บทที่ 11 ทำไมต้องบังคับฉันด้วย
จงหลิงที่อยู่ด้านข้างเหมือนกระต่ายน้อยที่ใกลัว ฉากที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เธอตัวสั่นเทา
เธอไม่ต่างจากต้นอ่อนในเรือนกระจก
ที่ผ่านมาเธอได้รับการปกป้องจากจงหยวนซานเป็อย่างดี ในโรงเรียนเธอมักจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ของกองกำลังและไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน เธอจึงใจนทำตัวไม่ถูก
หลี่เซี่ยวเฟยถอนหายใจ
“พวกนายรีบร้อนกันซะเหลือเกิน”
เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ แล้วพูดอย่างเ็า “ให้โอกาสพวกนายหนึ่งครั้ง โยนดาบทิ้ง แล้วจัดการงานศพของอาจารย์ให้เสร็จ จากนั้นค่อยมาคุยกัน”
“หึ”
จงหยางแค่นหัวเราะ “ให้โอกาสพวกเรา? แต่ฉันไม่อยากให้โอกาสแกว่ะ”
จงหยวนป๋อหัวเราะเสียงเย็น “วันนี้ไม่มีใครช่วยคนบ้าอย่างแกได้ ฉันจะกำจัดคนทรยศออกจากกองกำลังเมฆา... ฆ่ามันซะ!”
สิ้นคำ ดาบสี่เล่มก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
หลี่เซี่ยวเฟยไม่แม้แต่จะมอง เงื้อหมัดชกออกไปหนึ่งที
ปัง!
รัศมีพลังปะทุ
ดาบทั้งหมดถูกพลังจากหมัดซัดกระเด็นราวอัสนีฟาด
“อ๊าก!”
คนทั้งสี่ถูกดาบของตัวเองย้อนฟันเข้าเต็ม ๆ จนร่วงลงไปพร้อมกรีดร้องโหยหวน
หืม?
จงหยวนป๋อที่เดิมทีเต็มไปด้วยความมั่นใจ ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็ซีดขาว
หมัดเมื่อครู่มีพลังไม่น้อยกว่าขั้นกลั่นดาราระดับสอง
หลี่เซี่ยวเฟยเลื่อนขั้นไปถึงขั้นกลั่นดาราระดับสองแล้วงั้นหรือ?
แต่ก็แค่ระดับสองเท่านั้น
สถานการณ์ยังอยู่ในการควบคุม
"ฮ่า ๆ ไม่แปลกใจที่แกกล้าทำตัวกร่างแบบนี้"
จงหยวนป๋อหัวเราะเสียงเย็น "ที่แท้ก็แอบซ่อนพลังเอาไว้นี่เอง งั้นหัวหน้าคนนี้จะลงมือฆ่าแกเอง"
พูดจบก็ก้าวเดินเข้ามา
พลางโคจรพลังดวงดาวจนปรากฏแสงสีเงินสลัวรอบกาย
ขั้นกลั่นดาราระดับสามถือเป็ยอดฝีมือในสลัมแห่งนี้
เมื่อใช้พลังอย่างเต็มที่ อากาศรอบตัวจงหยวนป๋อหมุนวนเป็เกลียว จนบิดเบี้ยวไปมา
แรงกดดันแผ่กระจายออกมาเล็กน้อย
"เฮ้อ ฉันไม่อยากรบกวนดวงิญญาของอาจารย์ในสรวง์เลย"
สีหน้าหลี่เซี่ยวเฟยเต็มไปด้วยความจำใจ เอ่ยเรียบ ๆ "แต่ว่า… หาเื่ใส่ตัวแท้ ๆ จะบังคับฉันทำไม?"
เมื่อสิ้นเสียง
หลี่เซี่ยวเฟยก็ลงมืออย่างไม่ลังเลอีกต่อไป
หมัดสายฟ้าวัชระ
ร่างกายดุจสายฟ้า หมัดดั่งอัสนีบาต
รวดเร็วราวสายฟ้าฟาด หมัดพุ่งตรงไปที่ท้องน้อยของจงหยวนป๋อ
ตู้ม!
อีกฝ่ายไม่ทันโต้ตอบ พลังดวงดาวในตัวแตกกระจาย ร่างกายงอดั่งกุ้งหมอบลงกับพื้น
บรรยายกาศเงียบสนิท
ทุกคนอ้าปากค้าง
"อั๊ก ๆ..."
จงหยวนป๋อสำรอกกรดในกระเพาะออกมา
เขาก้มลงคุกเข่าอยู่บนพื้น ลำคอส่งเสียงคร่ำครวญ "แก… แกแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไง?"
หมัดเมื่อครู่น่ากลัวเกินไป
หลบก็ไม่ได้
ป้องกันก็ไม่อยู่
นี่ไม่ใช่ขั้นกลั่นดาราระดับสองแน่นอน
เกรงว่าคงเทียบเท่าขั้นกลั่นดาราระดับสี่แล้ว!
"หลักการของฉันคือ ใครคิดที่จะฆ่าฉัน ฉันก็จะฆ่าคนนั้นซะ"
หลี่เซี่ยวเฟยกระชากผมของจงหยวนป๋อแล้วลากอีกฝ่ายมาทางโลงศพ บังคับให้คุกเข่าลง
"ในฐานะหลานชายของอาจารย์ ท่านเพิ่งสิ้นใจ แต่แกกลับรีบออกมาสร้างความวุ่นวาย นับว่าไม่มีความกตัญญู"
"ในฐานะหัวหน้ากองกำลังเมฆา แกไม่คิดจะทำอะไรใน่เวลาคับขันแบบนี้ แต่คิดจะแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ของกองกำลังจนเกิดความเสียหาย นับว่าไม่ซื่อสัตย์"
"คนไม่ซื่อสัตย์ ไม่กตัญญู และ้าฆ่าฉัน ฉันน่าจะต่อยแกให้กระดูกแหลกเป็พัน ๆ ชิ้น"
"แต่โชคดีที่แกเป็หลานชายแท้ ๆ ของอาจารย์ ฉันจะเห็นแก่ท่านอาจารย์ที่อยู่บน์..."
หลี่เซี่ยวเฟยพูดมาถึงตรงนี้ คำพูดของเขาก็หยุดลง
เหมือนกำลังคิดว่าจะจัดการอย่างไร
จงหยวนป๋อกำลังหวาดกลัวอย่างมาก แต่พอได้ยินแบบนี้ จิตใจของเขาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เหมือนจะยังมีโอกาสรอด
‘หลี่เซี่ยวเฟย ถึงแม้พลังของแกจะเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ก็ยังเหมือนเดิม เป็คนโง่ที่เต็มไปด้วยความเมตตาอย่างกับผู้หญิง’
‘วันนี้ไม่ฆ่าฉัน วันหลังฉันจะหาโอกาสฆ่าแกอย่างแน่นอน แล้วจะทำให้แกตายทั้งเป็!’
เมื่อหลี่เซี่ยวเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดต่อ “เห็นแก่ดวงิญญาของอาจารย์บน์ ฉันจะเก็บศพแกไว้ให้”
จงหยวนป๋อสีหน้ามืดมนลงทันที “???”
‘พูดมาตั้งเยอะ มันควรจะให้อภัยไม่ใช่เหรอ?’
“อย่า อย่า อย่าเลย หัวหน้าหลี่ ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ควรคิดร้ายกับคุณ และไม่ควรแย่งชิงตำแหน่งผู้นำกับคุณ”
จงหยวนป๋อร้อนรนมาก รีบอ้อนวอน “ั้แ่นี้เป็ต้นไป คุณคือผู้นำกองกำลังเมฆา คุณฟังผมเถอะ ผมจะทำตัวเป็หมารับใช้คุณเอง”
“ตำแหน่งผู้นำกองกำลัง?”
หลี่เซี่ยวเฟยส่ายหัว “ฉันไม่สนใจ”
“อย่างนั้นก็เข้าใจผิด เข้าใจผิดแล้ว…”
จงหยวนป๋อพูด
“ไม่ได้เข้าใจผิด”
หลี่เซี่ยวเฟยพูด “ถึงแม้ฉันจะไม่สนใจ นายก็แย่งมันไปไม่ได้”
“ยิ่งกว่านั้น ฉันไม่ชอบหมา”
กร๊อบ!
หลี่เซี่ยวเฟยออกแรงที่ฝ่ามือหักคออีกฝ่ายทันที
ร่างฟุบลงตรงหน้าโลงศพ
สำหรับคนที่ทั้งโเี้และเ้าเล่ห์เช่นนี้ หลี่เซี่ยวเฟยจะไม่มีวันปล่อยให้อีกฝ่ายมีโอกาสเอาคืน การกำจัดทิ้งคือวิธีที่ประหยัดแรงที่สุด
จากนั้น เขาก็หันไปมองเหล่าลูกน้องที่ถือดาบรอบ ๆ
“ยังไม่ถอยอีก?”
หลี่เซี่ยวเฟยไล่มองทีละคน สายตาเฉียบคมดุจดาบ “จะให้ฉันต้องฆ่าพวกพ้องในกองกำลังของตัวเองเหรอ?”
กลุ่มคนที่ถือดาบมองหน้ากันด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
พลางจ้องมองร่างไร้ิญญาทั้งสี่ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น แล้วเงยหน้าไปมองหัวหน้าใหญ่ที่คอหัก...
คนที่เหลือจึงเลือกที่จะถอยอย่างชาญฉลาด
สถานการณ์ในตอนนี้ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของจงหยางแข็งค้าง
และค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ความหวาดหวั่น
จงหยวนป๋อที่อยู่ในขั้นกลั่นดาราระดับสามอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ
กลุ่มคนถือดาบกว่าสามสิบคนที่ซุ่มโจมตีล่วงหน้าก็อ่อนแอราวกับสุนัขจรจัด
แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?
“มาคุกเข่าซะ”
หลี่เซี่ยวเฟยจ้องจงหยาง พร้อมชี้ไปที่โลงศพ
ตุ้บ
จงหยางหน้าซีดด้วยความกลัว ยอมคุกเข่าลงอย่างว่าง่าย
“พี่เขย อย่าฆ่าผมเลย”
เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“นายเรียกฉันว่าอะไรนะ?”
หลี่เซี่ยวเฟยขมวดคิ้ว
“ก่อนสิ้นใจ พ่อผมได้ทิ้งพินัยกรรมเอาไว้ ให้พี่จงหลิงแต่งงานกับพี่หลังเรียนจบ เธอจะเป็คู่หมั้นของพี่ั้แ่นี้...”
จงหยางรีบประจบสอพลอด้วยรอยยิ้ม “พี่เขย เราก็เป็คนในครอบครัวเดียวกันแล้ว พี่คงไม่ฆ่าผมหรอกนะ”
อ๋อ?
มีพินัยกรรมแบบนี้ด้วยเหรอ?
หลี่เซี่ยวเฟยหันไปมองจงหลิง
จงหลิงเงยหน้าขึ้นมาพอดี ทั้งสองสบสายตากัน จากนั้นก็รีบหลบตาอย่างรวดเร็ว
หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ในเสี้ยววินาทีนั้น สายตาของจงหลิงมีทั้งความน้อยใจ ความหวาดกลัว และการต่อต้าน...
ไม่มีความเขินอายและความยินดีอยู่เลย
เข้าใจแล้ว
เพี๊ยะ
เขาตบหน้าจงหยางอีกครั้ง
"อาจารย์ไม่เคยพูดแบบนี้ นายจำผิดแล้ว"
หลี่เซี่ยวเฟยเอ่ย
จงหลิงได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นอย่างใ