หลังจากอู๋เยว่ชิงผนึกเมล็ดพันธุ์ทั้งสามดวงได้แล้ว ร่างมนุษย์ของนางจึงแตกสลาย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ววิญญาณเทพดาราควรกลับแดนสวรรค์เพราะนางได้ผ่านด่านเคราะห์อันแสนสาหัสไปเรียบร้อย
หากแต่เวลานี้ยังไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าวิญญาณของเทพดาราหายไปอยู่ที่ใดราวกับนางไม่มีตัวตน
สิ่งที่นางหลงเหลือไว้มีเพียงความทรงจำและความเจ็บปวดที่ฝังลึกในเมล็ดพันธุ์ที่ปริแตกในแก่นวิญญาณของจอมมาร คนที่กำลังทรมานกับสิ่งที่ตนเองกระทำตลอดหลายปีที่ผ่านมา
กงจื่อเย่เพิ่งสัมผัสได้ว่านางทุกข์ทน ผิดหวังและเศร้าโศกมากเพียงใด เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงไม่อาจกำจัดความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงออกไปได้
“นายท่าน เหตุใดจึงไม่ทำลายมันทิ้งไป พลังของนายท่านยังไม่สมบูรณ์ดีหรือขอรับ” โจวเหวินหลงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัยเพราะเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นไม่ได้มีกำลังมากมายที่จะต้านทานพลังของจอมมารได้เลย
“...” กงจื่อเย่ไม่ตอบอันใด แม้รากต้นไม้แห่งชีวิตที่หยั่งลึกในแก่นวิญญาณจะทำให้เขาเจ็บปวดเจียนตายทุกเมื่อ หากแต่มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้ว่าของเล็กน้อยพรรค์นี้ไม่อาจกำจัดได้โดยง่าย
ความคิดในใจวนเวียนตลอดเวลา กงจื่อเย่ไม่รู้เลยว่าหากทำลายมันไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
น่าขันยิ่งนัก สิ่งที่เขาห่วงไม่ใช่ตัวของเขาเอง แต่เป็นนางผู้นั้น คนที่เขาเคยนึกอยากจองล้างจองผลาญทุกชาติภพ
เวลานี้เขากลับนึกคะนึงหานางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งยังพยายามเสาะหาเสี้ยววิญญาณของนางที่แตกเป็นเสี่ยงต่อหน้าต่อตาเขาในตอนนั้น
เพียงแค่เอ่ยถึงน้ำตาก็เอ่อคลอ หากใครต่อใครเห็นคงนึกเวทนาสมเพช จอมมารผู้ยิ่งใหญ่กำลังหลั่งน้ำตา ร้องไห้ราวกับมีความรู้สึกเหมือนคนอื่น ๆ
กงจื่อเย่ลุกเดินออกไปจากบัลลังก์แดนมารหายลับไปยังที่แห่งหนึ่ง เขามักจะขลุกตัวอยู่ในนั้นทั้งวันทั้งคืน ในใจนึกถึงแต่เพียงผู้เดียวราวกับต้องคำสาปไม่อาจหลุดพ้น
โจวเหวินหลงเห็นเจ้านายเป็นอย่างนั้นแล้วจึงถอนหายใจกับสหายอย่างเฉินซือหยาง
“ข้าไม่เข้าใจสักนิด นายท่านสังหารเทพดาราผู้นั้นได้แล้ว รู้แผนการที่พวกเทพสวรรค์คิดกำจัดก็แล้ว เพียงแค่ทำลายเมล็ดพันธุ์นั่นมันยากตรงไหนหรือ” เฉินซือหยางบ่นกระปอดกระแปดเพราะหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาได้รับคำสั่งให้ค้นหาความลับที่ทวยเทพซ่อนไว้
แต่เมื่อทุกอย่างกระจ่างแล้วว่าเป็นเรื่องอันใด เจ้านายของเขากลับนิ่งเฉยปล่อยสิ่งที่สามารถทำให้ตนเองแตกสลายไม่เหลือกระทั่งเสี้ยววิญญาณเอาไว้ใกล้ตัวไม่คิดทำลายให้สิ้นซากเสียอย่างนั้น
เขามองหน้าหลิวอิงอิง ปีศาจสาวอีกตนที่อยู่ข้าง ๆ พลางมองใครอีกคนที่ถูกพลังมารปีศาจผนึกเอาไว้ตรงหน้า
“เด็กน้อยผู้นี้ นายท่านเก็บร่างของเขาไว้ทำไมหรือ” เขาเอ่ยถามหลิวอิงอิง
นางกำลังร่ายกระแสพลังไปที่ร่างไร้ลมหายใจตรงนั้นตามคำสั่งของจอมมารจึงกล่าวเสียงดุว่า “อย่ารบกวนข้า หากทำพลาดตรงไหนไป คอเจ้าจะหลุดจากบ่า”
“เข้าใจแล้ว ข้าไม่กวนเจ้าหรอก” เขาส่ายหน้าแล้วนั่งนิ่ง ๆ อย่างที่บอก แต่จู่ ๆ กลับพูดขึ้นมาเพราะนึกสงสัย “หรือว่านายท่านจะรู้สึกกับเด็กน้อยผู้นี้เหมือนลูกอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นทำไมถึงได้ฆ่าอย่างไม่แยแสเล่า”
โจวเหวินหลงจนปัญญาไม่รู้จะตอบอย่างไร จิตใจคนยากแท้หยั่งถึง แต่จิตใจของจอมมารลึกล้ำยิ่งกว่านั้นหลายสิบเท่า เหตุผลที่เขาเก็บร่างของคนที่เคยเป็นลูกเอาไว้ การไม่ทำลายสิ่งที่ฝังในแก่นวิญญาณของตน ทั้งยังอาลัยอาวรณ์ศัตรูที่สามารถสังหารตนเองได้ราวกับสามีผู้สูญเสียภรรยาอย่างไรอย่างนั้น
“มิใช่ว่านายท่านมีความรู้สึกจริง ๆ หรือ” โจวเหวินหลงเอ่ยกับสหายทั้งสอง
“จอมมารปีศาจจะมีความรู้สึกได้อย่างไร เจ้าพูดเป็นเล่นไปได้” เฉินซือหยางเลิกคิ้วไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเดาเรื่อยเปื่อย “นายท่านมิได้ถือกำเนิดอย่างพวกเราเป็นไปไม่ได้หรอก”
“ทำไมถึงจะเป็นไปไม่ได้ เจ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนี้สิ่งที่ทำให้นายท่านมีความรู้สึกมันฝังอยู่ข้างในแล้ว แต่นายท่านก็ยังไม่ยอมทำลายมัน” โจวเหวินหลงครุ่นคิดอย่างหนักมานาน “ข้าว่านายท่านคิดถึงนางและที่ให้หลิวอิงอิงส่งกระแสพลังให้เจ้าเด็กน้อยนี่ก็เพราะไม่อยากให้ร่างนี้สลายไปด้วยอย่างไรเล่า”
“พวกเจ้าสองคนเลิกส่งเสียงสักทีได้หรือไม่” หลิวอิงอิงเอ็ดทั้งคู่เพราะกำลังใช้สมาธิทำงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความจริงจัง
เฉินซือหยางกระพริบตาปริบ ๆ มองร่างที่โดนผนึกเอาไว้ ตรงกลางหน้าอกของเขาราวกับมีอะไรบางอย่างส่องแสงออกมาเลือนราง “พวกเจ้าเห็นหรือไม่”
“...” ทั้งสามคนมองหน้ากันพลันนึกถึงอะไรบางอย่าง “เห็นทีคงต้องรายงานให้นายท่านรู้แล้วกระมัง”
ภพสวรรค์
จอมมารอ่อนกำลังลงเพราะแผนการที่ฝ่ายเทพสวรรค์วางแผนเอาไว้จึงถอนทัพออกมาทำให้พวกเขาได้มีเวลาหายใจหายคอบ้าง ทุกคนมัวแต่ยุ่งกับการวางแผนรับมือการบุกโจมตีครั้งหน้าเพราะไม่อาจรู้ได้ว่ากงจื่อเย่จะโผล่มาปะทะในตอนไหน
ขณะที่อีกฝ่ายต่างเร่งซ่อมแซมซากปรักหักพังที่เกิดจากการสู้รบอันยาวนาน เทพเซียนหลายคนจึงอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ดูท่าแล้วงานฟื้นฟูภพสวรรค์คงจะหนักหนาเอาการ
เทพอาวุโสและเทพชั้นสูงกักตนรักษาอาการบาดเจ็บของตนเองอยู่ในตำหนักเพียงลำพัง ทั้งยังสดับฟังเสียงตระหนักสติรู้ตลอดเวลาให้พร้อมเผชิญหน้าในทันที
เทพวายุเองก็บาดเจ็บไม่น้อยแต่ยังคงตรวจตราบรรดาเซียนตัวน้อยและเทพที่เพิ่งกลับจากภพมนุษย์อยู่อีกทางหนึ่ง เพียงแต่ว่ามองไปที่ใดกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้เป็นน้องสาว
“สวีต้าเฟิง เจ้าบาดเจ็บหนักเพียงนี้เหตุใดจึงไม่กักตนอยู่ในตำหนักเล่า” ฟ่านหนิงเหอ เทพวารีผู้เป็นลูกสาวเทียนจวินเข้ามาประคองร่างของเขา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและเป็นห่วงเป็นใยคนตรงหน้าเหมือนเช่นเคย
“ข้าสัมผัสถึงนางได้ แม้จะน้อยนิดราวกับจะขาดหายไปได้ทุกเมื่อ แต่ข้าไม่เห็นนางกลับมา” สวีต้าเฟิงตอบนางด้วยความกระวนกระวาย
เทพวารีตระหนักได้ว่าจอมมารเพียงแค่ถอยทัพกลับไปด้วยตัวเอง มิได้ถูกสังหารอย่างที่วางแผนเอาไว้ และหากเทพวายุสัมผัสเสี้ยววิญญาณของผู้ฝังเมล็ดพันธุ์ได้เบาบาง แสดงว่าหน้าที่นั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี
“นางต้องกลับมาอย่างแน่นอนเพราะนางคือผู้มีดวงชะตากำราบมาร สวีลู่ชิงมิเคยละทิ้งหน้าที่ของตนเอง เจ้าอย่าได้กังวลจนเกินไปเลย บางทีนางอาจหลบซ่อนตัวอยู่ใดสักแห่งเพราะจอมมารเจ้าเล่ห์ผู้นั้นก็ได้”
คนเป็นพี่ชายรู้ดีว่าหน้าที่ของน้องสาวคือต้องสละกระทั่งแก่นวิญญาณเพื่อสังหารจอมมารตนนี้ แต่อย่างน้อย เขาอยากเห็นนางเป็นครั้งสุดท้าย
“หากเจ้ายังดื้อดึงไม่รักษาตนเอง คงจะเป็นตัวเจ้าที่สลายก่อนได้เจอนาง ต้องการให้เป็นอย่างนั้นหรือ” เทพวารีกล่าวไปตามตรง “เมื่อใดที่พลังและร่างกายเจ้ากลับมาอยู่ในสภาพเดิมแล้ว เราสองคนค่อยตามหานางดีหรือไม่”
“อืม” เทพวายุพยักหน้ายอมเชื่อฟังแต่โดยดีเพราะรู้ตัวเองว่าเขาในเวลานี้ไม่อาจต่อกรกับผู้ใดได้เลยและถ้าสวีลู่ชิงตกอยู่ในอันตราย ตัวเขาคงจะช่วยอันใดไม่ได้จึงต้องรีบฟื้นฟูพลังให้กลับมาโดยเร็วที่สุด