ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 92 เช้าอันสดใสของเด็กน้อย

              “อะ... เป็นไงบ้างจ้ะใส่ได้พอดีไหม น้าคิดว่าขนาดไซซ์ของเราคงไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก”


              โนบุโกะเอี้ยวหลังเอ่ยทักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าริงโกะเดินลงมาจากชั้นสองด้วยชุดเดรสยาวผ้าชีฟองลายดอกไม้ที่เธอเตรียมไว้ให้ขณะที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้า


              “ขอบคุณค่ะใส่ได้พอดีเลยเดียวหนูซักส่งคืนให้ทีหลังนะคะ”


              “ไม่ต้องซีเรียสหรอกจ้ะนั่งลงก่อนสิ”


              ริงโกะค้อมหัวแสดงความขอบคุณเธอดึงเก้าอี้นั่งลงตามคำเชิญ สายตาก็มองดูน้าโนบุโกะที่กำลังทำอาหารอย่างขะมักเขม้นหลังเคาน์เตอร์ มันทำให้เธออดคิดถึงแผ่นหลังของแม่ไม่ได้


              ห้องครัวของบ้านนี้เต็มไปด้วยแสงแดดยามเช้าที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนแสงแห่งความหวังสำหรับเช้าวันใหม่


              ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเรียบง่ายแต่กลับแฝงไปด้วยความน่ารักของครอบครัวนี้บนผนังที่มีกระดานติดรูปถ่ายจำนวนมาก ภาพของครอบครัวนี้สะท้อนความรัก ความใกล้ชิดและความห่วงใย ซึ่งดูเหมือนเป็นการถ่ายทอดความทรงจำอันแสนสุขของพวกเขา


              หลังจากนั้นบนโต๊ะก็ถูกจัดเตรียมอาหารสำหรับมื้อเช้าไว้สำหรับสมาชิกทั้งหมดสี่คนทุกอย่างถูกจัดวางอย่างประณีตบนโต๊ะมีทั้งขนมปังปิ้ง ไข่ดาว ซุปมิโสะ และผักสด


              ริงโกะก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆเดินมาพร้อมกับเสียงหาวหวอดใหญ่ตามหลังมาติด ๆ


              “เป็นยังไงบ้างรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยังสาวน้อย”


              ริงโกะหันไปยังเจ้าของเสียงเห็นชายที่ช่วยเธอไว้เมื่อคืนปรากฏตัวด้วยสภาพหัวยุ่งเหยิงหน้าตาดูสะลึมสะลือเหมือนยังนอนไม่เต็มตื่นดีนัก


              “อาซึมะริงโกะค่ะ ขอบคุณที่ช่วยหนูไว้นะคะ”


              เธอกุลีกุจอลุกขึ้นยืนค้อมหัวให้กาโต้เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างซาบซึ้ง


              “ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ ทานอาหารเช้าก่อนเถอะ”


              ผู้ชายคนดังกล่าวโบกไม้โบกมือเบาว่าไม่ต้องมารยาทมากคงเป็นเพราะท่าทางสบาย ๆ อย่างเป็นกันเองเลยทำให้ริงโกะผ่อนคลายจนหายเกร็งในที่สุด


              “ไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว คุณช่วยไปปลุกนานาโกะให้หน่อยสิคะ”


              โนบุโกะหันมาไหว้วานสามี


              “นี่ก็ใกล้ได้เวลา...”


              “หม่ามี๊เมื่อกี้หนูเหมือนได้ยินเสียงของป๊ะป๋าเลยอะ~ ป๊ะป๋ากลับมาแล้วเหรอคะ”


              เสียงเล็ก ๆของเด็กสาวตัวน้อยคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัยขณะยืนขยี้ตาด้วยใบหน้างัวเงียอยู่บนกลางบันไดทางขึ้นชั้นสองของตัวบ้าน


              โดยที่คุณแม่ของเด็กสาวยังไม่ทันเอ่ยตอบกาโต้ก็ปรากฏตัวต่อหน้าลูกสาว แล้วช้อนอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาด้วยสายตารักใคร่


              “ป๊ะป๋า!”


              นานาโกะร้องออกมาอย่างดีใจ โอบคอพ่อของเธอไว้แน่น


              “ว่าไงยัยถั่วต้มตัวน้อยของป๊าโอโห ไม่เจอกันแปบเดียวตัวหนูโตขึ้นอีกแล้วใช่ไหม อีกหน่อยป๊าคงอุ้มไม่ไหวแล้วแน่ๆ”


              กาโต้ใช้เสียงสองคุยกับลูกสาวพร้อมกับฟัดตัวเด็กน้อยอย่างหมั่นเขี้ยวท่ามกลางเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างหน้าชื่นตาบานในอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อ


              กลายเป็นภาพอบอุ่นหัวใจจนริงโกะต้องอมยิ้มตาม


              “นี่สองพ่อลูกเกรงใจแขกของเราบ้างสิหยุดเล่นกันแล้วมานั่งทานอาหารเช้าได้แล้ว”


              โนบุโกะเอ็ดทั้งคู่ด้วยสีหน้าอ่อนใจ ขณะจัดเตรียมสำรับอาหารชุดสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย


              “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะคุณน้า...น่ารักดีออก”


              โนบุโกะที่เห็นเด็กสาวยิ้มอย่างสบายใจเป็นครั้งแรกก็ทำให้เธอคลายใจเมื่อนึกถึงสีหน้าของอีกฝ่ายเมื่อคืนที่ผ่านมา


              “เห็นไหมๆ แขกยังไม่ว่าอะไรเลย เน้อออ~”


              กาโต้หัวพร้อมกับหันไปขอความเห็นจากคู่หูตัวน้อย


              “เน้อออ~”


              นานาโกะรับส่งกับป๊ะป๋าของเธออย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนคนเป็นแม่ได้แต่ส่ายหัว มองค้อนลูกสาวด้วยสายตารักใคร่


              ระหว่างรับประทานอาหารกาโต้ได้เล่าเรื่องที่ตัวเขากำลังหาสมาชิกทีมเพิ่มจึงหยั่งเชิงลองเอ่ยปากชวนริงโกะมาร่วมงานด้วยกัน


              “เป็นหนูจะดีจริงๆ งั้นเหรอคะ...”


              ริงโกะทวนคำถามด้วยสีหน้าที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยสักนิด


              “ใช่แล้วแต่ว่าตอนนี้ยังมีสมาชิกแค่เพียงสองคนเท่านั้น ถ้านับรวมอาซึมะคุงด้วยก็จะถือว่าเป็นสมาชิกคนที่สาม...หรืออาซึมะคุงเป็นสมาชิกของกิลด์เจ้าพวกนั้นอยู่แล้ว?”


              ริงโกะส่ายหน้าหวือปฏิเสธพร้อมกับสีหน้าที่เริ่มหม่นลง


              “ไม่ใช่หรอกค่ะหนูเพิ่งตื่นรู้ได้ไม่นาน ตอนนี้จึงเป็นเพียงแค่เด็กฝึกงานอยู่เท่านั้น”


              “ป๊ะป๋าคะแล้วหนูล่ะ แล้วหนูล่ะ~ ทำไมไม่ชวนหนูบ้าง หนูอายุหกขวบแล้วสามารถเป็นคู่หูที่ดีของป๊ะป๋าได้เหมือนกันนะ!”


              นานาโกะช่วยกู้สถานการณ์ที่เป็นอยู่เธอยกมือถามอย่างน้อยอกน้อยใจ ริมฝีปากขยับยื่นจนแก้มป่อง


              ความไร้เดียงสาของเด็กน้อยทำให้ริงโกะต้องอมยิ้มออกมาอีกครั้ง


              “โถ่ยัยถั่วต้มของป๊าหนูต้องเป็นคู่หูที่ดีของป๊าได้อย่างแน่นอน... แต่ถ้าป๊าใช้หนูตอนนี้ป๊าจะเป็นป๊าที่แย่มากนะรู้ไหม”


              นานาโกะหน้ามุ่ยแล้วพยายามครุ่นคิดตามตรรกะของเด็กกาโต้ยิ้มให้ลูกสาวพลางเอื้อมมือเช็ดเศษอาหารที่ติดแก้มออกให้อย่างอ่อนโยน


              “ก็ได้งั้นให้พี่สาวเป็นแทนหนูก่อนก็ได้ จนกว่าหนูจะตัวโตเท่าพี่สาว!”


              “ใช่แล้วจ้ะเพราะงั้นหนูน้อยของหม่ามี๊ ต้องทานอาหารให้หมดจานจะได้โตไว ๆ ไงล่ะจ้ะ”


              ด้วยภาพความอบอุ่นตรงหน้าทำให้ริงโกะรู้สึกดีขึ้นมากจนลืมเรื่องร้าย ๆ ไปได้หลังจากนั้นเธอจึงมีความกล้าที่จะเล่าเรื่องครอบครัวและความจำเป็นของเธอที่ต้องมาเป็นฮันเตอร์ให้กาโต้ฟังยิ่งระดับของเธอด้วยแล้ว คงไม่มีกิลด์ไหนอยากรับเข้ากลุ่มด้วย


              ทว่ากาโต้กลับไม่เห็นด้วยเช่นนั้นและยังยืนกรานถึงศักยภาพของริงโกะ ที่เหล่ากิลด์ต้องการตัวอย่างไม่ปิดบัง


              “แต่ขอบอกไว้ก่อนนะว่าทีมของฉันไม่ได้มีสังกัดกิลด์ หากอาซึมะคุงมีตัวเลือกที่ดีกว่าล่ะก็—”


              “ตกลงค่ะให้หนูได้ร่วมงานกับกาโต้ซังด้วยเถอะนะคะ ไม่ว่าจะอันตรายแค่ไหนเรียกใช้งานหนูได้เสมอเลยค่ะ”


              ริงโกะพยักหน้าอย่างมั่นใจว่าตนเองเลือกไม่ผิด


              “ยินดีที่ได้ร่วมงานนะแต่ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย ฉันไม่มีทางปล่อยให้เด็กสาวอย่างเธอเสี่ยงอันตรายแทนตัวเองอย่างแน่นอน”


              หลังจากนั้นการรับประทานอาหารเช้าจึงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นเมื่อมีเด็กน้อยวัยใสคอยถามเจื้อยแจ้วตลอดช่วงเวลา จนทำให้คนเป็นแม่ต้องรู้สึกปวดหัวน้อยๆกว่าลูกสาวของเธอจะยอมทานอาหารจนหมดจาน

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน