มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 180 พลังแห่งคน

    บทที่180 พลังแห่งคน

             

            ซุนเล่อเหยียนนางเสมือนเฝ้ารอโอกาสนี้มาอย่างยาวนานไม่เช่นนั้นนางคงออกจากบึงลี้ลับที่กลับกลายเป็นสุสานแห่งคนตายไปนานแล้ว แต่ที่นางยังอยู่เพราะนางเชื่อว่ามันจะกลับมานางจะไม่ไปจากที่นี่ นางจะไม่ยินยอมตกตายโดยง่าย จนกว่าจะชนะมัน!

             

            เช่นนั้นตัวตนของฮุ่ยจวินจึงเป็นเพียงตัวตนเดียวที่นางไม่เปิดเผยความลับออกไปให้แก่คนแห่งวิหารยุทธ์เพราะชีวิตของฮุ่ยจวินต้องเป็นนางที่จะกระชากลงมา

             

            เป็นเพราะรออยู่นานแล้ว และเป็นเพราะนางเฝ้ารอโอกาสนี้มาโดยตลอดนางจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการปรุงพิษ พิษที่นางคิดว่าร้ายกาจที่สุดเท่าที่จะปรุงขึ้นมาได้บัดนี้กำลังอยู่ในมือของนาง นางเตรียมไว้ตั้งแต่ต้น!

             

            “พิษนี่ต้นกำเนิดของมันแม้แต่ข้ายังจนปัญญาจะหาทางรักษามิต้องเอ่ยถึงตอนนี้ที่ข้าได้ผสมกับสูตรลับบางประการให้มันร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม หากแม้นแต่เจ้ายังเอาชนะพิษนี้ได้ข้าจะยอมรับว่าพ่ายแพ้เจ้าจากใจจริง"

             

            ซุนเล่อเหยียนกล่าววาจาพลางสะบัดมือส่งขวดหยกดำขนาดเท่าฝ่ามือออกมาฮุ่ยจวินยื่นมือออกไปรับ เพียงสัมผัสถูกก็รับรู้ได้ถึงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านราวกับหล่มน้ำแข็งกลิ่นที่ฉุนจนแทบทำให้คนขาดอากาศหายใจตายเมื่อสูดดม นี่นับเป็นพิษที่ร้ายกาจสามารถสังหารคนได้เป็นกองทัพและเป็นพิษที่ทำให้หัวคิ้วของฮุ่ยจวินขมวดเป็นปม

             

            ผู้เป็นแพทย์ย่อมรู้ถึงความอันตรายของพิษเมื่อครู่ซุนเล่อเหยียนได้เห็นสีหน้าที่นิ่งคิดยุ่งยากของฮุ่ยจวิน นางก็ได้ใจคิดว่าสามารถสร้างพิษที่ดึงเอาความกลัวของแพทย์ร้ายกาจให้เกิดขึ้นได้แต่ที่ฮุ่ยจวินขมวดคิ้วกลับมิได้เกิดจากความกลัวหรือความตื่นตระหนกแต่อย่างใด ที่มันขมวดคิ้วเป็นเพราะมันรู้สึกว่าคุ้นเคยกับพิษนี้เหลือเกิน

             

            คล้ายดั่งว่ามันรู้จักและพานพบพิษนี้ที่ไหน

             

            “ลักษณะเฉพาะและกลิ่นของพิษดูจะมิใช่มาจากบึงแห่งนี้”

             

            “สมแล้วที่เป็นแพทย์อัจฉริยะ เป็นแพทย์เพียงหนึ่งเดียวที่เคยเอาชนะข้าได้แต่ยิ่งเจ้าเก่งมากเพียงไหน ข้าก็ยิ่งอยากเอาชนะเจ้ามากเท่านั้น… ซึ่งแน่นอนว่าทุกสิ่งอย่างในบึงแห่งนี้ข้าเคยใช้เพื่อหาทางเอาชนะเจ้าแล้วครั้งหนึ่งแต่กลับพ่ายแพ้ เช่นนั้นคิดว่าข้าจะใช้ลูกไม้เดิมๆ หรือ น่าขันสิ้นดี พิษจากเจ้าพวกนั้นยังร้ายกาจและยากประมาณกว่า”

             

            ที่แท้พิษที่ฮุ่ยจวินรู้สึกคุ้นเคยอาจเกี่ยวข้องกับผู้ที่ทำลายบึงลี้ลับแห่งนี้เช่นนั้นมันจึงไม่โอ้เอ้ชักช้า เปิดขวดหยกเทยาพิษลงในลำคอทันที

             

            ซุนเล่อเหยียนได้เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะอย่างชอบใจเพราะนางเชื่อว่าในปฐพีนี้หรือต่อให้เป็นเทพดาเร้นกายมาเองก็ยากจะถอนพิษในเวลาอันจำกัดได้และหากมันหาทางถอนพิษได้ไม่ทันท่วงที มันก็จักต้องตาย!

             

            “เจ้าพลาดแล้ว!”

             

            ซุนเล่อเหยียนยังคงแสดงออกถึงความมั่นใจว่าจะเอาชนะฮุ่ยจวินด้วยพิษนี้ได้และที่นางมั่นใจขนาดนั้นก็เป็นเพราะ สมุนไพรและสิ่งต่างๆ ที่จะมีส่วนช่วยในการรักษาพิษภายในบึงลี้ลับแห่งนี้นางได้ทำลายไปจนหมดสิ้น!

            “เจ้าคงไม่รู้อะไร ที่แห่งนี้ไม่มีสมุนไพรให้เลือกใช้เหมือนดั่งตอนแรกหรอกนะฮิฮิฮิ… แพทย์ไร้นามเอ๋ย อาศัยเพียงสมุนไพรและตัวยาบางส่วนจากตัวเจ้าหรือยังจะเอาชนะพิษร้ายจากภายนอกซึ่งผสมผสานกับสุดยอดวิชาพิษอีกหนึ่งแขนงของข้าได้วันนี้นับเป็นวันพ่ายแพ้และวันตายของเจ้า!”

             

            คำกล่าวของซุนเล่อเหยียนเสมือนหนึ่งสิ่งที่ไร้ตัวตนฮุ่ยจวินเพียงอยู่ในสมาธิที่นิ่งคิดเท่านั้น มันกลืนยาพิษแล้ว พิษก็เริ่มออกฤทธิ์คร่าชีวิตมันแล้วแต่มันยังคงมีท่าทางที่นิ่งสงบ นิ่งสงบจนน่าโมโหยิ่ง

             

            “อวดดียิ่งนัก ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะตายอย่างไรข้าทนรอเห็นความทรมานของเจ้าไม่ไหวแล้ว!”

             

            ยิ่งได้สัมผัสด้วยตนเอง ความคลับคล้ายคลับคราในพิษก็ยิ่งเพิ่มพูนสูงขึ้นยิ่งพิษกำเริบไปยังอวัยวะในร่างกาย ฮุ่ยจวินจึงแทบมั่นใจขึ้นมาได้เต็มสิบส่วน แม้พิษจะแทรกไปตามร่างกายแต่มันหาได้แสดงความตื่นกลัวหรือเร่งรีบรักษาใดแต่มันได้เบิกตาขึ้นราวกับผู้รอบรู้ที่ได้แตกฉานในสิ่งที่คั่งค้างในหัว ที่แท้พิษที่มันสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยนี้ก็คือพิษชนิดเดียวกับที่ฮุ่ยไป๋เคยประสบตั้งแต่ยังเป็นทารก!

             

            ไม่เพียงเท่านั้น กลิ่นอายของพิษที่ผสมผสานกลมกลืนยังมีความคล้ายคลึงกับเฒ่าประหลาดที่หน้าตาคล้ายอสรพิษนี่แสดงให้เห็นว่านางได้สกัดพิษที่ร้ายกาจขึ้นมาได้ พิษนี้นับว่าร้ายกาจจริงๆ ร้ายกาจถึงขั้นมันมิอาจจะเอาชนะในช่วงเวลาสั้นๆทว่าโชคดี พิษที่กำลังประสบนี้กลับเป็นพิษที่มันเคยเอาชนะมาแล้วทั้งสิ้น

             

            พิษที่เคยรักษาให้ฮุ่ยไป๋ อาศัยเพียงการฝังเข็มขั้นสูงก็สามารถระงับและสลายออกไปได้ส่วนพิษร้ายที่ผสมอยู่อีกส่วนหนึ่ง โอสถที่มันเตรียมไว้สำหรับมอบแก่ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์โอสถที่ปรุงผสมจากโลหิตของบุรุษชราคล้ายอสรพิษ ตอนนั้นประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้ตกตายก่อนโอสถสุดท้ายนี้จึงมิได้ใช้ออกไป ฮุ่ยจวินจึงนำมาใช้ถอนพิษในครั้งนี้!

             

            เห็นฮุ่ยจวินเพียงฝังเข็มอย่างรวดเร็วไม่กี่คราพร้อมกับกระดกดื่มโอสถในขวดขนาดเหล็กอึกเดียว พิษที่นางมั่นใจว่าร้ายกาจที่สุด มั่นใจว่าไม่มีใครที่จะสามารถถอนได้บัดนี้กลับถูกทำลายภายในพริบตา แพทย์ไร้นามผู้นี้มันยังมิได้ทรมานหรือดิ้นรนให้เหนื่อยกายด้วยซ้ำ!

             

            “เป็นไปได้อย่างไร หรือพวกนั้นหลอกข้าว่านี่คือพิษที่ดีที่สุดพวกเจ้าจะเห็นข้าเป็นตัวตลกเกินไปแล้ว... พิษนี้เจ้าเอาชนะมันอย่างง่ายดาย หรือมันก็เป็นเพียงพิษหลอกเด็ก"

             

            ด้วยความไม่ต้องการพ่ายแพ้เป็นครั้งที่สองด้วยความคั่งแค้นที่มิอาจทำอะไรชายหนุ่มตรงหน้าได้ นางจึงกลืนยาพิษเสี้ยวสุดท้ายของตนไปพิษทึ่ดีที่สุดของตนยังมิอาจสร้างแม้แต่ความเจ็บปวดซักนิดให้ศัตรูได้ สู้ตนกลืนกินมันลงไปจักได้ไม่ขายขี้หน้าและคับแค้นใจมากกว่านี้

             

            ซุนเล่อเหยียนเสมือนคนที่ตายไปแล้ว ชีวิตนางอยู่ก็ไม่สู้ตายที่นางยังฝืนอยู่เพราะอยากสังหารฮุ่ยจวินด้วยมือของตนเอง แต่เมื่อสังหารไม่ได้ นางจะมีชีวิตอยู่อย่างอดสูและทนความอัปยศในจิตใจได้อย่างไร

             

            “นี่ท่าน"

             

            ฮุ่ยจวินใช้ยาถอนพิษส่วนสุดท้ายไปหมดแล้วแน่นอนว่ามันมิอาจจะรักษาให้แก่สตรีตรงหน้าได้ มันร้อนใจเกรงว่านางจะชิงตกตายก่อนจะบอกเรื่องราวแต่ซุนเล่อเหยียนเองก็ไม่คิดจะปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายได้ นางไม่ใช่คนที่จะรักษาสัญญาแต่ในเมื่อนางมิอาจฆ่ามัน นางก็จะให้คนอื่นฆ่ามันแทน นางจึงกล่าวทิ้งทวนก่อนสิ้นลมหายใจ

             

            “วิหาร ยุทธ์... เทวะ วจนะ”

             

            เสียงแผ่วเบาของซุนเล่อเหยียนราวกับระฆังที่ก้องกังวานในหูของฮุ่ยจวินเป็นนิกายเทวะวจนะอีกแล้ว เหตุใดในชีวิตของมัน ถึงได้มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนิกายเทวะวจนะไม่จบสิ้นหรือเพราะมันตั้งปณิธานที่เป็นปฏิปักษ์กับฟ้า ฟ้าจึงได้ส่งนิกายเทวะวจนะให้มาราวีมันอย่างไม่ล้มเลิก

             

            วิหารปัญญากล่าวหามันว่าเป็นคนร้าย ทั้งยังไล่ล่าตัวมันจุดสุดหล้า

             

            ส่วนวิหารยุทธ์ก็มักพลัดพรากความสงบสุขและเรื่องราวดีๆไปจากชีวิตของมัน มาตอนนี้ก็ยังพรากครอบครัวของมันไปอีก!

             

            ฮุ่ยจวินหลับตาด้วยความคิดอันเดือดดาลสับสนมันวางร่างที่ไร้ชีวิตของสตรีนางนั้นลง ตัดสินใจที่จะออกควานหาปาฏิหาริย์ที่มันภาวนาให้เกิดขึ้นมันหวังว่าครอบครัวของมันยังจะปลอดภัยดี

             

            โดยไม่สนว่าเบื้องนอกจะถูกคนของวิหารปัญญาไล่ล่ามิสนว่าวิหารยุทธ์จะอุดมไปด้วยยอดฝีมือเพียงไหน มันต้องเร่งรีบเดินทางไปเผื่อจะรู้เบาะแสแลข่าวคราวของครอบครัวตนซากกระดูกเหล่านั้นจะต้องไม่ใช่พวกท่าน

             

            ขาก้าวเดิน สัมผัสแห่งค่ายกลพลังญาณในบึงบัวก็ตอบสนองค่ายกลนี้ถูกฝืนใช้ออกไปแล้ว โลหิตที่กระตุ้นก็เป็นโลหิตเทียมของท่านย่า และพี่น้องบุญธรรมของมันแต่นี่มินับเป็นประเด็นอันใด ประเด็นสำคัญอยู่ที่มันได้รับรู้ถึงการตอบสนองแห่งกฎเกณฑ์ของโลหิตเทียมสามสายที่แล่นอยู่นี่คือกฎเกณฑ์แห่งชีวิตที่มันใส่ไว้เป็นส่วนหนึ่งในค่ายกล เป็นส่วนประกอบสำคัญอีกกฎเกณฑ์ให้ค่ายกลยอมรับโลหิตเทียมและการที่กฎเกณฑ์นี้ยังตอบสนองอยู่นั่นย่อมหมายความว่า

             

            เจ้าของกฎเกณฑ์ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสามคนยังไม่ตาย!

             

            ฮุ่ยจวินราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก มันสัมผัสได้ผ่านเศษซากกฎเกณฑ์ค่ายกลบัวอัคคีไร้จีรังในบึงบัวความลุ่มร้อนใจและสูญเสียใจจึงถูกชำระล้างได้อย่างทันตา ในเมื่อยังสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตแสดงว่าคนทั้งสามยังหลบหนีได้ เมื่อหลบหนีได้แสดงว่ายังพ้นเงื้อมมือของนิกายเทวะวจนะในเมื่อรอดพ้นอยู่มันจึงยังไม่จำเป็นที่ต้องออกไป มันสมควรที่จะออกไปด้วยตัวตนที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้

             

            เท่าที่มันยังสัมผัสได้ถึงการมีชีวิตอยู่ของคนทั้งสามและจนกว่ามันจะรับมือกับตัวตนระดับธรรมบาลได้ มันจะไม่ออกไปจากที่นี่!

             

            พอจิตใจเริ่มสงบ สมาธิของคนก็กลับมาพรั่งพรูฮุ่ยจวินคืนกลับสู่จุดประสงค์ที่ตนกลับมาที่นี่อีกครั้ง

             

            นอกจากมันจะหลบหนี มันยังตั้งใจที่จะมาเก็บตัวฝึกปรือพลังฝีมือ!

             

            ฮุ่ยจวินก้าวย่างสู่บึงลี้ลับคราแรก มันก็สัมผัสได้ถึงความตายและกลิ่นอายแห่งความเครียดแค้นในที่แห่งนี้แล้วและนี่อาจเป็นเส้นทางแห่งความเป็นจริงที่จะพามันไปสู่ประตูแห่งมหาวิธีเจ็ดดาราในขั้นถัดไป

             

            ความโกรธแค้นก็นับเป็นวิถีหนึ่ง

             

            ความเมตตาก็นับเป็นอีกวิถี

             

            มนุษยเราหากไร้ซึ่งกิเลสก็จะไม่เห็นวิถี

             

            เมื่อครู่ฮุ่ยจวินได้ลิ้มลองกิเลสที่เรียกว่าทุกข์และโทสะไปแล้วมันจึงเห็นโอกาสที่จะคว้าเส้นทางที่ยากก้าวเดินมาไว้ในมือ เมื่อคราทะลวงดาราดวงที่สี่มันคิดว่าตนเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าดำขาวอย่างแจ่มแจ้ง แต่ไม่เลย นั่นเป็นความเข้าใจเพียงผิวเผินเข้าใจความเป็นมนุษย์เพียงเปลือกนอก ตอนนี้ต่างหาก ตอนที่รู้สึกจะสูญเสียคนรัก ตอนที่รู้สึกอยากจะรักษาสิ่งสำคัญตอนที่อยากจะปกป้องทุกสิ่ง ความเห็นแก่ตัวที่จะเอาชีวิตผู้อื่นเพื่อจุดประสงค์ของตนความเห็นแก่ส่วนรวมที่ซ่อนแฝงภายใต้ความเห็นแก่ตัว ชีวิตที่ลึกซึ้ง ความเข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งสัจธรรมที่แท้จริงของตนจึงจะทะลวงมหาวิถีเจ็ดดาราที่ก่อกำเนิดมาจากคนได้อย่างแท้จริง

             

            เจ็ดดาราไม่ได้มาจากธรรมชาติ

             

            เจ็ดดาราไม่ได้มาจากวจนะ

             

            แต่เจ็ดดารามาจากคน

             

            คนที่เข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งสรรพสิ่งที่ก่อรวมให้เป็นคนอย่างแจ่มแจ้ง

             

            มีคนจึงมีพลัง ต่อให้มีพรสวรรค์ แต่จู่ๆ พลังก็ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้หากไร้ซึ่งคน

             

            คำตอบของเส้นทางของมันจึงเป็นคน หากเข้าใจความเป็นคนมันจะเข้าถึงมหาวิถีเจ็ดดาราได้อย่างแท้จริง!

             

            “ข้าเป็นผู้บัญญัติมันขึ้นมากับมือ กลับลืมเสียได้ว่าส่วนสำคัญนั้นเป็นข้าเองอุตส่าห์หากฎเกณฑ์มากมายมาก่อรวม… ช่างไม่เข้าใจตนเองเอาเสียเลย"

             

            ดวงตาที่ทอประกายความหวังของฮุ่ยจวินแหงนมองด้านบนราวกับจะมองทะลุไปสุดโลกหล้า

            “ท่านย่า ทุกคน รอข้าอีกไม่นาน"

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

     

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน