ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 174 สถานการณ์บีบคั้น!

            “ปัง!”

            กำแพงศิลาอีกแห่งพุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินขวางกั้นเบื้องหน้าพวกเขาเอาไว้

            พายุหมุนทมิฬพุ่งชนกำแพงศิลาอย่างจังจนเกิดฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วฟ้าลมพัดแรงเสียจนไป๋ฉางเซิงแทบจะลืมตาไม่ขึ้น

            ขณะเดียวกันเหนือหัวของพวกเขา การโจมตีของหลวี่อียังคงโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องทว่าในตอนนี้เป้าหมายของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว

            เขาเปลี่ยนเป้าหมายจากการเล่นงานเจียงจืออวี๋มาเป็นการกำจัดเวินโหรวแทน

            จากการปะทะกันเพียงไม่กี่กระบวนท่าหลวี่อีก็ตระหนักได้ว่าหากเขาไม่กำจัดเจ้าตัวประหลาดที่ดูเหมือนจะสร้างขึ้นจากโลหะเงินทั้งตัวนี้ทิ้งไปเสียก่อนเขาก็คงยากที่จะโจมตีเจียงจืออวี๋ได้อย่างเห็นผล

            ประเด็นสำคัญคือยัยนี่ทำตัวเหมือนไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเองเลยสักนิด

            ต่อให้ต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อรับการโจมตีเธอก็ไม่มีความคิดที่จะปล่อยให้เจียงจืออวี๋ขึ้นมาจากใต้ดินก่อนเวลาอันควร

            พวกที่ไม่กลัวตายเขาเองก็เคยเห็นมาบ้างแต่นั่นมักจะเป็นพวกที่รู้ตัวว่าอย่างไรก็ต้องตายแน่ ๆจึงพยายามจะลากเขาลงนรกไปด้วย

            แต่ประเภทที่ยอมสละชีวิตตัวเองเพียงเพื่อปกป้องคนอื่นโดยไม่สนใจสิ่งใดเลยแบบเวินโหรวนี้เขาเพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก

            เดี๋ยวนะ...ผู้ฝึกยุทธ์ไม่ควรจะเห็นแก่ความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลักหรอกเหรอ?

            หลวี่อีไม่เข้าใจความคิดนั้นแต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางการระดมโจมตีเวินโหรวอย่างบ้าคลั่งของเขาเลย

            ในเมื่อแกอยากตายนักฉันก็จะสงเคราะห์ให้! แค่ฆ่าเวินโหรวทิ้งเขาก็ยังชิงตัวเจียงจืออวี๋ได้เหมือนเดิม!

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหลวี่อีก็ปลดปล่อยการโจมตีทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่เวินโหรวโดยไม่ยั้งมืออีก

            และในนาทีนี้เองที่ความได้เปรียบของผู้ฝึกยุทธ์เวลาเผชิญหน้ากับจอมเวทก็ได้แสดงผลออกมาอย่างเต็มที่

            ตั้งแต่เริ่มมีวิวัฒนาการของวิถียุทธ์ก็มีคำกล่าวในทุกสายการต่อสู้ว่า 'จงจำไว้ว่าอย่าได้ปล่อยให้ผู้ฝึกยุทธ์เข้าประชิดตัวเด็ดขาด'

            ไม่ว่าจะเป็นจอมเวทหรือผู้ควบคุมสัตว์อสูรหากสู้กับผู้ฝึกยุทธ์แล้วถูกเข้าถึงตัวได้ นั่นก็หมายถึงความตาย

            ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพลังรบที่แท้จริงของหลวี่อีนั้นอยู่เหนือกว่าเวินโหรวเสียด้วยซ้ำ

            ข่าวดีเพียงอย่างเดียวคือเวินโหรวก็เหมือนกับเจ้าทึ่มจู้ ร่างกายของเธอถูกสร้างขึ้นจากเงินมายาทั้งหมดทำให้มีความสามารถในการต้านทานบาดแผลสูงมาก

            ดังนั้นแม้การโจมตีของหลวี่อีจะป่าเถื่อนรุนแรงเพียงใดแต่การจะทำลายเธอให้สิ้นซากในเวลาอันสั้นก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี

            เวินโหรวอาศัยความแข็งแกร่งของเงินมายาเข้าปะทะกับการโจมตีของหลวี่อีอย่างไม่ลดละเธอส่งไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋กลับลงไปใต้ดินอีกครั้งก่อนจะพาพวกเขาพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์อย่างสุดกำลัง

            สถานการณ์ดูเหมือนจะติดอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันอย่างแปลกประหลาดแต่ในความเป็นจริงทั้งไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ต่างก็มีความวิตกกังวลบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ

            เพราะตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ห่างจากเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์ไม่ต่ำกว่าเจ็ดร้อยกิโลเมตร

            ด้วยระยะทางขนาดนี้ต่อให้เวินโหรวจะมีความเร็วสูงแค่ไหน แต่ภายใต้การรบกวนของหลวี่อีการจะกลับไปให้ถึงที่นั่นย่อมต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง

            และที่ชัดเจนที่สุดคือหลวี่อีและหวังเหมิ่งไม่มีทางปล่อยให้พวกเขามีโอกาสเช่นนั้น

            ต่อให้โลหะเงินมายาจะแข็งแกร่งเพียงใดย่อมมีวันที่ต้องแตกสลาย ความต่างมีเพียงแค่จะพังลงช้าหรือเร็วเท่านั้น

            และหลังจากที่ต้องขึ้นมาเปลี่ยนอากาศหายใจเป็นครั้งที่สี่ไป๋ฉางเซิงก็เห็นแล้วว่าเวินโหรวเริ่มจะทนไม่ไหว

            ตามร่างกายของเธอเริ่มมีรอยปริร้าวปรากฏขึ้นปกติแล้วรอยเหล่านี้จะสมานคืนสภาพได้เองแต่ครั้งนี้รอยร้าวนั้นกลับนิ่งสนิทไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นฟูเลย

            เห็นได้ชัดว่าเวินโหรวมาถึงขีดจำกัดแล้ว

            เธอกระแทกมือเรียกกำแพงศิลาขึ้นมาขวางกั้นระหว่างเธอกับหลวี่อีก่อนจะทะยานร่างมาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงจืออวี๋

            เมื่อพลิกฝ่ามือลงกำแพงศิลาอีกหลายชั้นก็ผุดตามขึ้นมา แม้กำแพงเหล่านี้จะไม่อาจหยุดยั้งหลวี่อีได้แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยถ่วงเวลาได้อีกสักพัก

            ในขณะเดียวกันพื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็เกิดระลอกคลื่นเงาร่างสีเงินอีกร่างหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าไป๋ฉางเซิง

            เขาคือเจ้าทึ่มจู้ที่แยกไปพัวพันต่อสู้กับหวังเหมิ่งตามลำพังเกือบครึ่งชั่วโมงนั่นเอง

            สภาพของเจ้าทึ่มจู้ในตอนนี้มีรอยร้าวปรากฏขึ้นตามตัวเช่นกันแถมยังมากกว่าและลึกกว่าของเวินโหรวเสียอีก

            ร่างของเขาดูราวกับเครื่องปั้นดินเผาที่แตกกระจายแล้วถูกทาด้วยกาวซ่อมแซมไว้อย่างลวกๆ จนดูไม่เรียบเนียน ส่วนจอบเงินประจัญบานที่เคยถืออยู่ในมือก็สูญหายไปนานแล้ว

            “เจ้านาย เจ้าทึ่มจู้ไร้ประโยชน์ พลังงานของข้าถูกผลาญไปเกือบหมดแล้ว...คงไม่อาจพาท่านฝ่าวงล้อมออกไปได้”

            เมื่อเห็นเจียงจืออวี๋เจ้าทึ่มจู้ก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย พลางเอ่ยคำขอโทษออกมา

            เจียงจืออวี๋ได้ฟังดังนั้นก็เพียงแต่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเธอทำเต็มที่แล้วฉันประมาทเอง ไม่คาดคิดว่าฝ่ายนั้นจะยังมีไพ่ตายซ่อนไว้อีก”

            จะโทษว่าเจียงจืออวี๋ประมาทก็คงไม่ได้เพราะหวังเหมิ่งนั้นเป็นพวกระมัดระวังตัวจนเกินเหตุจริง ๆ

            ทั้งที่เป็นถึงโหวแห่งยุทธ์แท้ๆ แค่จะมาตามล่าแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นคนเดียวกลับยังอุตส่าห์ไปหาโหวแห่งยุทธ์อีกคนมาเป็นผู้ช่วยเนี่ยนะ?

            แต่ตอนนี้จะพูดอะไรไปก็เปล่าประโยชน์การหาทางฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ

            ไป๋ฉางเซิงสูดลมหายใจลึกมองดูรอยร้าวบนร่างของเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวแล้วเอ่ยถามขึ้น“ถ้าพลังงานหมด ก็ต้องหาทางเติมสิ!”

            “ยาพลังเลือด? หรือสมุนไพรวิญญาณ? หรือจะเป็นยาสารอาหารดีล่ะ?”

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวต้องการสิ่งใดแต่ของพวกนี้เจียงจืออวี๋ก็เตรียมมาไว้บ้างก่อนออกเดินทาง

            ทว่าคำตอบที่ได้รับคือการส่ายหน้าจากเจียงจืออวี๋“การขับเคลื่อนผู้พิทักษ์เงินมายา ต้องพึ่งพาผลึกธาตุเท่านั้น”

            “ซึ่งของสิ่งนี้... มันหายากจนเกินไป”

            “ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในมือของระดับจักรพรรดิยุทธ์แทบไม่มีหลุดรอดออกมาภายนอกเลย”

            ผลึกธาตุงั้นเหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าของสิ่งนี้คืออะไรแต่พอเจียงจืออวี๋พูดว่ามันอยู่ในมือของระดับจักรพรรดิยุทธ์ไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจได้ทันทีว่าไอ้ผลึกธาตุที่ว่านี้มันหายากระดับไหน

            สรุปคือ...ต้องจบลงแค่นี้จริง ๆ เหรอ?

            กำแพงศิลาที่เวินโหรวสร้างไว้กำลังถูกทำลายลงอย่างป่าเถื่อนเสียงถล่มดังสนั่นหวั่นไหวเข้าใกล้พวกเขามาทุกขณะ

            “แต่เจ้านายไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ”

            เวินโหรวเอ่ยขึ้นน้ำเสียงของเธอยังคงแฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานและนุ่มนวลเช่นเคย

            “ฉันกับเจ้าทึ่มจู้สามารถจุดระเบิดแก่นพลังงานในร่างกายได้ซึ่งจะสร้างพลังทำลายล้างที่เทียบเท่ากับการโจมตีเต็มกำลังของราชันยุทธ์ระดับต้น”

            “ถึงตอนนั้น สองคนข้างนอกนั่นต่อให้ไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัสคงไม่สามารถตามล่าเจ้านายต่อไปได้อีกแน่นอน”

            ระเบิดพลีชีพงั้นเหรอ?

            ทันทีที่คำนี้หลุดออกมาไม่ใช่แค่เจียงจืออวี๋ที่เงียบไปแม้แต่ไป๋ฉางเซิงเองก็ยังอึ้งจนหาคำพูดมาตอบรับไม่ถูก

            หากมองในแง่พื้นฐานทั้งเวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้ก็เป็นเพียงผู้พิทักษ์เงินมายาที่พวกเขาได้มาจากการบุกเบิกแดนเร้นลับในครั้งนั้น

            ยิ่งไปกว่านั้นการยอมสละชีพเพื่อปกป้องเจ้านายมันก็คือพันธกิจที่พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

            แต่ถ้ามองในแง่ของความผูกพันเวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้ต่างก็ใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขามานานโดยเฉพาะเจ้าทึ่มจู้ที่อยู่เคียงข้างคอยขัดเกลาทักษะและเพิ่มพูนประสบการณ์การต่อสู้ให้กับไป๋ฉางเซิงมาตลอด

            แม้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบไป๋ฉางเซิงจะเป็นฝ่ายโดนอัดอยู่ข้างเดียวก็เถอะแต่การต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าเหล่านั้นก็ทำให้ไป๋ฉางเซิงมองเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวว่าเป็นเพื่อนไปแล้ว

            จะให้เขาทนดูเพื่อนต้องมาตายไปต่อหน้าต่อตาเพื่อช่วยชีวิตเขางั้นเหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าตัวเองทำเรื่องแบบนั้นไม่ลงจริงๆ

            แต่ความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้ากลับบีบคั้นจนแทบไม่มีทางเลือกอื่นหากเวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้ไม่ยอมพลีชีพ พวกเขาทั้งหมดก็ต้องตายกันอยู่ที่นี่

            จะตายไปด้วยกันทั้งหมดหรือจะรักษากำลังไว้เพื่อรอวันเอาคืน?

            “ถ้าฉันรอดออกไปได้ฉันสัญญาว่าจะต้องหาทางซ่อมแซมพวกคุณให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้”

            ไป๋ฉางเซิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดแต่เจียงจืออวี๋ได้ตัดสินใจไปแล้ว

            เวินโหรวเงยหน้าขึ้นมองเจียงจืออวี๋พลางส่งยิ้มให้

            ขณะที่เจ้าทึ่มจู้ยังคงมีท่าทางซื่อๆ เหมือนเดิม เขาขยับมือขึ้นเกาหัว แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสเข้ากับรอยร้าวบนศีรษะแทน

            ในขณะเดียวกันนั้นเองเสียงของหลวี่อีก็ดังแว่วมาจากอีกฝั่งของกำแพงศิลา

            “แม่สาวน้อย อย่าเพิ่งรีบร้อนไปสิจ๊ะ...เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะเข้าไปเสพสุขกับเธอเดี๋ยวนี้แหละ...”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน