“เข้ามา ข้าจะสู้ตายกับพวกเจ้า”เสียงตะโกนของชายหนุ่มดังขึ้น
ในระหว่างที่ไผ่พึ่งวิ่งออกมาจากป่าก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างโกรธแค้นของชายหนุ่ม
ไม่รอช้าไผ่จึงหันหน้าแล้ววิ่งไปในทิศทางของเสียงทันที หลังจากวิ่งข้ามเขาลูกเล็กๆไผ่ก็พบกับชายหนุ่มชุดสีขาวที่ตอนนี้ถูกย้อมไปด้วยเลือดกำลังต่อสู้กับฝูงหมาป่านับร้อยตัว
เมื่อมาถึงไผ่ก็ไม่รีบร้อนเข้าไปช่วยเนื่องจากไม่ได้รู้จักกันและที่สำคัญไม่รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้มีค่าพอจะช่วยหรือไม่ เมื่อคิดเช่นนั้นไผ่จึงหย่อนก้นลงนั่งมองดูการต่อสู้ของชายคนนั้นด้วยความสนใจ
“หือ” ไผ่เค้นเสียงเล็กน้อยพร้อมทั้งมองไปที่ด้านหลังของชายหนุ่มคนนั้น
“อย่างนี้นี่เองมิน่าละเขาถึงได้ไม่ถอยออกจากตรงนั้น ช่างเป็นคนที่น่าสนใจ”ไผ่พึมพำด้วยรอยยิ้มเมื่อมองเห็นการกระทำของชายหนุ่ม ไผ่ลุกขึ้นช้าๆพร้อมทั้งย่อขาลงก่อนจะกระโดดขึ้นฟ้าสุดแรง
“มาได้แค่นี้สินะ”ชายหนุ่มพึมพำเบาๆอย่างอ่อนแรงในตอนนี้ร่างกายของเขามาถึงขีดจำกัดแล้ว ชายหนุ่มมองฝูงหมาป่าที่กระโจนเข้ามาจากทุกทิศทางจากนั้นจึงหลับตาลงช้าๆ
ตู้ม
เสียงระเบิดอย่ารุนแรงดังขึ้นพร้อมกับสายลมอันรุนแรงกระแทกเข้าที่ใบหน้าของเขาทำให้ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมามองและสิ่งที่เห็นในสายตาของเขาก็คือแผ่นหลังของชายคนหนุ่มพร้อมทั้งหลุมลึกและศพหมาป่ามากมายนอนอยู่ใกล้เท้าของเขา
“อย่ามั่วแต่ตกใจกินนี้แล้วก็แบ่งให้กับสองคนนั้นด้วย”ไผ่หันมาพูดกับชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มพร้อมกับโยนขวดหยกที่มีโอสถรักษาระดับCอยู่ด้านใน
ใช้แล้วสิ่งที่ชายหนุ่มคนนี้พยายามต่อสู้โดยไม่หันหลังหนีเป็นเพราะเขาพยายามปกป้องชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังนอนหมดสติด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสอยู่
“ขอบคุณ”ชายหนุ่มไม่พูดมากให้เสียเวลาเพราะตอนนี้มีสิ่งที่สำคัญกว่าต้องทำ หลังจากรับโอสถที่ไผ่โยนให้เขาก็รีบกินเข้าไปหนึ่งเม็ดแล้วรีบนำไปป้อนให้กับชายหญิงสองคนที่นอนหมดสติอยู่
“ได้ออกกำลังกายหน่อยก็ดี”ไผ่เลิกสนใจแล้วหันไปมองฝูงหมาป่าด้วยรอยยิ้ม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ไผ่กระโจมเข้าหาพวกมันด้วยมือเปล่าพร้อมกับเข้าเราะเสียงดังที่ได้สู้อย่างมีความสุข แม้ว่าพวกมันจะมีจำนวนนับร้อยตัวและเป็นระดับทองแทบทั้งหมดโดยมีระดับมองคำขาวเพียงแค่3ตัวในนั้น
แต่ทั้งหมดก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับไผ่เลยแม้ว่าจะต้องสู้และค่อยดูไม่ให้ฝูงหมาป่าหันไปโจมตีทั้งสามคนนั้นด้วยก็ตาม
หลังจากที่กลายเป็นระดับทองสัตว์อสูรมอนเตอร์ระดับทองเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับไผ่อีกเลย แม้แต่ระดับทองคำม่วงเองก็ตามไผ่ก็ยังสามารถต่อสู้และกดดันมันได้เช่นกัน
ยกเว้นเพียงแค่พวกสัตว์อสูรหรือมอนเตอร์ที่มีสายเลือดพิเศษเท่านั้นถึงจะสามารถสู้กับไผ่ในระดับเดียวกันได้
ผ่านไปเพียงแค่5นาทีการต่อสู้ก็จบลงหลังจากที่ไผ่สังหารหมาป่าระดับทองไปมากกว่าสามสิบตัวและระดับทองคำม่วงหนึ่งตัว เมื่อพวกมันเห็นเช่นนั้นก็ตัดสินใจวิ่งหนีไปด้วยความกลัวทันที
ไผ่ไม่ได้คิดจะตามไปเพราะว่าถ้าตามไปทั้งสามคนอาจจะโดยสัตว์อสูรตัวอื่นฆ่าเอาได้ในเมื่อช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด
ไผ่ดึงเอาแก่นอสูรของพวกมันและเก็บศพเข้าแหวนมิติแล้วเดินกลับไปหาชายหนุ่มที่เขาช่วยเอาไว้ก่อนหน้านี้ทันที
“ไปกันเถอะที่นี่พึ่งผ่านการต่อสู้มากลิ่นคาวเลือดมันรุนแรงเกินไปมันอาจจะดึงดูดความสนใจสัตว์อสูรหรือมอนเตอร์เข้ามาได้เราไปหาที่ปลอดภัยพักผ่อนดีกว่า” เมื่อเดินมาถึงไผ่ก็พูดกับชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าทั้งสองอยู่
“ตกลงครับ”ชายหนุ่มพูดจบก็เดินมาอุ้มหญิงสาว แล้วมองชายหนุ่มอีกคนที่นอนอยู่ก่อนจะเงยหน้ามองไผ่แล้วพูดอย่างอายๆ “ข้ารบกวนคุณชายช่วยพาเจ้านี้มาด้วยได้ไหม”
“ฮ่า ฮ่า ไม่มีปัญหาผมจัดการเอง”พูดจบไผ่อุ้มชายหนุ่มที่นอนหมดสติขึ้นมาแล้วเดินนำไปทันที
ภายในถ้ำแห่งหนึ่งที่สว่างไสวจากกองไฟไผ่กำลังนั่งย่างเนื้อหมาป่าอย่างมีความสุข ฝั่งตรงข้ามมีชายหนุ่มนั่งอยู่ถัดไปไม่ไกลมีชายหญิงที่ยังไม่ได้สติจากาการบาดเจ็บ
หลังจากที่เข้ามาในถ้ำไผ่ก็ได้พูดคุยสอบถามเรื่องราวว่าทำไมพวกเขาทั้งสามคนถึงได้ถูกฝูงหมาป่าล้อมแบบนั้น
ชายหนุ่มที่นั่งอยูู่ตรงข้ามไผ่มีชื่อว่าหลินเฟยจากตระกูลหลินและชายหนุ่มหญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่ทั้งคู่เป็นพี่น้องกันมาจากตระกูลโจว ซึ่งทั้งสองตระกูลต่างก็เป็นตระกูลทรงอำนาจในเมืองระดับสองของประเทศจีน
โดยที่หลินเฟยนั้นเป็นเพื่อนกับชายหนุ่มโจวเทียนที่นอนอยู่และหญิงสาวชื่อโจวหลิง ทั้งสามคนต่างอยู่ในระดับทองคำม่วง
หลินเฟยเล่าให้ไผ่ฟังว่าพวกเขาทั้งสามคนเดินทางมาจากประเทศจีน โดยที่พวกเขาได้รับข้อมูลมาจากหอการค้าจันทราม่วงว่าที่ประเทศไทยจะมีดินแดนลึกลับที่มีสมบัติหรือสมุนไพรที่สามารถเพิ่มความสำเร็จในการปลุกพลังกำลังจะเปิด
จึงเป็นเหตุผลทำให้ทั้งสามคนตัดสินใจเดินทางมาเพราะว่าพวกเขาต้องการสมบัติหรือสมุนไพรนี้ไปช่วยน้องสาวของหลินเฟยหรือคู่หมั้นของโจวเทียน
น้องสาวของหลินเฟยนั้นเกิดมาร่างกายอ่อนแอมากจึงทำให้การปลุกพลังเป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ้งน้องสาวของหลินเฟยปลุกพลังมาแล้วสองครั้งแต่ไม่สำเร็จและถ้าเกิดปลุกพลังครั้งที่สามไม่สำเร็จนางจะไม่มีโอกาสกลายเป็นผู้ปลุกพลังอีกเลย.