โป๊กๆๆ เสียงเคาะกระจกรถเบาๆปลุกกานต์แก้วให้ตื่นจากภวังค์ หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือรอยยิ้มอบอุ่นของต้นไม้รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเธออ่อนลงทุกครั้ง ชายหนุ่มถอดเครื่องแบบเต็มยศออกแล้ว เหลือเพียงชุดครึ่งท่อนสีเขียวเข้มกับเสื้อยืดด้านในบุหรี่ในมือยังมีควันจางๆ ลอยขึ้นไปในอากาศ เขาเปิดประตูรถเบาๆ ราวกับกลัวเธอใ
“พี่เสร็จภารกิจแล้วครับ” น้ำเสียงละมุลนุ่มนั้นดังขึ้นพร้อมสายตาอ่อนโยน“เรากลับกรุงเทพกัน” สิ้นคำพูด ต้นไม้โน้มตัวเข้ามาใกล้ริมฝีปากอุ่นแตะลงบนหน้าผากของหญิงสาวแ่เบาก่อนกระซิบเสียงต่ำอย่างเอ็นดู
“เหนื่อยเหรอครับสาวน้อยของพี่”
เพียงประโยคนั้นกานต์แก้วก็แทบละลายลงตรงนั้นเหมือนผู้ชายแสนอบอุ่นของเธอกลับมาแล้วจริงๆ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาสายตาของทั้งคู่หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นชั่วขณะไม่มีคำพูดใดอีก แต่ทุกความรู้สึกในหัวใจกลับดังชัดกว่าคำพูดทั้งหมด และในวินาทีนั้นเอง
ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าไม่มีอะไรหยุดความรู้สึกนี้ได้อีกแล้วมันร้อนแรง เงียบงัน และค่อยๆ ลุกไหม้ช้าๆ อยู่ภายในใจเหมือนไฟอ่อนๆ ที่พร้อมเผาทุกเหตุผลของคนสองคนให้มอดลงในที่สุดรถเคลื่อนตัวออกจากวัดช้าๆ แสงเย็นของ่บ่ายคล้อยส่องผ่านกระจกหน้ารถต้นไม้กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง เขาร้องเพลงคลอตามเพลงเก่าในรถเสียงเบา นิ้วเคาะพวงมาลัยตามจังหวะเพลงบางครั้งก็หันมายิ้มให้เธอ บางครั้งเวลาไฟแดงเขาจะแอบหอมแก้มเธอตอนเธอเผลอมองออกไปนอกหน้าต่างจนกานต์แก้วหน้าแดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า บรรยากาศในรถอบอวลไปด้วยความรักอย่างชัดเจน ไม่ต้องเอ่ยคำว่า “รัก” ออกมาบ่อยๆ เพราะทุกการกระทำของต้นไม้ กำลังบอกเธออยู่ตลอดเวลาว่า“เขาเอ็นดูเธอมากแค่ไหน” ผ่านไปพักใหญ่ ต้นไม้หันมาถาม “เดี๋ยวพี่แวะเติมน้ำมันนะ กานต์จะเข้าห้องน้ำไหม”
“ค่ะ หนูจะซื้อขนมที่เซเว่นด้วย”
“ดีเลย” เขาหัวเราะเบาๆ
“ซื้อเบียร์ให้พี่สี่กระป๋องด้วย” แล้วเหลือบมองเธอด้วยแววตาแพรวพราว
“กานต์จะดื่มกับพี่ไหม ?” หญิงสาวยิ้มเขินๆ“ได้ค่ะ เดี๋ยวกานต์ดื่มเป็เพื่อน”
ต้นไม้ถึงกับหัวเราะออกมาอย่างพอใจ “ว้าว” เขาส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอ็นดู “น่ารักมากน่ารักที่สุดเลย”กานต์แก้วหัวเราะทั้งเขินทั้งสุขใจ เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ชายคนนี้ทีละน้อยเหมือนทั้งคู่กำลังเติมเต็มช่องว่างบางอย่างให้กันและกัน
ก่อนหญิงสาวจะลงจากรถต้นไม้ควักกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วยื่นเงินให้“เอาไว้ใช้” กานต์แก้วรีบส่ายหน้า “ไม่เป็ไรค่ะกานต์มีเงิน” แต่ต้นไม้กลับยัดเงินใส่มือเธอเบาๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆที่จริงใจจนหัวใจเธอสั่น
“ชีวิตกานต์เดี๋ยวพี่ดูแลเอง”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาทันทีดวงตากลมใสเต็มไปด้วยความใเพราะไม่มีใครเคยพูดกับเธอแบบนี้มาก่อน ต้นไม้ยิ้มบางๆ ก่อนเอื้อมมือจับแก้มป่องของเธออย่างเอ็นดูัันั้นอ่อนโยนเสียจนหัวใจของเด็กสาวยิ่งจมลึกลงไปอีก หลังเติมน้ำมันเสร็จรถก็แล่นต่อเข้าสู่ถนนยาวกลับกรุงเทพฯฟ้ายามเย็นเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอ่อน ต้นไม้ยื่นมือมาทางเธอ
“กานต์ หยิบเบียร์ให้พี่หน่อย”
หญิงสาวหยิบส่งให้แต่แทนที่เขาจะเปิดทันทีต้นไม้กลับดึงตัวเธอเข้าไปใกล้ก่อนจูบเบาๆ ที่หน้าผากอีกครั้ง แล้วกอดเธอไว้ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไรมีเพียงรอยยิ้มอบอุ่นกับสายตาที่มองเธอราวกับของล้ำค่า หัวใจของกานต์แก้วเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่และในวินาทีนั้นเอง เธอก็รู้ว่าหัวใจทั้งดวงของเธอได้มอบให้ผู้ชายคนนี้ไปหมดแล้วจริงๆ
“พี่ปวดไหล่นิดหน่อย” ต้นไม้พูดขึ้นเบาๆ
“กานต์นวดให้พี่หน่อยได้ไหม”
หญิงสาวยิ้มเขินๆ ก่อนค่อยๆเอื้อมมือไปนวดต้นคอและหัวไหล่ของเขาช้าๆ ปลายนิ้วนุ่มเบาราวกับกลัวเขาเจ็บ ต้นไม้หลับตาลงนิดหนึ่งรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้ม
“ขอบคุณนะ”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งจริงๆแสงจันทร์นวลผ่องพระจันทร์ดวงโตอยู่บนท้องฟ้า กานต์แก้วมองพระจันทร์ ดวงโต เงียบๆ เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นแต่มีบางอย่างในหัวใจที่อยากพูดออกมาพูดเบาๆราวกับถ้าพูดดังกว่านี้ความรู้สึกนั้นจะกลัวและหนีไป
"พระจันทร์ไม่เหงาอีกแล้วนะ"
เธอพึมพำออกไปไม่รู้ว่าพูดถึงพระจันทร์หรือพูดถึงตัวเอง และตลอดระยะทางจากนคร์กลับกรุงเทพฯ รถคันนั้นก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเพลงเก่า กลิ่นบุหรี่จางๆ และความสุขของคนสองคนที่กำลังตกหลุมรักกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น