวและลูบคลำไปทั่วตัว
เป็นคนที่ปล่อยตัวพอสมควรเลยนะฟราน ถ้าแค่เพศเดียวกันก็คงไม่แปลกแต่กับชาญหรือซากิก็ยังไม่คิดมากกับการแตะเนื้อต้องตัวเลยสักนิด ที่บ้านบุญธรรมของเธอสอนมาแบบไหนล่ะเนี่ย ระหว่างนั้นซึฮากิไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังแสดงสีหน้าผิดแปลกไปจากปกติ ทันทีที่ฟรานเหลือบมาเห็นเธอก็ยิ้มบางตอบรับทันที
เพื่อความตื่นเต้นเซนและชาญจึงจ้องหน้ากันและกันและยังต้องคอยหลบกระบองไม้จากอัศวินนับสิบไปด้วย
“ไม่ธรรมดากันเลยแฮะ” ฟรานกล่าว
“อีกฝั่งหนึ่งเป็นคนที่ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาหลายครั้ง ในขณะที่อีกฝั่งเป็นผู้มากพรสวรรค์ที่สามารถดึงศักยภาพของร่างกายออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่ยังไงในการดวลรอบนี้เซนก็ชนะ…” ซึฮากิพูดไม่ทันขาดคำการดวลก็จบลงทันที แม้ชาญจะแพ้ไปแล้วแต่เซนก็ยังท้าทายต่อไปเรื่อย ๆ
เหล่าอัศวินของตระกูลลอแรนรุมฟาดเซนไม่ยั้งแต่ก็ยังพลาดเป้าทุกครั้งไป เซนกระโดดขึ้นสูงเพื่อหลบวิถีการฟาดที่ขนาบข้างมาพร้อมกันห้าอันและหมุนตัวหลบกระบองไม้อีกสามอันกลางอากาศ
ท้ายที่สุดเซนก็หมดแรงหลบและโดนกระบองไม้รุมฟาดด้วยอารมณ์หมั่นไส้ของเหล่าอัศวิน
“สรุปแล้วชาญก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะไป หวังว่าพวกนายจะเลิกท้าดวลกันมั่วซั่วได้สักที...หรืออยากได้อะไรที่มันชัดเจนกว่านี้อีก?” ซึฮากิออกหน้าเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ด้วยตนเอง
“ให้ตายสิ ฉันล่ะอยากงัดหน้าเจ้านั่นตรง ๆ มากกว่า” เซนยังคงจ้องหน้าชาญไม่หยุด
“มาสิ ๆ” ชาญตอบรับด้วยการแลบลิ้นปลิ้นตาล้อเลียน
“ให้ตายสินิสัยก๊อบปี้กันมาหรือยังไง ถ้าอยากดวลกันจริง ๆ ก็ไปดวลกันที่เอลโฟเรียแล้วกัน ที่นั่นมีสถานที่ที่ใช้ฝึกกันประจำอยู่นี่”
“ฉันก็อยากลองดวลบ้างนะ” ซันนี่โบกมือเรียกก่อนที่พวกซึฮากิจะเดินออกไป
“อืม ฝากด้วยล่ะคานะ”
คานะและซันนี่เริ่มดวลแบบเดียวกับพวกเซน แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือชัยชนะขาดลอยด้วยฝีมืออันเหนือชั้นของคานะ
“เป็นไปไม่ได้ ฉันสู้อะไรเธอไม่ได้สักอย่างเลยเหรอ? ทั้ง ๆ มันผ่านมาแค่ปีเดียวแท้ ๆ แต่เธอกลับนำหน้าฉันไปไกลขนาดนี้แล้ว”
“อย่าเศร้าไปเลยน่า แต่ถ้าอยากแข็งแกร่งไว ๆ ก็มากับฉันได้นะ” ฟรานเข้ามาปลอบทันทีด้วยการสวมกอดจากด้านหลังและบีบพุงเล่นไปด้วย
ทันใดนั้นซากิก็ทำเสียงกระแอมขัดจังหวะ “ซึฮากิ…มาดวลกับฉันสักยกหนึ่งสิ”
“ยกเดียว? เลือกมาเลยว่าอยากดวลแบบไหน” ทั้งสองเดินเข้าหากันเพื่อจ้องเข้าไปในดวงตาของกันและกัน
จุดประสงค์แฝงคืออะไรกันแน่ แต่เรื่องที่อยากดวลไม่ได้โกหก ซึฮากิพยายามสังเกตท่าทางและสายตาของซากิเพื่อเดาว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ทั้งคานะและเซนเราเห็นการเคลื่อนไหวแล้ว แต่เจ้านี่แทบจะไม่เผยอะไรให้เห็นเลย ซากิเองก็พยายามมองทุกสัดส่วนเพื่อวิเคราะห์ว่าจะรับมือยังไง
โห่ ดูแค่พวกเซนยังไม่พอสินะ อยากวิเคราะห์และจดจำไว้เพื่อเอาไปฝึก นั่นคือความลับของความแข็งแกร่งพวกนั้นเหรอ
“จับมือ” คำกล่าวสั้น ๆ ของซากิทำให้คนอื่นขมวดคิ้วสงสัย
“ตามนั้น” พูดจบซึฮากิก็ยื่นมือไปหาซากิ
แม้จะดูเหมือนการจับมือธรรมดาแต่พอมือได้สัมผัสกันมันก็ทำให้ออร่ามานาพุ่งพวยราวกับภูเขาไฟกำลังปะทุ มานาของทั้งสองเคลื่อนไหวไปมาอย่างอิสระเพื่อหาจังหวะแทรกแซงมานาอีกฝ่ายเหมือนแฮ็กเกอร์สองคนกำลังแย่งกันเจาะระบบ
“นี่มันอะไรเนี่ย?” ลอแรนถึงกับตาโตเมื่อได้เห็นการจับมือที่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลราวกับยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบ แต่นั่นกลับปลุกความอยากรู้อยากเห็นของผู้ได้ชื่อว่าจอมเวทแห่งลอแรนขึ้นมา ชายผู้นั้นเดินเข้าประชิดเพื่อสัมผัสการต่อสู้กันของมานาอย่างใกล้ชิด
“พวกนายสองคนนี่มันสุดยอดจริง ๆ อดีตกบฏแห่งอาณาจักรเซียกับผู้ใช้เวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยาก”
ลอแรนวางมือลงบนมือของทั้งสองเพื่อเข้าร่วมการประชันมานา ทั้งสามคนยื้อกันไปมาไม่มีใครยอมปล่อยมือจนเวลาล่วงเลยไปนานถึงสิบนาที
“เหอะ เป็นปีศาจของแท้เลยนี่” สุดท้ายลอแรนก็ต้องยอมปล่อยมือเพราะทนรับมือมานาพวกนั้นไม่ไหว จากนั้นไม่นานซากิก็ต้องปล่อยมือตาม
“พอใจหรือยังล่ะ?” ใบหน้าเรียบนิ่งของซึฮากิทำให้ซากิเดาะลิ้นหงุดหงิด
“พอใจสุด ๆ เลยล่ะ” เขายังคงปั้นหน้ายิ้มได้อย่างเป็นธรรมชาติก่อนจะเดินจากไปเงียบ ๆ
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยพวกเขาก็ออกเดินทางยังที่หมายต่อไป
“ท่านอลันครับ เจ้าคนเมื่อกี้มัน...” ก่อนที่อัศวินจะพูดจบอลันก็ดันยกมือหยุดไว้ก่อนเหมือนรู้ว่าจะพูดอะไร
“ฉันเห็นแล้ว ขณะที่กำลังรับมือกับมานาของสองคนมันก็ยังส่งมานาออกไปตรวจสอบพื้นที่และตรวจจับเห็นคนของฉันทั้งหมดด้วย แถมก่อนที่มันจะออกไปก็ยังส่งมานากลับมาทักทายเหมือนกำลังบอกใบ้ว่ารู้เห็นทุกอย่างอยู่แล้ว”
“เราจะเอายังไงดีครับ ให้เราส่งคนออกไปจัดการมันดีไหม?”
“เสี่ยงเกินไป รอบ ๆ ตัวมันยังมีคนอื่นที่มีฝีมืออยู่ ถ้าจะเล่นงานก็ต้องเล่นงานตอนอยู่คนเดียวเพื่อความแน่นอน”