เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 105 ทะลวงขั้นจิต

              ท่ามกลางจวนเก่าแก่โบราณ โดยรอบเป็นทิวทัศน์อันงดงามน่าหลงใหล

              บริเวณโดยรอบจวนแห่งนี้เต็มไปด้วยทหารองครักษ์หลายร้อยคนสวมชุดเกราะไว้บนร่างพลังลมปราณแผ่ซ่านและยืนคุ้มกันอย่างเงียบงัน นัยน์ตาอันเฉียบคมนั้นมองไปทั่วบริเวณ

              ในบรรดาทหารผู้คุ้มกันทั้งหลายนั้นผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็ยังเป็นชายฉกรรจ์ที่อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับห้าคุ้มกันอย่างเข้มงวดจนแม้แต่แมลงวันสักตัวก็อย่าหวังว่าจะได้บินเข้ามา

              นอกจากนี้คือบริเวณโดยรอบนั้นมีค่ายเวทย์แห่งพลังปราณอันยิ่งใหญ่คอยคุ้มกันหากไม่ระวังแล้วบังเอิญไปทำให้กลไลของมันทำงานเข้าก็คงจะถูกล้อมเอาไว้อย่างแน่นหนา

              ผู้ที่สามารถมีกำลังคนและการคุ้มกันอย่างแน่นหนาเช่นนี้ในเมืองไท่หยางมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งซึ่งสถานที่เก็บตัวบำเพ็ญตนของตงหลายต้าซือก็นับเป็นหนึ่งในนั้น

              ด้านหลังของมันเป็นห้องลับตั้งอยู่ใจกลางจวนสร้างขึ้นอย่างประณีตงดงามและดีเลิศ มีการปิดล้อมเอาไว้อย่างดี ภายในมีตราเวทย์ของพลังอันแข็งแกร่งที่เมื่อเข้าไปแล้วก็นับว่าอยู่ในพื้นที่ปิดอย่างสมบูรณ์และนั่นก็คือจุดที่ตงหลายต้าซือใช้ในการเก็บตัวบำเพ็ญตน ซึ่งโดยปกติแล้วไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไป

              ทว่าผู้ที่นั่งอยู่ภายในอย่างเงียบงันก็คือเมิ่งฝานเขาไม่ได้ขยับไปที่ใดเพียงแค่ลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “สถานที่แห่งนี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”

              “อืม ที่นี่นับว่าไม่เลวอย่างน้อยเจ้าก็จะไม่ถูกรบกวน รวบรวมพลังจิตณแล้วพยายามทะลวงอุปสรรคของพลังจิตเสียข้าจะพยายามช่วยเจ้าอย่างสุดกำลัง แต่ถึงอย่างไรมันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าด้วยการที่จะทะลวงขั้นพลังจิตได้ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของพลังนั้นจะข้ามผ่านไปได้หรือไม่!”

              เสียงของรั่วสุ่ยอีดังขึ้นมาอย่างช้าๆเมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะขยับฝ่ามือรวบรวมพลังปราณของตนเองให้ไปรวมกันที่จุดชีพจรขณะเดียวกันเขาก็หลับตาลงก่อนจะมีการระเบิดพลังเกิดขึ้นที่สมุทรจิต

              การบรรลุพลังจิตจากขั้นวิญญาณไปยังขั้นจิตนั้นคือการก้าวขึ้นไปบนบันไดที่สูงกว่าเดิมทำให้พลังจิตสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ สามารถออกจากร่างกายได้ทุกเวลา และหากต้องการทำได้เช่นนั้นจะต้องเรียนรู้วิธีการเคลื่อนพลังจิตชั่วพริบตาต่อมาพลังจิตทั้งหมดของเมิ่งฝานก็ผสานพลังแล้วพุ่งทะลวงไปยังจุดสูงสุดของสมุทรจิตอย่างไม่หยุดยั้ง

              “เวลานี้เจ้าคงจะสัมผัสได้แล้วว่าในจุดสมุทรจิตของเจ้าอยู่ตรงนั้นตีทะลวงมันเสีย แล้วการบรรลุจะราบรื่น”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นพลังจิตของเมิ่งฝานพลันถาโถมเพียงชั่วพริบตาเขาก็สัมผัสได้ว่าในสมุทรจิตของตนเองมีพลังงานที่พิเศษบางอย่างกำลังกดทับตัวเขาอยู่ซึ่งแรงกดทับนี้คล้ายดั่งขุนเขามากมายนับแสนลูก ต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังรู้สึกได้ในส่วนลึกของหัวใจว่าตนเองคงไม่อาจต้านทานได้

              นี่เป็นความรู้สึกที่น่าสะพรึงเสียยิ่งกว่าความเจ็บปวดรวดร้าวของร่างกายเพราะมันคือแรงกดดันที่ส่งผลกระทบต่อพลังจิตมีเพียงการพัฒนาพลังจิตของตนเองให้ขึ้นไปยังขั้นจิตเท่านั้นถึงจะสามารถทำลายแรงกดดันนี้ได้จะต้องไม่ยำเกรงหวาดกลัว ไม่สะพรึงไม่ร้อนรน ทำให้จิตแข็งแกร่งดุจหินผาต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งก็ยังไม่รู้สึกยำเกรง

              ส่วนใหญ่แล้วปรมาจารย์จิตศัสตราทั้งหลายมักจะติดอยู่ในขั้นนี้ทั้งสิ้นทำได้เพียงมองมันอย่างไร้ซึ่งความสามารถเท่านั้น หากต้องการทะลวงขั้นพลังดังกล่าวนั้นจะต้องอาศัยทั้งดวงชะตาศักยภาพ และเวลา จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เป็นอันขาด

              เมิ่งฝานตวาดเสียงดังในวินาทีต่อมา เขารวบรวมพลังทั้งหมดในร่างกายเอาไว้จึงทำให้เลือดลมในร่างเดือดพล่านดุจกำลังถูกแผดเผาก็ไม่ปานเมื่อฝ่ามือขยับเพียงเล็กน้อยพลันมีศิลาวิญญาณปรากฏขึ้นมา

              หากต้องการใช้พลังจิตเพียงอย่างเดียวก็นับว่าเป็นเพียงความฝันของผู้ที่โง่เขลาและเวลานี้เมิ่งฝานก็กำลังจะใช้ศิลาวิญญาณเป็นตัวช่วยการที่มันเกิดขึ้นข้างกายของอสรพิษเนตรทับทิมศิลาวิญญาณนี้จึงมีประโยชน์มากมายมหาศาลสามารถเพิ่มพลังจิตให้แก่ผู้ใช้ได้ในชั่วพริบตา

              มิฉะนั้นแล้วอสรพิษเนตรทับทิมตัวนั้นก็คงจะไม่นำมันให้อสรพิษเนตรทับทิมตัวน้อยเก็บเอาไว้ทว่ายามนี้มันได้กลายมาเป็นของเมิ่งฝานแล้ว

              มุมปากของเด็กหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลืนศิลาวิญญาณเข้าไป เพียงชั่วพริบตาพลังของศิลาวิญญาณก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างเมื่อพลังงานแห่งฟ้าดินอันอัศจรรย์นี้สอดผสานกับพลังจิต ร่างกายของเมิ่งฝานราวกับหม้อที่กำลังจะระเบิดก็ไม่ปานความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นทะยานไปทั่วร่าง

              หากต้องการทะลวงขั้นจิตจะต้องทำลายล้างเสียก่อน!

              เมิ่งฝานกัดฟันแน่น เขาเข้าใจในสิ่งที่ตำราโบราณได้กล่าวเอาไว้ว่าสิ่งใดคือการตั้งตัวบนความล้มเหลวสิ่งใดคือประสบผลสำเร็จหลังจากพ่ายแพ้ในทันใด หากต้องการทะลวงไปยังขั้นจิตจะต้องมีพลังจิตที่มากพอทว่าพลังจิตดังกล่าวนั้นจะต้องผ่านการทำลายล้างที่เจ็บปวดนี้ไปเสียก่อนถึงจะบังเกิดผล

              แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นก็มีเพียงเล็กน้อยพลังจิตที่ผ่านการขัดเกลาได้เกิดขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกันก็มีความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการขัดเกลาทำลายล้างเช่นกันเป็นความเจ็บปวดที่แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังต้องร่างกายสั่นเทา หยาดเหงื่อหลั่งไหล เมิ่งฝานจำต้องกัดฟันแน่นเพราะเวลานี้เขาแทบจะหมดสติไปเลยก็ว่าได้

              ภายในไข่อสูรทมิฬนั้นรั่วสุ่ยอีหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้าต้องการบรรลุพลังจิตขั้นจิตโดยเร็วก็มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นแล้วล่ะความเจ็บปวดนี้เจ้าเป็นผู้เรียกหามันเอง หึหึ...แต่ข้าก็เชื่อมั่นในตัวเจ้าไม่น้อยเช่นกัน!”

              อ๊าก!!!

              เมิ่งฝานตวาดเสียงดัง ก่อนจะผลักฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปยังห้องบำเพ็ญตนเสียงระเบิดดังลั่นก่อนจะมีรอยร้าวปรากฏขึ้นบนแผ่นเหล็กของห้อง เป็นรอยนิ้วที่ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนจนแทบจะทะลุน่าตระหนกเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว

              ปัง! ปัง! ปัง!

              ความเจ็บปวดของพลังจิตมากมายทำให้เมิ่งฝานไม่อาจเก็บไว้ได้อีกต่อไปฝ่ามือใหญ่ผลักออกไปเบื้องหน้าอย่างไม่หยุดยั้งแล้วทิ้งรอยเอาไว้บนผนังเหล็กมีเพียงทำเช่นนี้จึงจะทำให้เมิ่งฝานนั้นรู้สึกดีขึ้นบ้าง นัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ชุดสีครามบนกายฉีกขาด

              หากไม่ใช่เพราะที่นี่สร้างขึ้นมาจากโลหะชั้นเลิศมีความแข็งแกร่งสูง ก็อาจจะทะลุเพราะฝ่ามือของเมิ่งฝานก็เป็นได้

              ยามนี้บรรดาทหารองครักษ์ทั้งหลายต่างก็หันไปมองห้องเก็บตัวบำเพ็ญตนด้วยนัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความประหลาดใจทั้งสิ้น

              เสียงที่คล้ายดั่งสัตว์ป่าร้องคำรามและการสั่นสะเทือนของโลหะนั้นทำให้ทหารองครักษ์ที่แม้จะเคยผ่านสงครามมานับร้อยก็ยังรู้สึกตกตะลึงจนเนื้อเต้น

              แต่ในเวลานี้ผู้ที่อยู่ข้างในกลับรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วร่างทั้งยังดูคล้ายว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีวันสิ้นสุดอีกด้วย เสมือนว่าจิตวิญญาณของเขากำลังตกอยู่ในความมืดดำไร้ซึ่งความหวังมีเพียงความเจ็บปวดและความมืดดำไร้ขอบเขตเท่านั้น!

              ภายใต้ความเจ็บปวดนั้นมีเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากมุมปากของเมิ่งฝานซ้ำยังสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ซึ่งมันเป็นความเจ็บปวดที่ทำให้เมิ่งฝานมองไม่เป็นแสงแห่งความหวังเลยแม้แต่น้อยพลังจิตภายในสมุทรจิตค่อยๆ จางหายไป คล้ายว่าแม้แต่สติของเขาเองก็ยังกำลังเลือนรางไปเช่นกัน

              เมื่อเวลาผ่านไปพลังของเมิ่งฝานก็ค่อยๆจางหายไปด้วย เวลานี้แม้แต่จะขยับนิ้วเมิ่งฝานก็ยังรู้สึกต้องใช้แรงอย่างมากฉะนั้นแล้วยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเลือดลมที่แปรปรวน

              จะยอมแพ้ไม่ได้!

              เขาใช้พลังเฮือกสุดท้ายกัดลิ้นตนเองเวลานี้แม้แต่ที่หน้าผากก็ยังมีเลือดปรากฏ เมิ่งฝานพยายามทำให้ตนเองมีสติอยู่ตลอดเวลามีเพียงการไม่ย่อท้อและยอมแพ้เท่านั้นจึงจะสามารถก้าวขึ้นไปยังพรรคเหมันต์สวรรค์ได้อย่างอาจหาญมีเพียงการไม่ยอมแพ้เท่านั้นจึงจะสามารถฝ่าฟันขวากหนามไปถึงขั้นสูงสุดของจอมยุทธ์ได้

              เขามีเวลาสามปี ซึ่งยามนี้ผ่านไปครึ่งปีแล้วสำหรับเมิ่งฝานแล้วทุกวินาทีล้วนแต่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง จะต้องบำเพ็ญตนและบรรลุขั้นพลังไปเรื่อยๆ! เวลานี้เมิ่งฝานยังคงนั่งแน่นิ่งอยู่กับที่และเงียบงัน

              หนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม สามชั่วยามผ่านไป...

              เวลาผ่านไปกว่าห้าชั่วยามที่เมิ่งฝานไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อยมีเพียงเลือดสีแดงสดที่หยดลงจากร่างกายเท่านั้น

              ....

              “ผู้ที่อยู่ภายในเป็นอย่างไรแล้วกันแน่?”

              “ไม่รู้แต่ดูคล้ายว่าตงหลายต้าซือจะให้ความสำคัญกับเขาเป็นอย่างมาก!”

              “หึ ตอนนี้ไม่ส่งเสียงใดเลยแม้แต่น้อยเกรงว่าคงจะตายไปแล้วกระมัง?”

              ทหารองครักษ์ที่อยู่รอบนอกเริ่มสนทนากันด้วยความสงสัยแต่แล้วในวินาทีต่อมาพลันมีกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากจุดที่เคยเงียบงันดั่งความตายขณะเดียวกันเมิ่งฝานที่นั่งอยู่กับที่ก็ได้ลืมตาขึ้นมา เวลาผ่านไปห้าชั่วยาม แต่สำหรับเขาเหมือนดั่งข้ามผ่านไปนานนับห้าปีก็ไม่ปาน

              การที่พลังจิตถูกขัดเกลาทำลายล้างไปทีละเล็กละน้อยทำให้เมิ่งฝานรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่งแต่ว่า...ในที่สุดก็มีแสงแห่งความหวังเปล่งประกายขึ้นมาท่ามกลางความมืดมนมันเป็นเพียงแสงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้จุดชีพจรของเมิ่งฝานสว่างไสวและเด่นชัดไม่มีความรู้สึกที่คล้ายดั่งกำลังเผชิญกับความกดดันที่มากมาย

              ทะลวงผ่านไป!

              ในที่สุดหลังจากที่ฝึกบำเพ็ญตนมาอย่างไม่หยุดยั้งเขาก็สามารถทะลวงเส้นทางที่เชื่อมกับสมุทรปราณได้เสียที

              ร่างของเมิ่งฝานสั่นสะท้าน ก่อนที่ต่อมาพลังจิตของเขาจะผสานตัวเข้าด้วยกันทั้งหมดที่ยอมทนทุกข์มานานเพียงนี้ก็เพื่อบรรลุขั้นจิตแล้วมองเห็นความเป็นความตาย ทันใดนั้นพลังจิตทั้งหมดที่อยู่ในสมุทรจิตของเมิ่งฝานก็เดือดพล่านหลั่งไหลมารวมตัวกันดั่งสายธารหลาก บริเวณโดยรอบสั่นสะเทือนอากาศพลันเริ่มจับตัวแข็ง

              ภายในสมุทรปราณสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเวลานี้พลังจิตทั้งหมดของเมิ่งฝานกำลังทะลวงจุดสมุทรปราณอย่างรุนแรง

              เด็กหนุ่มรวบรวมพลังจิตเข้าไว้ด้วยกันเขาจะต้องทะลวงอุปสรรคซ้ำยังมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งภายในพลังจิตของเขานั้นมีความเชื่อมั่นว่าจะไม่ยอมแพ้แฝงอยู่ด้วย

              เขาทนทุกข์มามากต้องถูกเหยียดหยามมาไม่น้อย เดิมทีเป็นเพียงเด็กหนุ่มในหมู่บ้านอูเจิ้นและพัฒนามาถึงขั้นนี้ทีละก้าวสิ่งเดียวที่เขาใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวก็คือความเชื่อมั่น ทั้งฝึกฝนอย่างหนักและไม่ละทิ้งความเชื่อมั่นและแล้วเวลานี้อุปสรรคที่ขวางกั้นเมิ่งฝานอยู่ในจุดสมุทรปราณก็ได้พังทลายลงไป!

              เพียงชั่วพริบตาร่างของเด็กหนุ่มก็สั่นสะท้านพลังจิตที่เดิมทีสูญสิ้นไปจนหมดได้กลับมาถาโถมมากมายอีกครั้ง สมุทรปราณเปลี่ยนแปลงพลังจิตหลอมรวมและมีมากกว่าก่อนหน้านี้ถึงสิบเท่าที่มากไปกว่านั้นคือพลังจิตที่อยู่ท่ามกลางสมุทรปราณของเขายามนี้มันบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิม

              เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมแต่กลับสามารถรับรู้ได้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะหนึ่งร้อยเมตรรอบกาย!

              หย๊า!~~

              เมิ่งฝานตวาดออกมาเสียงดังพร้อมกับการสั่นสะท้านที่เกิดขึ้นทั่วร่างพลังจิตแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ แล้วในเวลาต่อมาก็คล้ายดั่งว่าห้องเก็บตัวฝึกบำเพ็ญตนที่เขาอยู่ในเวลานี้กำลังจะแตกกระจาย

              พลังปราณที่มากมายดุจดั่งสายน้ำแผ่ซ่านออกไปปะทะเข้ากับผนังเหล็กจนเกิดรอยร้าวขึ้นประหนึ่งว่าถูกอาชาหลายหมื่นตัวพุ่งชน

              พลังจิตอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกไปจนทำให้ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ในอาณาบริเวณหนึ่งร้อยเมตรโดยรอบสั่นสะท้านส่วนบรรดาทหารองครักษ์ทั้งหลายก็หน้าถอดสีไปตามๆ กันก่อนจะมองมายังห้องเก็บตัวฝึกบำเพ็ญตนแห่งนี้พลันเกิดความรู้สึกเคารพนับถือเมิ่งฝานขึ้นในหัวใจ

              ภายใต้แรงกดดันอันยิ่งใหญ่นั้นทำให้พวกเขารู้สึกหายใจติดขัดบรรดาองครักษ์มากมายหลายร้อยคนต่างก็มีเม็ดเหงื่อปรากฏขึ้นที่หน้าผาก และต้องล่าถอยไปเพราะแรงกดดันที่แผ่ซ่าน!

              ภายในห้องเก็บตัวนั้น พลังจิตที่เป็นเป็นดั่งพายุโหมกระหน่ำถาโถมอยู่เป็นเวลาหนึ่งก้านธูปถึงได้หยุดลง

              เมิ่งฝานยังคงนั่งอยู่ที่เดิมแต่พลังในตัวของเขากลับฟื้นฟูมาทั้งหมดแล้วเมื่อเขาลืมตาขึ้นพลันมีแสงวาวโรจน์ เพราะรู้ว่าตนเองได้บรรลุพลังจิตขั้นวิญญาณและทำลายพันธนาการขึ้นมาถึงขั้นจิตแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน