อี้เฉิน ที่เตรียมจะออกจากตระกูล อี้ สืบฝีเท้า ผ่านแท่นบำเพ็ญเพียร ของผู้พิทักษ์ ตระกูลอี้ แถมหนึ่งในนั้น คือชายแก่ที่ถือกระบองทอง ที่อี้เฉินคุ้นตา เขาคำนับออกไป ให้เหล่าผู้เฒ่าชราเหล่านั้นในทันใด แม้พวกเขาจะหลับตาพริ้ม ไม่แม้จะสนใจ ผู้คนที่เดินผ่านทางมาก็ตาม
ทว่าเมื่ออี้เฉินสืบฝีเท้ามาถึง เหล่าบรรพบุรุษ ผู้พิทักษ์ชรา ที่รับรู้ถึงความไม่ธรรมดาของเด็กหนุ่ม ต่างก็เปิดเปลือกตาขึ้นมา กันแทบทั้งสิ้น “หืม!! เจ้าเองหรืออี้เฉิน ข้าไม่คิดว่าเจ้า จะยังมีชีวิตอยู่?” ชายแก่เอ่ยพูด ปนใบหน้าประหลาดใจอยู่เล็กน้อย
อี้เฉินคลี่ยิ้มออกมากว้าง “ท่านผู้อาวุโส อี้โหว ท่านกล่าวพูด ราวกับไม่ตกอกตกใจเลยนะ”
“ฮ่าๆ ข้าตกใจ ใครบอกเจ้าว่าข้า ไม่ตกใจกันเล่าอี้เฉิน”
แม้แต่ผู้พิทักษ์บนแท่นบำเพ็ญเพียร คนอื่นๆ ยังจ้องมองมาที่อี้เฉินด้วยสายตาคมกล้า ยกฝ่ามือถูคางออกมา เชยชมอี้เฉินไม่ขาด ด้วยอายุของอี้เฉิน สามารถไปอยู่ในขั้นเทพสวรรค์ ระดับ ปลายได้ “ไม่เลว ไม่เลว ศักยภาพถือว่าใช้ได้”
แม้แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบยังหันมาจ้องมอง ไม่คิดว่าพวกเขา จะได้เห็นผู้พิทักษ์ชรา เปิดเปลือกตาขึ้นมาพร้อมเพรียงกัน ทั้งหมดในเวลาเดียวกันเช่นนี้
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ผู้พิทักษ์ตระกูล อี้ ทุกท่าน” ก่อนอี้เฉินจะเร่งสืบฝีเท้า ข้ามผ่านเขตป่าปลอดคน ทว่ายามนี้ เส้นทางไม่ได้น่าหวาดกลัว เฉกเช่นในยามอดีตอีกต่อไป เนื่องด้วยทางที่อี้เฉินผ่านเต็มไปด้วย เหล่าผู้อาวุโส ขั้นพลัง ระดับ เทียบเท่าเจ้าสำนัก เดินทางผ่านไม่ขาด จากการสับเปลี่ยนกองกำลังลงสู้ศึก
..เพียงเวลาไม่นาน อี้เฉินก็เดินทางมาถึงเมืองไทจง ที่ในยามอดีตเป็นเมืองไม่คึกคักมากนัก ทว่ายามนี้เมืองแห่งนี้ กลายเป็นสถานที่รวมตัวของกองกำลังเสริม ที่มีผู้คนหลายล้านชีวิตอยู่ ส่งให้เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วย กฎระเบียบของทหาร แม้จะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าสร้างเรื่อง ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมา
ทว่าระหว่างที่อี้เฉินยืนรอ ที่จะเข้าไปภายในเมืองไทจง เขาก็ได้ยินน้ำเสียงกลุ่มสตรีกับบุรุษ กลุ่มหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากตัวเขา พูดคุยกันขึ้นมา เหมือนพวกเขา จะเป็นคนของสำนักพิรุณ ดูจากชุดการแต่งกายของพวกเขาแล้ว “พวกเจ้าอยากไปดูชมงานชุมนุม ของจอมยุทธ์ รุ่นใหม่เช่นนั้นหรือ?”หญิงสาวไต่ถามคนในกลุ่มออกมา
“ใช่ศิษย์พี่หญิง แม้พวกเราจะไม่มีบัตรเชิญ ก็สามารถไปมองชม รอบนอกได้ไม่ใช่หรือ”
“มันก็ได้อยู่หรอก หากพวกเจ้าอยากไป ข้าจะพาพวกเจ้าไปเปิดหูเปิดตาเอง”
อี้เฉินหูผึ่งขึ้นมาในทันใด ก่อนจะกระแอมไอออกมาน้อยๆ อะแฮ่ม!! “แม่นางไม่ทราบว่า ผู้ใดเป็นหัวเรือใหญ่ ในการจัดงานชุมนุมครานี้ เช่นนั้นหรือ แล้วสตรีศักดิ์สิทธิ์เยว่ชิงเซียน กับหมอหญิงหลินเฟย ไปที่นั่นหรือไม่?”
พวกเขาหันหลังขวับ มาจ้องมองอี้เฉินในทันใด ทว่าเมื่อเห็นสภาพอี้เฉินผมสีขาวยาว ราวกับเป็นหญิงสาว แต่งแต้มไปด้วยโลหิต ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไม่น้อย ต่างก็ปรายตามอง ออกมาด้วยสายตาแปลกๆ
ก่อนหญิงสาวที่ถูกเรียกว่าพี่หญิง จะกล่าวตอบอี้เฉิน “เจ้างาน บุตรจ้าววังมังกร คุณชายวังจิน ส่วนเรื่องสตรีทั้งสอง มันก็ต้องแน่อยู่แล้ว สตรีทั้งสองล้วนมีชื่อเสียง น่าจะได้รับการเชื้อเชิญเป็นเรื่องธรรมดา”
อี้เฉินมีสีหน้าครุ่นคิดไม่น้อย ‘เหมือนว่าข่าวคราว ของแดนเสวียน จะยังมาไม่ถึงเมืองไทจงแห่งนี้สินะ หากบุตรทั้งสองของเจ้าวังมังกรรับรู้เรื่องราวแดนเสวียน พวกเขาคงจะอกแตก ตายกันเป็นแน่’ “พวกเจ้า พาข้าไปด้วยได้หรือไม่ ข้ารู้จักมู่เฉิน พวกเจ้าน่าจะเป็นคนของสำนักพิรุณสินะ”
เหล่าศิษย์ ที่ได้ยินต่างก็เบิกตาออกมาน้อยๆ “เจ้ารู้จักกับ ศิษย์เอก พี่มู่เฉินด้วยเช่นนั้นหรือ?”
ศิษย์หญิงอีกคนเองก็ไต่ถามขึ้นมาเช่นกัน “เจ้าเป็นคนรู้จักของ พี่ใหญ่มู่เฉิน หรืออย่างไร”
“อืมๆ ก็ใช่นะสิ ข้าเคยเป็นมิตรสหายของเขา” อี้เฉินกล่าวพูดขึ้นมาในทันใด ก่อนเขาจะนึกถึงยามไปเยือนยังโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ เล่าฉากที่พวกเขาพบเจอกัน ออกมาเป็น ฉากๆ ภายในสถานที่แห่งนั้น
ไม่นาน หญิงสาว นางยกกระบี่ในมือ ตัดบทพูดอี้เฉินลง ราวกับเรื่องที่อี้เฉินเล่า โม้เกินจริงไปหน่อย ไหนจะเรื่องสตรีงามล่มเมืองชั้น7นั้นอีก แม้ว่านางจะเคยได้ยินเรื่องราว เหล่านี้ก็ตาม “เหมือนว่าเจ้าจะพอมีความรู้เรื่อง นครกลางน้ำอยู่บ้างนะ แต่ผู้ใดก็สามารถอ้างชื่อผู้มีชื่อเสียงได้ไม่ใช่หรือ? หากเจ้าอยากไปก็ตามพวกเรามา มันไม่ใช่สถานที่ลับแต่อย่างใด”
แม้แต่ผู้คนที่เตรียมจะเข้าเมือง ยังหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ เรื่องที่เจ้าเล่ามาสนุกไม่เลวหนุ่มน้อย เพียงพบเจอ ร่วมสังสรรค์ก็นับเป็น มิตรสหาย”
“หากจบสงครามครานี้ ข้าต้องหาเวลาไปเชยชม สตรีงามล่มเมืองชั้น7 ของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์แล้วกระมังฮ่าๆๆ”
อี้เฉินได้แต่ส่ายหัว ทว่าเขาก็ไม่ได้เดือดดาล หรือโกรธเคืองผู้ใดแม้แต่น้อย ยังคงยกยิ้มให้คนอื่นๆ รอเข้าเมืองอย่างใจเย็น
ไม่นานตัวอี้เฉินกับกลุ่มคน สำนักพิรุณก็เข้ามา ภายในเมืองไทจงได้อย่างราบรื่น ก่อนพวกเขาจะสืบฝีเท้า ออกไปนอกเส้นทางหลัก ตรงไปยังยอดเขาสูง ที่เต็มไปด้วยหมอกเมฆหนาตา ผ่านเทือกเขาน้อยใหญ่ ไปไกลหลายชั่วอึดใจ
แม้พวกเขาเหล่าคนสำนักพิรุณ คิดจะสลัดให้หลุดจากอี้เฉินเท่าใด อี้เฉินก็ยังคงตามพวกเขาทัน ได้อย่างสบาย ก่อนน้ำเสียงหนึ่งจะกล่าวพูดขึ้นมา “เขาต้องอยู่ในขั้นเทพสวรรค์ แน่เลยพี่หญิง ทีแรกข้าก็นึกว่าเขาอยู่ในขั้นเทวะ เฉกเช่นเดียวกับข้าอีก”
“อืมๆ เหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น แม้แต่ข้ายังดูไม่ออก” ก่อนนางจะปรายตาไปมองอี้เฉิน ที่ตามนางมาติดๆ ได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นนัก
ก่อนนางจะลดฝีเท้าลง ช้าๆ แล้วกล่าวพูดคุยกับอี้เฉิน “สถานที่ ที่เราจะไปมันถูกเรียกว่า หุบเขาม้อซ่าน ว่ากันว่า สถานที่แห่งนั้น มีหมื่นธรรมหลับใหลอยู่ เจ้าคิดเห็นว่าเช่นไร”
“ทุกสิ่งอาจจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ธรรมภายในกายเองก็เช่นกัน แม้จะมีอยู่ แต่ก็ไม่อาจเข้าใจมันได้” อี้เฉินกล่าวตอบออกไป อย่างที่เขาเคยประสบพบเจอ หากให้ถกเถียงกันเรื่องธรรมที่ก่อร่าง ก็ไม่อาจหาข้อยุติได้
หญิงสาวครั้นได้ยิน นางอมยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนพวกเขาจะร่อนลงไปยังบริเวณตีนเขาม้อซ่าน ที่มีผู้คนไม่น้อย ทยอยกันเดินขึ้นไปด้านบนบันไดยอดเขาสูง แถมสถานที่แห่งนี้ ยังมีการตรวจตราอย่างแน่นหนา แม้แต่ทางขึ้นเองก็ตาม
อี้เฉินไต่ถามสตรี ที่อยู่ข้างๆ เขาในทันใด “แม่นางเหตุใดการชุมนุมครานี้ ถึงมีการคุ้มกันแน่นหนาเช่นนี้เล่า”
“ไม่มีอะไร มันเป็นงานชุมนุม ของจอมยุทธรุ่นใหม่ พวกเขาจึงไม่อยากให้ ผู้ไม่ใช่เหล่าจอมยุทธ์รุ่นใหม่ เข้าไปภายในสถานที่แห่งนี้ก็เท่านั้น”
ครั้นอี้เฉินได้ยิน เขาก็พยักหน้ารับ “อืมๆ ข้าเข้าใจแล้ว พวกเขาช่างทำอะไร ยุ่งยากกันเสียเหลือเกิน”
หญิงสาวส่ายหัวกับคำพูดของอี้เฉิน ก่อนจะพากลุ่มคนของนางสืบฝีเท้า ไปยังบริเวณบันไดทางขึ้น แล้วยื่นบัตรเชิญ ออกไปให้ชายหนุ่มทั้งสองที่ทำหน้าที่คุ้มกัน ตรวจดู
ชายหนุ่มเผ่ามังกรวารี ครั้นปรายตาตรวจดู เขาก็กล่าวพูดขึ้นมาในทันใด “เชิญแม่นาง ทว่าเหตุใดผู้ติดตามของแม่นาง มากันเยอะเหลือเกินเล่า”
พี่หญิงคนนั้นถึงกับกระแอมไอออกมาน้อยๆ ป้องปากพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “ข้าพาพวกเขา มาเปิดหูเปิดตา” ก่อนที่หลายๆ คน ในสถานที่นั้นจะขำออกมาก้อง ปล่อยให้พวกเขา เดินขึ้นไปด้านบน ด้วยสายตาแปลกๆ จากผู้คนรอบด้าน แม้แต่ศิษย์ที่อยากจะตามมา ยังรู้สึกไม่ดีต่อพี่หญิง มองเป็นความผิดของพวกเขา
ทว่าทันใด ชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่ตรวจตราทางขึ้น จู่ๆ เขาก็หนังตากระตุกน้อยๆ คว้าหมับ จับเข้าที่มือของอี้เฉินในทันใด “น้องชายเหตุใด ข้ารู้สึกคุ้นตาเจ้าชอบกล แล้วสภาพของเจ้า ไปฟัดกับหมามาหรืออย่างไร?”
อี้เฉินขำแห้งๆ ออกมาในทันใด ‘ไอ้เวรพวกนี้ ชอบกดให้คนอื่นดูต่ำ ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก’ “ฮ่าๆ พี่ชาย เกรงว่าท่านจะจำคนผิดแล้วกระมัง สภาพของข้าที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากข้า ไปดูชมการต่อสู้ของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองมา เลยทำให้สภาพ ของข้าเป็นเฉกเช่นนี้”
ชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่ตรวจตรา อีกคนกล่าวพูดขึ้นมาในทันที “ข้าไม่ยักได้ยิน ว่ามีการต่อสู้ของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง ..พวกเจ้าคนอื่นๆ เคยได้ยินกันหรือไม่”
ในทันใดเสียงขำขันก็ดังออกมาก้อง “ผู้ยิ่งใหญ่ที่มันว่า จะยิ่งใหญ่สักแค่ไหนกันเชียว ฮ่าๆ”
“ใช่ๆ ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน ว่าใครมันทำให้ ไอ้หนุ่มหน้าละอ่อน นี่บาดเจ็บได้ถึงเพียงนี้”
อี้เฉิน เขาขำออกมาไม่หยุด ก่อนจะเดินสืบฝีเท้าขึ้นไปด้านบนภูเขาม้อซ่าน หากเรื่องที่จักรพรรดิทั้งสอง ต่อสู้กันดังก้องออกไปทั่ว ไม่ช้าพวกเขาต้องอกแตกตายกันเป็นแน่
แม้แต่คนของสำนักพิรุณยังแปลกใจกับ เด็กหนุ่มผมขาว มองเขาหัวเราะร่า ราวกับเป็นคนเสียสติ เรื่องที่พวกเขาโดนดูถูกเหยียดหยาม ดูเป็นเด็กน้อยไปเลยในยามนี้
**** ในที่สุดก็ถึง600ตอนแล้ว 1ปีที่เขียนนิยายมา ขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน จากใจของผู้เขียน