ตอนที่ 48
เริ่มตั้งตัว (14)
“ !!!! ” อวี้หลินที่อยู่ด้านหลังทำท่าทางเป็นถนนขึ้นมาทันทีเมื่อได้พบเห็นว่าคุณหนูตัวน้อยสามารถใช้พลังวิญญาณได้
จูเฟยนางสามารถสร้างรั้วกั้นค่ายกลด้านหน้าได้สำเร็จโดยที่มีพื้นที่ที่มีขนาดกว้างมากขึ้นประมาณนึง ตอนนี้พื้นที่ด้านหน้ามีจำนวนในการเพาะปลูกต้นพฤกษาน้ำได้กว้างขึ้นอีกระดับ
ที่ต้องสร้างรั้วกั้นที่เป็นค่ายกลเอาไว้เพราะว่าจะได้ป้องกันเราปลาที่เข้ามากัดกินต้นสมุนไพรพฤกษาน้ำ จูเฟยหันกลับมามองอวี้หลินที่อยู่ด้านหลังของนางและกำลังทำใบหน้าท่าทางที่ตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างมากอยู่
“ เจ้าเป็นอันใดของเจ้าน่ะอวี้หลิน?? ” นางเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
“ ก็คุณหนูสามารถใช้ค่ายกลได้งั้นหรือเจ้าคะ ” อวี้หลินทำท่าทางประหลาดใจเป็นอย่างมากตัวของนางไม่เคยเห็นคุณหนูของนางใช้ค่ายกลมาก่อน
“ เจ้าลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าอาจารย์ของข้าเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณน่ะ ในเมื่อท่านอาจารย์ก็เป็นผู้ใช้พลังวิญญาณตัวของข้าเองก็ต้องสามารถใช้พลังวิญญาณได้สิ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นอวี้หลินก็ลดท่าทางตื่นตระหนกของนางลงทันที ตัวของนางลืมเรื่องนี้ไปได้เช่นไรว่าท่านอาจารย์หยางเป็นผู้ที่ใช้พลังวิญญาณ
“ ขออภัยเจ้าค่ะ ”
หลังจากนั้นเด็กทั้งสองก็ได้เริ่มทำการหว่านเมล็ดลงไป
หลังจากการทำทุกอย่างเสร็จมันก็เข้าสู่ช่วงเย็นพอดีเลยพากันกลับไปที่บ้านที่ตั้งอยู่ใต้ในสลัมนอกเมือง บ้านที่เคยอยู่กันสองแม่ลูกเมื่อมีตัวของอวี้หลินเพิ่มเข้ามามันก็ดูอบอุ่นขึ้นเป็นอย่างมาก
วันต่อมาวันนี้ไม่ได้มีอะไรให้พวกนางทำเป็นพิเศษเมื่อหว่านเมล็ดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต้องรอให้มันเจริญเติบโต เพราะเช่นนั้นพวกนางเลยเดินทางเข้าไปภายในเมืองเพื่อช่วยท่านยายหวังและท่านแม่ของนางทำการค้าขายผัก
นี่เป็นวันแรกที่อวี้หลินเดินทางมาถึงร้านเมื่อนางเดินทางมาเห็นตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก มีลูกค้ามากมายมารอจะซื้อผักตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด
สาวใช้ตัวน้อยยืนร่างกายแข็งแรง จูเฟยที่เดินนำไปด้านหน้านั้นหันกลับมามองก่อนที่นางจะเปิดปากน้อยแล้วพูด “ ไปได้แล้ว~ ”
“ เจ้าค่ะ~ ” อวี้หลินตั้งสติของตัวเองแล้วเดินหน้าตรงไปอย่างรวดเร็ว
การค้าขายใดเริ่มขึ้น วันนี้พวกนางมีถึง 4 ชีวิตทำให้สามารถค้าขายผักโดยที่ตัวของพวกนั้นมีเวลาพักเหนื่อยกันบ้าง ถึงแม้ว่าจะมือเป็นระวิงไปบ้างแต่ก็ไม่เหนื่อยเท่าทำ 3 คนหรือ 2 คน
เมื่อได้มาทำการช่วยท่านแม่และท่านยายหวังในการค้าขายผักในวันนี้ทำให้ตัวของจูเฟยรู้ได้ทันทีเลยว่าในวันปกติท่านแม่และท่านยายหวังคงจะเหนื่อยเป็นอย่างมากอย่างแน่นอน
เพราะเช่นนั้นร้านแห่งนี้ควรมีลูกจ้างได้แล้วอาจจะนำมาเพิ่มซัก 2 คนเพื่อที่จะช่วยในการหยิบจับแต่ละอย่าง
ตอนนี้ป้ายร้านนั้นก็ถูกทำขึ้นมาแล้วประดับอยู่ด้านบนให้เห็นอย่างชัดเจน ชื่อว่าร้านผักของท่านยายหวัง ร้านผักเลื่องชื่อไปทั่วทั้งเมืองไม่ว่าผู้ใดยาวจะซื้อขายผักก็ต้องมาที่ร้านผักแห่งนี้ เพราะว่าร้านผักของท่านยายหวังนั้นเป็นผักที่สดใหม่และมีคุณภาพแถมยังราคาถูก
เมื่อทำงานจนเสร็จทั้ง 4 ชีวิตได้มานั่งพักกัน วันนี้ผักภายในร้านก็ขายหมดไปเช่นทุกวัน จูเฟยรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้นางจะต้องหาผู้ที่มาช่วยท่านแม่ท่านยายของนางค้าขายผักแล้ว
เพราะว่าอย่างไรเสียตัวของนางแล้วก็อวี้หลินก็คงจะไม่มีเวลามาช่วยทั้งสองในการค้าขายเช่นนี้ทุกวัน
“ ท่านยายเจ้าคะ ถ้าคิดว่าพวกท่านน่าจะจ้างคนงานมาช่วยขายผักได้แล้วนะเจ้าคะ อาจสัก 2 คนจะได้เบาแรงท่านยายและท่านแม่ไปบ้าง ” เด็กน้อยที่นั่งพักอยู่นั้นเสนอขึ้นมา
“ นั่นก็ดีเหมือนกัน~ แล้วจะไปจ้างคนงานจากที่ใดมาล่ะ ภายในเมืองแห่งนี้ก็ไม่รู้ว่าผู้ใดอยากจะทำงานกับร้านผักของข้า ”
ดูเหมือนว่าท่านยายหวังนั้นจะเห็นด้วยกับความคิดของจูเฟย แต่มันติดอยู่ที่ว่าภายในเมืองอู่หนานที่เป็นเมืองค้าขายทางน้ำผู้คนส่วนใหญ่ก็รู้แล้วแต่มีธุรกิจของตัวเอง การจัดหาคนงานมาช่วยสัก 2 คนนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ลำบากมากแล้ว
จูเฟยได้ยินเช่นนั้นก็เข้าสู่ท่าทางคุณคิดอย่างขะมักเขม้นดูเหมือนว่ายัยหนูตัวน้อยนั้นจะมีความคิดดีๆปรากฏขึ้นมาภายในหัวอีกแล้ว “ เรื่องนั้นปล่อยให้ข้าจัดการเองเถอะเจ้าค่ะ~ ”
จูเฟยลุกขึ้นจากท่านั่งของนางก่อนที่จะรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“ เอ๋!!!! จูเฟยลูกจะไปไหนน่ะ!!! ” หมิ่นอวี้เฟยเห็นบุตรสาวของนางนั้นรีบวิ่งออกไปก็ตะโกนเรียกในทันที
“ นายหญิงไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะข้าจะตามคุณหนูไปเอง ” อวี้หลินลุกขึ้นแล้วเสนอตัวอย่างรวดเร็วก่อนจะวิ่งตามคุณหนูตัวน้อยของนางไป
“ ฝากด้วยนะอวี้หลิน ” หมิ่นอวี้เฟยตะโกนส่งอวี้หลิน ก่อนที่นางจะกลับมาถอนหายใจเฮือกใหญ่ บุตรสาวของนางนั้นเหลือเกินจริงๆเป็นเด็กที่คิดไวทำไวแล้วไม่ค่อยจะฟังคนอื่น
ในขณะนั้นเองหลังจากที่วิ่งออกมาจากร้านผักของยายหวังก็มุ่งตรงไปที่ที่ว่าการอำเภอที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอีกครั้ง
ครั้งนี้ที่ว่าการอำเภอเมืองเมื่อเข้ามาถึงตัวของจูเฟยก็ได้เดินเข้าไปถึงที่ภายในนั้นนางก็พยายามมองหาบางอย่าง ผู้คนที่จะให้คำปรึกษานางได้และตัวของนางก็ได้ไปสะดุดตากับข้าราชการหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดสีแดงแต่ดูลวดลายน้อยกว่าผู้จัดการที่ดินที่นางเคยพบเจอน่าจะเป็นเพราะยศและตำแหน่ง
จูเฟยวิ่งตรงเข้าไปหาข้าราชกาลหนุ่มผู้นั้น เมื่อตัวของนางนั้นพุ่งทะยานเข้าไปขวางหน้าเรียบร้อยแล้วมันทำให้ข้าราชการหนุ่มผู้นั้นถึงกับผงะถอยหลังไปทันที
“ โยว!!! ยัยหนูน้อยเหตุใดเจ้าถึง!! ” เขาอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนกร่างกายนั้นจะเซล้มไปด้านหลัง
“ ฮ่าๆๆ ขออภัยเจ้าค่ะ ” เด็กน้อยหน้าตาสดใสยิ้มแป้นออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบหัวของตนเอง
“ เฮ้อ!! ” ข้าราชการหนุ่มผู้นั้นได้ถอนหายใจลากยาวเพื่อตั้งสติแล้วกลับมาจ้องมองกับยัยหนูตรงหน้าของตนเอง
“ ว่าอย่างไรยัยหนูเจ้าเข้ามาถึงที่ว่าการอำเภอเช่นนี้มีเรื่องอันใด ”
“ คือว่านะเจ้าคะข้าอยากจะขอแรงที่ว่าการอำเภอนั้นประชาสัมพันธ์หน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ ประชาสัมพันธ์เรื่องอันใดกัน?? ”
“ คือว่าท่านยายหวังที่เป็นเจ้าของร้านผักด้านหน้าของตลาดน่ะเจ้าคะ อยากจะรับคนงานมาเพื่อช่วยในการขายผักที่ร้าน ข้าเลยคิดว่าอยากจะขอแรงทางที่ว่าการอำเภอนั้นประกาศให้หน่อยว่าอยากจะรับคนงาน ”
“ โดยมีค่าจ้างให้เป็นรายวันและร่างสัญญาอย่างชัดเจน แบบนี้มันก็ดีกับที่ว่าการอำเภอด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะคนว่างงานจะได้น้อยลงและทำให้เมืองนี้เจริญมากขึ้น ”
เมื่อได้ยินข้อเสนอของยายหนูตรงหน้าข้าราชการหนุ่มผู้นั้นก็กลับมาอยู่ในท่าทางครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้น พูดอีกก็ถูกอีกดูแล้วการที่จะช่วยป่าวประกาศให้ผู้คนภายในเมืองที่ยังว่างงานอยู่นั้นมีงานทำมันก็เป็นเรื่องที่ดี
เขาได้พยักหน้าขึ้นลงราวกับว่ากำลังเห็นด้วยกับข้อเสนอของจูเฟย
“ ข้าเข้าใจแล้ว~ แล้วอย่างไรตัวของเจ้านั้นอยากจะได้คนงานที่มีคุณสมบัติอันใดบ้างล่ะ ”
“ เรื่องนั้นถ้าไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติอันใดเจ้าค่ะ ขอเพียงแค่เป็นคนขยันเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องมีความสามารถพิเศษอันใดก็ได้ ” จูเฟยตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
นางคิดว่าคนที่มีความขยันและเป็นคนดีย่อมดีกว่าการที่จะรับคนที่มีความสามารถพิเศษมากมายแต่เป็นคนเกียจคร้านและเป็นคนที่มีนิสัยที่ย่ำแย่
อย่างไรเสียธุรกิจการค้าขายเช่นนี้การจะรับพนักงานมันก็ต้องดูที่คนด้วย
“ คือว่านะเจ้าคะถ้าเกิดท่านได้คนแล้วก็ ก็ช่วยไปบอกท่านยายหวังที่ร้านผักด้านหน้าตลาดหน่อยนะเจ้าค่ะ ถือว่าข้าอยากจะพูดคุยกับผู้ที่มาสมัครด้วยตนเอง ” จูเฟยพูดต่ออย่างรวดเร็วไม่ให้อีกฝ่ายนั้นมีช่องว่างหยุดพักหายใจเลยสักนิด
แน่นอนว่าก่อนจะรับพนักงานนางเองก็อยากจะพูดคุยกับผู้ที่มาสมัครงานเช่นเดียวกัน ในชีวิตก่อนนางเป็นแม่ค้าพบเจอผู้คนมากมายดวงตาของนางพอจะมองใจของผู้คนออกอยู่บ้าง
“ อืม~ อืม~ เข้าใจแล้ว!! เข้าใจแล้ว!! เรื่องนี้ตัวของข้าจะรับเรื่องไว้แล้วกัน ” ข้าราชกาลหนุ่มได้ตอบกลับ
“ ขอบคุณเจ้าค่ะ ” จูเฟยและอวี้หลินได้ก้มคารวะตามมารยาท
ตัวของสาวใช้ที่ติดตามคุณหนูตัวน้อยนางยิ่งรู้สึกประหลาดใจกับตัวตนของคุณหนูของนางมากขึ้นไปอีก คุณหนูของนางเป็นเด็กวัยเพียง 6 ปีจริงๆงั้นรึเหตุใดถึงมีทักษะการพูดและการคิดอ่านที่เฉียบขาดมากขนาดนี้ ทั้งความคิดและการพูดบางทีผู้ที่มีอายุมากระดับหนึ่งก็ยังไม่สามารถทำได้เท่ากับคุณหนูของนางเลย
แน่นอนว่าความประหลาดใจนั้นไม่ได้มีเพียงแค่อวี้หลินเท่านั้นที่ประหลาดใจ ผู้คนที่ล้วนได้พบเจอกับจูเฟยก็ต้องคิดเช่นเดียวกัน
หลังจากที่จัดการธุระเรื่องนี้เสร็จนางก็ได้เข้าไปภายในส่วนที่จัดการที่ดินเพื่อไถ่ถามเรื่องของเมื่อวาน นางอยากจะรู้ว่าตัวของท่านผู้นั้นได้ต่อราคาที่ดินนั้นให้ลงเหลือสักเท่าใด
ไปได้ไถ่ถามมากจนเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาโดยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางได้รู้ราคามาแล้วราคาที่สามารถซื้อขายที่ดินนั้นมาได้หลังจากไปต่อราคาจากผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินมานั่นก็คือราคาประมาณ 160 ตำลึง
ด้วยราคาเท่านี้ยังสามารถหาเงินส่วนที่ขาดได้ในเวลา 1 เดือนอย่างแน่นอน
“ เอาล่ะหาได้อย่างแน่นอนหนึ่งเดือนจากนี้ ” จูเฟยพูดกับตนเองออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ
หลังจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปถึง 1 เดือน เข้าสู่ปลายเดือนเจ็ดเรียบร้อยแล้ว หลังจากบากบั่นทำงานมาเป็นเวลา 1 เดือนเต็มๆ ทั้ง 2 ช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้นจนสุดท้ายแล้วพวกนางก็สามารถหาเงินส่วนที่ขาดมาได้ มันได้มามากกว่าเงินส่วนที่ขาดอีกประมาณนึงด้วยตอนนี้เงินในกระเป๋าของจูเฟยมีอยู่ถึงประมาณ 180 ตำลึง
พวกนางทำงานหนักมากขึ้นอีกคนละ 1 เท่าตัวเพื่อที่จะหาเงินจำนวนนี้มาให้ได้ แล้ววันนี้ก็เป็นฤกษ์งามยามดีที่ตัวของจูเฟยจะได้เดินทางไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินผืนนั้นแล้ว
จบตอน