บทที่ 42
สงครามที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
ชายวัยกลางคนที่มีร่างกายใหญ่โตขมวดคิ้วเช่นเดียวกัน
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของท่านแม่ทัพใหญ่ ที่บอกว่าอาจจะเกิดสงครามขึ้นเขารู้ดีเลยว่ามันคืออะไร
บางทีอาจจะมีราชวงศ์ต้าหยวนที่เป็นราชวงศ์ที่ใหญ่ที่สุด อยากจะโจมตีและอาจจะสร้างสงครามเพื่ออีกครั้ง
หลังจากที่ชายวัยกลางคนร่างกายใหญ่โตคิดสักพักก็เอ่ยขึ้น “ราชสำนักอยากให้ท่านไปช่วย”
เจียงเฉินยิ้ม “อีกฝ่ายไม่ได้พูดอันใด”
“ดูเหมือนว่าเป็นเพียงแค่จดหมายแจ้งข่าวเฉยๆ”
“เจ้าว่าน่าประหลาดหรือไม่ พวกนั้นกำลังลองเชิงตัวของเขาอยู่”
ชายร่างกายใหญ่โตพยักหน้า “พวกนั้นกำลังทดสอบว่าท่านจะทำการกบฏในช่วงที่ต้าเฉินมีสงครามเกิดขึ้นหรือไม่”
เจียงเฉินส่งเสียงหัวเราะเล็กน้อย “ถ้าเกิดว่าข้าทำการกบฏพวกเขาเองก็จะสังหารข้าก่อนเป็นอันดับแรก”
“ถึงอย่างไรเสียข้าเองก็ควบคุมดูแลพื้นที่ศักดินาทางเหนือ เพราะแบบนั้นถ้าเกิดว่าต้าเฉินต้องทำสงครามจริงๆ ตัวของข้าสามารถแทงข้างหลังของราชวงศ์ได้ทุกเมื่อ”
“แต่พื้นที่ที่ให้มาแล้วก็ไม่สามารถเรียกคืนได้”
“จากที่ดูเจตนาของอีกฝ่าย แม้ว่าจะมีสงครามเกิดขึ้นแต่คงจะไม่ใช่เราเร็วๆนี้”
“อีกฝ่ายก็คงจะอยากจะลองอย่างเชิงตัวของข้าดู”
เจียงเฉินพูดเรื่องนี้อย่างสบายๆโดยที่ไม่มีความกดดันเลยแม้แต่น้อย
ที่จริงแล้วไม่ว่าใครก็รู้ว่าราชวงศ์ต้องการที่จะกำจัดแม่ทัพใหญ่ผู้นี้อยู่ตลอดเวลา
ถึงแม้ว่าแม่ทัพใหญ่ผู้นี้จะสามารถสร้างคุณูปการมากมาย สามารถควบรวมราชวงศ์มาให้กับต้าเฉินได้ 1 ราชวงศ์
แต่มันเองก็ไม่ใช่เหตุผลที่ราชวงศ์จะไม่กำจัดแม่ทัพใหญ่ผู้นี้
เป็นเพราะว่าแม่ทัพใหญ่ผู้นี้อันตรายเกินไป ด้วยความสามารถที่โดดเด่นแถมยังมีกองทัพที่อยู่ภายในการควบคุมและเชื่อมั่นในตัวของแม่ทัพใหญ่
กองทัพของเจียงเฉิน มันแทบจะไม่ใช่กองทัพของราชวงศ์แล้ว
เพราะว่าทุกคนที่เข้าร่วมกองทัพล้วนแล้วคิดว่าคนที่เป็นผู้บัญชาการของตนเองจริงๆ คือแม่ทัพเจียงไม่ใช่ราชวงศ์
มันทำให้ราชวงศ์นั้นกังวลเป็นอย่างมาก พวกเขานั้นเกรงกลัวว่าในวันนึงบัลลังก์ที่พวกเขากำลังนั่งอยู่จะสั่นคลอน
ฮ่องเต้ของราชวงศ์ใดบ้างที่ไม่ได้เกรงกลัวจะถูกก่อกบฏ
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่มีขุนนางที่มีคุณูปการมากมายและได้รับการยอมรับจากทั้งทหารและก็เหล่าราษฎร
เพราะแบบนั้นตัวของเขาเลยกังวลเกี่ยวกับตัวของเจียงเฉินเป็นอย่างมาก
ในตอนนั้นเมื่อสงครามจบลง ทางฝั่งของราชวงศ์ต้องการให้เจียงเฉินก่อกบฏ และทางของราชวงศ์จะใช้เวลาในช่วงนั้นในการกำจัดแม่ทัพใหญ่ผู้นี้
แต่ว่ามันเองก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขานั้นคิดเอาไว้
เจียงเฉินไม่ได้ก่อกบฏ ทางราชวงศ์ก็ไม่สามารถทำอะไรแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ได้
นั่นเป็นเพราะว่าชื่อเสียงแล้วก็บารมีของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ เขาไม่ได้เพียงแค่ได้รับการยอมรับจากทหารเท่านั้น ยังได้รับการยอมรับจากเหล่าราษฎรด้วย
ถ้าเกิดว่าราชวงศ์ทำการสังหารแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ไป สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร กองทัพมากมายที่เรียกได้ว่าเป็นกองกำลังกว่าครึ่งของราชวงศ์จะลุกขึ้นต่อต้านราชวงศ์อย่างแน่นอน
และเมื่อถึงเวลานั้นมันเองก็จะเกิดความวุ่นวาย ยังไม่รวมเกี่ยวกับเรื่องราษฎรที่สนับสนุนเจียงเฉินอีก
ด้วยเกี่ยวกับปัจจัยพวกนี้ พวกเขาเลยไม่สามารถกำจัดแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ได้
สุดท้ายแล้วพวกเขาเองก็ต้องเนรเทศแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ และบอกกับผู้คนว่าแต่งตั้งให้แม่ทัพใหญ่ได้ครอบครองศักดินาของดินแดนทางเหนือที่เป็นดินแดนรกร้าง
เพื่อที่จะจำกัดอำนาจของกองทัพของเจียงเฉินให้อยู่ภายในอาณาเขตนั้น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราชวงศ์เองก็วางใจได้หลายอย่างเพราะว่าพวกเขาได้ข่าวว่า ทหารหลายคนจากกองทัพได้สลายตัวไปแล้วออกไปใช้ชีวิตบ้างหรือแก่ชราแล้วบ้าง
ทำให้กองกำลังของกองทัพลดน้อยลงเป็นอย่างมาก
แต่นั่นมันเองก็ยังไม่เพียงพอในตอนนี้จะเกิดสงครามขึ้น
ถ้าเกิดว่าแม่ทัพใหญ่พรุ่งนี้ใช้โอกาสสงครามในการลงมือก่อกบฏ ต้าเฉินก็ถึงคราวที่จะต้องล่มสลายอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นเลยทำให้ราชวงศ์คิดจะวางแผนนี้เพื่อทดสอบความอดทนของเจียงเฉิน
ชายร่างกายใหญ่โตที่นั่งอยู่ข้างๆยกยิ้มอย่างเหยียดหยาม แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูถูกพวกราชวงศ์ “คนพวกนั้นเป็นคนโง่หรืออย่างไร”
“พวกเขาคิดจริงๆหรือว่าถ้าเกิดว่าถ้าไม่มีสงครามท่านจะก่อกบฏไม่สำเร็จ”
“อาจจะเป็นเพราะว่าข่าวที่ว่ากองทัพของพวกเราลดน้อยลงทำให้พวกนั้นคิดว่ามันจะเป็นแบบนั้น”
“ถ้าเกิดว่าพวกนั้นรู้ว่ากองทัพของพวกเราไม่ได้เพียงแค่ลดน้อยลง ยังมีกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากคนพวกนั้นจะคิดอย่างไร”
“คงไม่ใช่ว่าพวกมันคงจะกระวนกระวายมากกว่านี้แล้วก็ยกกองทัพมาโจมตีดินแดนรกร้างทางเหนือตั้งแต่ในวันพรุ่งนี้หรอกกระมัง”
ถ่ายวัยกลางคนที่มีร่างกายใหญ่โตยิ่งพูดใบหน้ายิ่งเหยียดหยามพวกคนจากราชวงศ์แล้วก็พวกราชสำนัก
ไอ้พวกขุนนางที่ดีแต่พูดคุยแล้วก็หารือเกี่ยวกับเรื่องต่างๆแต่วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่แย่งชิงอำนาจภายในราชสำนัก
ตัวของเขาที่เป็นทหารที่ออกรบมาตั้งแต่แรกรู้สึกรังเกียจคนพวกนั้นจริงๆ
พี่ชายวัยกลางคนร่างกายใหญ่โตพูดออกมานั้นเป็นความจริง
กองทัพในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าประชากรนั้นลดลงแต่มันกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
แต่ที่ทางราชวงศ์และก็กองกำลังและกลุ่มอำนาจต่างๆคิดแบบนั้น เพราะเจียงเฉินเป็นคนปล่อยข่าวพวกนี้ออกไปเองแล้วก็เป็นคนซ่อนกองกำลังบางส่วนเอาไว้
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่มาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้
ผู้คนอาจจะคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นดินแดนรกร้างที่ไม่มีทรัพยากร
แต่สำหรับกองทัพของพวกเขาแล้วมันแตกต่างกันไปอย่างชัดเจน
สถานที่แห่งนี้คือทรัพยากรชั้นยอด มีพื้นที่กว้างขวางแถมพื้นที่ยังไม่มีใครพัฒนา
เขาสามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างสบายๆ ไม่เพียงเท่านั้นทรัพยากรบุคคลเองก็มีคนที่มีพรสวรรค์มากมายแต่ไม่มีคนมองเห็น
ขนาดภายในกองทัพยังมีจำนวนของทหารที่เพิ่มขึ้น ยังมีคนที่หน่วยก้านที่ไม่เลวขึ้นมามากมาย
เพราะว่าเด็กที่เติบโตภายในดินแดนรกร้างทางเหนือที่อดอยาก พวกเขาส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องเอาชีวิตรอดทั้งร่างกายและสภาพจิตใจจึงแข็งแกร่งกว่าคนปกติ
มันเลยทำให้คนพวกนี้กลายเป็นทรัพยากรของกองทัพ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเจียงเฉิน ได้รวบรวมคนพวกนี้สมัครเข้ามาภายในกองทัพและฝึกซ้อมพวกเขาเป็นกรณีพิเศษ
ส่วนเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรถึงแม้ว่าในดินแดนแห่งนี้จะมีทรัพยากรไม่เพียงพอแล้วอย่างไร
ราชวงศ์และราชสำนักก็คงจะยังไม่รู้ ทหารเก่าภายในกองทัพหลายคนที่หายตัวออกไปแล้วมีข่าวว่าออกจากกองทัพ
พวกเขากับกระจายตัวไปที่ดินแดนต่างๆของราชวงศ์อื่นๆ หรือแม้กระทั่งภายในราชวงศ์ต้าเฉินเองก็มีทหารที่แฝงตัวอยู่
คนพวกนั้นเปิดร้านค้าใหญ่โตมากมาย ว่าหาทรัพยากรมาหล่อเลี้ยงกองทัพไม่รู้ตั้งมากมายขนาดไหน
แม้ว่าทางด้านของราชสำนักจะไม่ส่งทรัพยากรมาให้ เขาเองก็ไม่มีทางขาดแคลนทรัพยากรอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุผลพวกนี้มันเลยทำให้ชายวัยกลางคนร่างกายใหญ่โต ยิ่งดูถูกพวกราชสำนักมากขึ้นไปอีก
แล้วตัวของเขาเองก็เคารพชายที่อยู่ด้านหน้าของเขามากขึ้นไปอีกด้วยเช่นเดียวกัน
คนผู้นี้เติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจน กับสามารถพัฒนาหลายๆอย่างรวมไปถึงกองทัพที่ตอนนี้ใหญ่โตไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว
คาดว่ากองกำลังทั้งหมดของพวกเขา ถ้าเกิดว่าราชวงศ์ต้าเฉินและราชวงศ์อื่นๆรู้ถึงกองกำลังทั้งหมดของพวกเขา
คนพวกนั้นเองก็คงจะตกใจจนแตกตื่นหรือบางทีก็อาจจะฉี่ราดไปเลยก็ได้
เพราะเจียงเฉินถนัดและขึ้นชื่อในการใช้กำลังน้อยเอาชนะคนมากอยู่แล้ว
ถ้าเกิดว่าเขามีกองกำลังมากมายขึ้นไปอีกมันจะเทียบเท่ากับว่าเขาสามารถพิชิตดินแดนอย่างราชวงศ์ต้าเฉินได้อย่างสบายๆ