สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 96 ตะลึงอีกครั้ง

            ก่อนหน้านี้เอเลน่าทำ 'สัญญาจ้าง' กับซุนเฟยแต่เหล่าโร้กสาวคนอื่นๆ ต่างทำ 'สัญญามิตรภาพ' กับซุนเฟยซึ่งจะทำให้สถานะของทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกันกับซุนเฟยมากกว่าของเอเลน่า

            แม้แต่แม่ชีอาคาร่าก็ยังบังคับให้ซุนเฟยทำ 'สัญญาลูกศิษย์' กับตัวเอง

            นั่นหมายความว่า หลังจากนี้ในทุกๆ วัน ซุนเฟยจำใจต้องหาเวลาไปเรียนปรุงน้ำยาและสร้างม้วนคัมภีร์ที่เป็นความรู้ในระดับที่ซับซ้อนกับแม่ชีอาคาร่าไม่รู้ทำไมยัยป้าอาคาร่าถึงได้ฝากความหวังไว้กับซุนเฟยนัก นางมักจะหวังว่านักผจญภัยผู้กล้าหาญคนนี้จะสามารถสืบทอดความรู้แปลกๆ (หรือจะบอกว่าประหลาด) ของนางได้

            เมื่อส่งทุกคนออกไปจนหมด ซุนเฟยก็หันกลับเข้ามาในห้องโถง

            นั่งลงบนเก้าอี้หิน เขายกมือลูบโต๊ะเบาๆ

            ในใจของซุนเฟยครุ่นคิดเกี่ยวกับแผนการในอนาคต อาคาร่าและชาร์ซีเป็น NPC ที่สามารถปรุงน้ำยาวิเศษและเทคนิคการหลอมโลหะ หากพวกนางสามารถออกมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้พวกนางจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเมืองแซมบอร์ดในอนาคตแน่ๆ แผนการต่อไป เขาตัดสินใจที่จะคัดเลือกเด็กที่มีพรสวรรค์ที่เหมาะสมใน 'โรงเรียนแซมบอร์ด' เพื่อให้พวกเขามาเรียนรู้วิชากับอาคาร่าและชาร์ซี ให้พวกเราเรียนรู้เทคนิควิเศษเหล่านี้จากพวกนาง

            มีคนเคยกล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ที่ดีจะต้องเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก

            แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการพิสูจน์มาก่อนเพราะฉะนั้นซุนเฟยก็อยากพิสูจน์การคาดเดาของตัวเอง ไม่ว่าผลสุดท้ายจะมีปัญหาสำคัญอะไร เขาจะต้องแก้ไขมันให้ได้ หลังจากที่ทำสัญญาวิเศษหลากหลายประเภทพวกนี้ เป็นไปตามที่คาดการณ์ ด้วยการสนับสนุนของพลังเวทตัวเองเขาสามารถอัญเชิญใครก็ได้ใน 'ค่ายโร้ก' มาที่โลกแห่งความจริงได้ตามใจ

            แต่ผู้นำทหารคาเชียและตาเฒ่าเคนกับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มาที่โลกแห่งความจริงครั้งนี้ด้วยกันเพราะว่าจำเป็นต้องมีคนคอยอยู่ปกป้อง 'ค่ายโร้ก' แม้ว่าลาสบอสอย่างแอนเดเรียของแผ่นดินโร้กจะถูกซุนเฟยสังหารไปแล้ว แต่มอนสเตอร์ชั่วร้ายที่พลัดหลงมาในถิ่นทุรกันดารก็ไม่ได้หายไปด้วยทั้งหมดพลังของพวกมันถูกทำให้อ่อนแอลงก็จริง แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามความปลอดภัยของ 'ค่ายโร้ก' อยู่ดี

            เมื่อเรียบเรียงความคิดของตัวเองเรียบร้อยซุนเฟยก็เปิดประตูมิติกลับเข้าไปในโลก Diablo ใหม่แต่คราวนี้เขาไม่ได้เลือกตัวละครคนเถื่อน และเมื่อจอโฮโลแกรมสามมิติปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาก็เลือกอาชีพที่ยังไม่เคยเล่นมาก่อนนั่นคือ...ดรูอิด

            แล้วทำตามแผน ในเวลาไม่กี่วันต่อจากนี้ซุนเฟยตัดสินใจที่จะใช้เวลาสี่ชั่วโมงเข้าสู่โลก Diabloเพื่อเล่นอาชีพอื่นที่นอกเหนือจากตัวละครคนเถื่อน และจะพิชิตแผนที่ 'ค่ายโร้ก' เพื่อดูว่าหลังจากที่พิชิตแผนที่แผ่นแรกทั้งเจ็ดอาชีพจนหมดจะได้รับของรางวัลจากเสียงลึกลับเย็นชานั่นหรือไม่

            ……

            ในขณะที่ซุนเฟยเข้าสู่โลก Diablo เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เมืองแซมบอร์ดก็เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพิธีขึ้นครองราชย์

            บนท้องถนนสามารถมองเห็นแขกเหรื่อที่มาจากอาณาจักรอื่นได้ง่าย

            ผู้ค้ารายย่อยบางรายไว้ต่อความรู้สึกถึงโอกาสการทำธุรกิจ พวกเขาต่างลากคนในครอบครัวมาสร้างธุรกิจขนาดเล็กๆ กันวุ่นวายยิ่งทำให้ในเมืองคึกคักเข้าไปอีก ตลอดเส้นทางของเมืองแซมบอร์ดเต็มไปด้วยเสียงตะโกนเรียกลูกค้าอย่างครึกครื้นดูมีสีสันมาก ผู้คนสัญจรไปมามากกว่าเดิมถึงหนึ่งเท่า หลังจากที่ผู้คนผ่านเข้ามาจากประตูหลักก็จะเข้าสู่ 'ถนนสีทอง' ที่กว้างขวางซึ่งตอนนี้ถนนเส้นนี้เริ่มคับแคบขึ้นมาแล้ว

            ในตอนนี้เอง เหล่าสาวๆ แสนสวยต่างดึงดูดความสนใจจากผู้คนเป็นจำนวนมาก

            บรรดาสาวๆ กลุ่มนี้ นอกจากหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมชุดกระโปรงสีม่วงคลุมทั้งตัวและดูไม่คุ้นหน้าคนนี้แล้วสาวๆ คนอื่นต่างสวมชุดเกราะที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆซึ่งมันเผยให้เห็นผิวขาวดุจหิมะได้เป็นอย่างดี พวกนางแต่งตัวเรียบง่าย และแต่ละคนก็มีใบหน้าที่น่ารักและสวยงามราวกับเอลฟ์สาวกำลังเดินอยู่ท่ามกลางมนุษย์ท่าทางเหมือนไม่เคยเห็นอะไรมาก่อน เดี๋ยวถามนี่ถามนั่น ท่าทางอยากรู้อยากเห็นบวกกับใบหน้าเยาว์วัยที่ไม่มีท่าทีระมัดระวังตัวช่างดูไร้เดียงสายิ่งนักยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกลุ่มเด็กสาวที่ไม่เคยสัมผัสโลกภายนอกมาก่อน

            บนถนนที่มีผู้คนเดินไปมาก็มีคนไม่น้อยที่มีความคิดอยากจะเข้าไปทัก ทว่าก็ไม่มีใครสักคนกล้าที่จะไปหาเหล่าเทพธิดาน้อยกลุ่มนั้น

            เหตุผลง่ายๆ

            เหล่าสาวๆ กลุ่มนี้ แม้ว่าดูๆ ไปแล้วจะดูใสซื่อไร้เดียงสา แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกลับไม่ได้อ่อนแอเลยโดยเฉพาะหญิงสาวที่ดูอายุประมานยี่สิบปีที่มีผมสีแดงเพลิงใบหน้าที่สวยหยาดฟ้า เยือกเย็น ราวกับเป็นเทพธิดาผู้สูงส่ง ด้านหลังของนางยังมีธนูสีทองที่มีรูปร่างแปลกๆ และมีพลังเวทที่น่าเกรงขามคอยแผ่ออกมายิ่งบวกกับกลิ่นอายพลังที่ดุดันอย่างไม่ปิดบังบนร่างของนาง นั่นยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกถึงอันตรายประหนึ่งดาบวงพระจันทร์ที่กำลังชักออกมาจากปลอกที่สวยงามและคมกริบเมื่อไรที่ดาบฟันผ่านก็สามารถผ่าร่างได้เป็นชิ้นๆ อย่างง่ายได้ ไร้ผู้ต้านทาน

            นอกจากนางคนนี้แล้ว ยังมีพัศดีโอเลเกร์ที่เป็นหนึ่งใน‘ขุนนางที่ได้รับความโปรดปราน’ ขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์ที่คอยตามปรนนิบัติเหล่าสาวๆ กลุ่มนี้อยู่ข้างๆ ประหนึ่งข้ารับใช้

            ในบรรดาข้อมูลที่เผยออกมามากมายว่ากันว่า สาวสวยกลุ่มนี้อาจจะเป็นสหายขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์ มาที่เมืองแซมบอร์ดเพื่อมาแสดงความยินดีที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์

            พวกโร้กสาวต่างเลือกซื้อของที่ชอบอย่างมีความสุขเพลิดเพลินกับเวลาผ่อนคลาย

            บนแผ่นดินโร้ก พวกนางไม่เคยเพลิดเพลินกับเหตุการณ์รื่นเริงผ่อนคลายแบบนี้มาก่อนในทุกๆ วันจะต้องคอยตื่นตัวและเคร่งเครียด บ่อยครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์และพวกปีศาจ ภายใต้ความมืดที่เข้าปกคลุม พวกนางจะต้องเผชิญกับความตายอยู่เสมอหลายครั้งที่ต้องพบเห็นพี่น้องคนสนิทต้องบาดเจ็บหรือตายไปต่อหน้าตัวเอง...แต่ตอนนี้ พวกสาวๆ ได้ปล่อยวางความกดดันในหัวใจของนางได้เสียที พยายามที่จะเพลิดเพลินไปกับเหตุการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนจึงเหมือนนกน้อยที่ถูกปล่อยออกจากกรงและเริ่มต้นกระพิอปีกบินอย่างไร้ความกังวล

            ขณะที่กำลังเดินอยู่ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างหน้า

            เห็นเพียงผู้คนจำนวนมากกำลังแย่งไปล้อมวงดูอะไรบางอย่างตรงนั้นบางครั้งก็ได้ยินเสียงดีใจ เหตุการณ์ที่ดูคึกคักแปลกๆ นี้เมื่อเหล่าสาวๆ มองเห็นในใจก็พลันเกิดความสงสัยจึงพากันเข้าไปล้อมวงดูอย่างสนุกสนาน

            ในขณะที่พวกสาวๆ กำลังสนุกสนานก็ไม่ทันสังเกตว่า ไม่ไกลจากพวกนางนั้นมีสายตาบางคู่กำลังจับจ้องมองมาที่พวกนาง

            “ฝ่าบาท พวกนางเข้ามาแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรดี?”

            “ตามไปก่อน มันไม่ง่ายที่จะไปยั่วยุพวกนาง สืบหาประวัติของพวกนางให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยพูดกัน”

            ……

            เขาวงกตใต้ดิน

            ห้องโถง

            ในอากาศจู่ๆ ก็มีประตูมิติสีฟ้าฉีกกระชากอากาศ ก่อนจะปรากฏร่างซุนเฟยเดินออกมาจากในนั้น

            เขาถึงขีดจำกัดเวลาสี่ชั่วโมงของวันนี้แล้วไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในโลก Diablo

            ในช่วงระยะเวลาเพียงสองชั่วโมงกว่าๆเนื่องจากมีประสบการณ์และทักษะมากมายที่ได้รับมาจากตัวละครอื่นๆ ดังนั้นความเร็วในการอัพเลเวลจึงเร็วขึ้นภายในเวลาสั้นๆ ซุนเฟยคาดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถอัพเลเวลตัวละครดรูอิดได้ถึงเลเวล 10 อย่างไม่น่าเชื่อ ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจในทำเควสทั้งสามเควส นั่นคือ ล้างบางถ้ำที่ชั่วร้าย กำจัดบลัด เรเว่น และไปช่วยตาเฒ่าเคนเหลือเพียงเควสที่ต้องไปหาค้อนเวทมนตร์ สังหารเดอะ เคานต์เตสที่หอคอยที่ถูกลืม และสุดท้ายคือการสังหารลาสบอสอย่างแอนเดเรียก็สามารถพิชิตแผนที่ลำดับที่หนึ่งได้

            “หากจัดการเวลาดีๆ บางทีพรุ่งนี้คงทำเควสทั้งสามเควสนั่นได้เสร็จหมดแน่ๆ”

            สำหรับความเร็วในการอัพเลเวล ซุนเฟยเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น

            ตอนนี้เขายังอยู่ใน 'โหมดดรูอิด' เมื่อเขาโบกมือขึ้นมาด้วยอารมณ์ดีใจคลื่นพลังธาตุบริสุทธิ์ของดรูอิดก็เปล่งประกาย ระหว่างนั้นก็มีหมาป่ายักษ์สีขาวปรากฏขึ้นมากลางอากาศแล้วกระโดดลงมาอยู่ข้างๆ ซุนเฟยเหมือนกับได้เห็นคู่หูของตัวเอง หมาป่ายักษ์จึงเข้ามาถูไถที่ขาของซุนเฟย

            ร่างของหมาป่าขาวยังแผ่กลิ่นอายอันตรายออกมา

            ดรูอิดมีทักษะ 'อัญเชิญจิตวิญญาญหมาป่า'

            ทักษะนี้ซุนเฟยได้อัพเพิ่มเป็นเลเวล 3 แล้ว ตอนนี้เขาสามารถอัญเชิญหมาป่าสีขาวออกมาได้สามตัวในเวลาเดียวกันเพื่อมาต่อสู้เพื่อตัวเอง กล่าวก็คือหมาป่าสีขาวทุกตัวจะมีพลังการต่อสู้เทียบเท่านักรบหนึ่งดาวเรียกได้ว่าไม่อาจมองข้ามทักษะประเภทอัญเชิญสัตว์ได้ อาชีพของดรูอิดมีกระบองสังหาร

            นอกจากนี้ ซุนเฟยยังมีความสามารถกลายร่างเป็น 'มนุษย์หมาป่า' และ 'มนุษย์หมี' ได้หลังจากที่กลายร่างแล้วจะมีความว่องไว พลังการโจมตีความเร็วเหมือนหมาป่า มีพลังมหาศาลและพลังป้องกันของหมี

            ปัจจุบันนี้ เขาเลือกทักษะกลายร่างและทักษะอัญเชิญของดรูอิดเหลือเพียงทักษะธาตุที่ยังไม่ได้เพิ่มชั่วคราว เพราะทักษะธาตุถือว่าเป็นทักษะเวทมนตร์และมีความซับซ้อนกว่า 'โหมดจอมเวท'

            เมื่อรับรู้ถึงลักษณะพิเศษของพลังดรูอิดแล้วซุนเฟยก็อดกลั้นไม่ยอมกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า เขาตัดสินใจเปลี่ยนเป็น 'โหมดคนเถื่อน' จากนั้นก็หยิบอัญมณีระดับสูงขึ้นมาสองสามก้อนที่ได้รับการอัปเกรดจาก 'ลูกบาศก์ฮอราดริก' ที่ 'ค่ายโร้ก' ก่อนหน้านี้เขาเดินออกจากเขาวงกตใต้ดินไปยังโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองแซมบอร์ด

            โบสถ์

            “นายท่าน คิดไม่ถึงว่าท่านจะมาด้วยตัวเอง ช่างเป็นเกียรติแก่พวกเราอย่างยิ่ง”

            สำหรับการมาเยือนของซุนเฟย ทำให้นักบวชแมซโซลาและหัวหน้าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ลูเซียโนต่างรู้สึกเกินความคาดหมายและตื่นตระหนกด้วยความดีใจ  ช่วงสามวันมานี้ทั้งสองคนพยายามอย่างหนักที่จะเข้าหาซุนเฟย เสียทั้งเงินและวัตถุไปไม่น้อยเพื่อให้ซุนเฟยโปรดปรานตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเริ่มมีผลเล็กน้อย

            “อืม พวกเจ้าทั้งสองคน...ช่วงนี้คงจะเหน็ดเหนื่อยกันสินะ”

            ซุนเฟยมองหน้าท่าทางราวกับคนรับใช้ของทั้งสองคนในใจก็พลันมีความสุข แต่บนใบหน้าไม่แสดงอาการอะไร วางท่าทางสูงส่งพลิกเบี้ยล่างให้กลายเป็นเบี้ยบน1 หันไปมองเก้าอี้ในห้องที่มีเพียงตัวเดียวซุนเฟยเห็นทั้งสองคนต่างพูดขึ้นมาว่า

            “ไม่เหนื่อยเลย ไม่แม้สักนิด การได้รับใช้นายท่าน ถือเป็นเกียรติของพวกเรา!” ลูเซียโนที่กลับมาฉลาดอีกครั้งก็รีบแย่งประจบ

            “อืม ข้าจะจดจำพวกเจ้าไว้”

            ซุนเฟยกวาดสายตามองทั้งสองคนและจงใจแผ่พลังศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์ออกมาจากร่างของเขาทำให้เขาดูสูงศักดิ์จนไม่อาจละสายตาได้ราวกับพระเจ้าลงมาประทับซุนเฟยพูดอย่างช้าๆ ว่า “วันนี้ที่ข้ามาหาพวกเจ้าเพราะข้ามีเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องรบกวนให้พวกเจ้าทั้งสองคนทำให้ข้า”

            “นายท่าน โปรดสั่งมา พวกเรายินดีรับใช้นายท่าน”

            ทั้งสองคนได้ยิน ในใจก็พลันดีใจ สิ่งที่พวกเขากลัวมากที่สุดคือการที่ซุนเฟยจะไม่ใช้ตัวเอง ในเมื่อตอนนี้ได้เปิดปากให้ช่วย นั่นเป็นเรื่องที่ดีที่สุด อธิบายได้ว่านายท่านคนนี้เริ่มยอมรับพวกเขาอย่างช้าๆ แล้ว

            “อืม ดี งั้นข้าไม่เกรงใจ” ซุนเฟยพูดจบ ก็มีก้อนหินเวทมนตร์ระดับสูงสี่ก้อนปรากฏออกมาบนฝ่ามือของเขา แสงสว่างสดใสของมันแทบทำให้คนหลงใหล“พวกเจ้าใช้ลู่ทางของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แทนข้าติดต่อนักเวทระดับสูงเพื่อแลกเปลี่ยนก้อนหินเวทมนตร์ในมือข้าให้กลายเป็นก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำให้เร็วที่สุด”

            “นี่คือก้อนหินเวทมนตร์ระดับกลาง?” ลูเซียโนอุทานอย่างแปลกใจ

            “โอ้พระเจ้า ที่แท้ยังมีก้อนหินเวทมนตร์ระดับกลาง...โอ้ ก้อนหินเวทมนตร์ธาตุไฟมีพลังพลุกพล่านก้อนหินเวทมนตร์ระดับนี้ไม่ใช่ว่าหาได้ยากหรือ? นายท่าน นี่...”แมซโซลาอดไม่ได้ที่จะอุทานอย่างตกใจ รู้สึกริมฝีปากแห้งผากดวงตาจับจ้องไปที่มันไม่คลาดสายตา

            ไม่น่าแปลกใจที่ทั้งสองคนจะพากันตกใจความจริงแล้วมูลค่าก้อนหินเวทมนตร์ที่ซุนเฟยหยิบออกมามันมีมูลค่าสูงมาก

            ก้อนหินเวทมนตร์ระดับกลางหนึ่งก้อนสามารถแลกก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำได้อย่างน้อยหนึ่งร้อยก้อน เพียงก้อนหินเวทมนตร์ระดับกลางสองก้อน มีมูลค่าสูงกว่าก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำหนึ่งหีบที่พวกเขามอบเป็นเครื่องบรรณาการให้แก่ซุนเฟยเมื่อไม่กี่วันก่อนเสียอีกคาดว่าเมื่อแลกเปลี่ยนแล้วคงจะได้มูลค่าที่ไม่น่าเชื่อด้วยซ้ำ อาจแลกก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำได้มากกว่าหนึ่งล้านก้อนด้วยซ้ำสำหรับทั้งสองแค่เสียก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำร้อยกว่าก้อนก็ทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวดแล้วแต่พวกเขาคาดไม่ถึงว่าซุนเฟยจะมั่งคั่งขนาดนี้

            “ทำไม? หรือว่า...พวกเจ้าแลกไม่ได้?” มองทั้งสองคนที่พากันตกตะลึงแล้วต้องขมวดคิ้ว

            “อ่า...ไม่ๆๆ ข้าแลกได้ แลกได้! เพียงแต่มันอาจต้องใช้เวลา...นานสักเล็กน้อย” แมซโซลาเหมือนสะดุ้งตื่นจากฝันรีบตอบกลับ

            ตอนนี้หัวใจของเขากำลังเต้นโครมคราม นี่เป็นโอกาสทองสำหรับเขาก้อนหินเวทมนตร์ระดับสูงหายากมาก หากพวกเขาสามารถใช้ลู่ทางของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อแลกเปลี่ยนมัน ต้องถือเป็นผลงานใหญ่แน่นอน อาจทำให้ท่านบิชอปเซิร์จเยเรมีประทับใจอีกด้วย

            ---------------------------

            1พลิกเบี้ยล่างให้กลายเป็นเบี้ยบน ความหมายคือพลิกฐานะที่เสียเปรียบให้กลายเป็นได้เปรียบ