บทที่144
อาการป่วยของฮองเฮา
ยามเช้าอากาศหนาวปกคลุมบริเวณบนท้องนภาถูกปกคลุมไปด้วยม่านเมฆสีขาวโพนมีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาด้านล่างเพียงเล็กน้อยให้ความอบอุ่นเพียงเบาบางมิสามารถปัดเป่าความหนาวเย็นของฤดูเหมันต์ในปีนี้ได้
หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากด้านบนภายในเมืองหลวงถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน
ณวังหลวง
ตำหนักฮองเฮา
ในยามเช้าไป๋เซียนผู้ที่รับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายทำการเดินทางเข้ามาภายในวังตั้งแต่ในยามเช้ามุ่งตรงมาที่ตำหนักของฮองเฮาตามคำสั่งขององค์ฮ่องเต้พร้อมกับขุนนางผู้ติดตามอีกสองคน
เส้นทางเดินลากยาวไปบริเวณด้านหน้าร่างของอัครมหาเสนาบดีไป๋พร้อมกับคุณหน้าที่เดินติดตามด้านหลัง2 คนสวมใส่ชุดขุนนางเต็มยศไม่ขาดตกรายละเอียดแม้แต่อย่างเดียว
พวกเขากำลังเดินอยู่บนเส้นทางหินบริเวณวังหลังโดยที่มีขันทีผู้หนึ่งที่กำลังเดินนำบริเวณด้านหน้า
แม้ว่าพวกเขานั้นจะเป็นขุนนางแต่ภายในวังหลังผู้ที่ดูแลระเบียบเรียบร้อยมันคือพวกขันที
เพราะแบบนั้นแม้ว่าพวกเขาเดินเข้ามาภายในได้แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเพ่นพ่านไปทุกที่จำเป็นจะต้องมีพวกขันทีที่คอยเดินนำทางให้ตลอดเวลา
ขุนนางทั้งสามรู้กฎระเบียบเป็นอย่างดีเดินตามขันทีผู้นำทางมุ่งตรงไปยังตำหนักของฮองเฮาตามคำสั่งของฮ่องเต้
เมื่อวานเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมันทำให้ภายในวังหลังนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย
แม้แต่ตัวของอัครมหาเสนาบดีไป๋ที่เป็นขุนนางที่อยู่ภายในราชสำนักจำเป็นจะต้องเดินทางเข้ามาเพื่อที่จะมาดูแลเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ในวันนี้เองก็เป็นอีกหนึ่งวันที่โดนเรียกตัวเข้ามาภายในวังหลัง
ใช้เวลาในการเดินทางไม่นานนักได้เดินทางมาถึงตำหนักของฮองเฮา
ตำหนักใหญ่โตตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสูงสีทองที่สลักลวดลายหงส์ดูวิจิตร์เป็นอย่างมากเมื่อก้าวเท้าเข้าไปภายในเขตตำหนักพบเจอเข้ากับสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน
ถ้าไม่ใช่ฤดูหนาวสวนทั้งสองข้างมันจะเต็มไปด้วยหิมะและก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของบุปผาหลากหลายชนิดที่หอมหวนไปทั้งวัน
ยามนี้เป็นยามฤดูหนาวทุกอย่างมันเลยถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนแต่ว่าภายในตำหนักแห่งนี้แม้ว่าจะเป็นฤดูหนาวแต่มันเองก็ยังคงเต็มไปด้วยความงดงาม
เมื่อก้าวเข้ามาบริเวณด้านในทางเดินลากยาวไปด้านหน้าบ่าวไพร่และนางกำนัลมากมายมีมากมายภายในตำหนักนี้
ขันทีผู้รับหน้าที่นำทางไม่ทำการหยุดแวะที่ใดมุ่งตรงเข้าไปภายในตัวตำหนักอย่างรวดเร็วนั่นเองก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ขุนนางทั้งสามที่เดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้จำเป็นจะต้องเดินทางเข้าไปด้านในทันที
เดินทางเข้ามาบริเวณด้านในตำหนักพบเจอกับห้องโถงขนาดใหญ่ของตำหนักแห่งนี้ภายในสถานที่แห่งนี้ราวกับว่าเป็นห้องโถงที่ถูกประดับประดาไปด้วยของมีค่ามากมาย
ไม่ว่าจะเป็นแจกันเป็นงานฝีมือชิ้นเอกหรือว่าจะเป็นภาพวาดของจิตรกรภายในยุคสมัยก่อนล้วนแล้วแต่ถูกประดับประดาเอาไว้ภายในสถานที่แห่งนี้ทั้งสิ้น
พวกมันเป็นของมีค่าทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นของที่หายากแต่ว่าไม่เพียงแค่นั้นพวกมันไม่ใช่ของหายากที่ถูกวางกองเอาไว้แต่กลับถูกจัดเอาไว้ตามจุดต่างๆเรากับคิดเอามาไว้เป็นอย่างดีแล้ว
มันจึงทำให้ภายในสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความงดงามเมื่อเดินเข้ามาบริเวณด้านในตำหนักก็พบเห็นชายผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดคลุมลายมังกรลากยาวไปกับพื้นกำลังยืนหันหลังแล้วก็เอามือทั้งสองข้างไขว้หลังพร้อมกับแสดงท่าทางร้อนรนอยู่เบื้องหน้า
เมื่อเห็นชายผู้นั้นกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าทั้งสี่ชีวิตที่ก้าวเข้ามาบริเวณด้านในรีบทำการคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่กำลังยืนหันหลังอยู่เบื้องหน้าและสวมใส่ชุดคลุมลายมังกรลากยาวไปกับพื้นมิใช่ใครอื่นองค์ฮ่องเต้
เมื่อพวกเขาทำการคุกเข่าลงกับพื้นเรียบร้อยแล้วผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เบื้องหน้าค่อยๆหันร่างกายของตนเองมาอย่างช้า
มันเองก็ปรากฏให้เห็นรูปลักษณ์ของคนผู้นั้นอย่างชัดเจนผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ด้านหน้ามีรูปร่างเป็นชายวัยกลางคนมองดูแล้วอายุน่าจะสักราวๆประมาณเลขห้าไหวน่าจะอยู่ในช่วงไล่เลี่ยกับไป๋เซียน
บุคลิกท่าทางภายนอกเป็นชายวัยกลางคนที่มีร่างกายสูงโปร่งสง่างามความสูงกำลังดีร่างกายไม่อ้วนไม่ผอมใบหน้าดูอวบอิ่มกำลังดีมีหนวดเคราประดับอยู่บริเวณปลายคางเล็กน้อยเค้าโครงใบหน้าเต็มไปด้วยสติปัญญาและความคิดกำลังแสดงใบหน้าเคร่งขรึมบ่งบอกถึงความร้อนรน สวมใส่ชุดคลุมลายมังกรสีทอง
ผู้สูงศักดิ์ผู้นี้คือองค์ฮ่องเต้ผู้มีนามว่าจ้าวจื่อหาน
เมื่อฮ่องเต้ยืนประทับอยู่เบื้องหน้าขุนนางทั้งสามและขันทีที่เข้ามาที่คุกเข่าลงเบื้องหน้าทำการกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพียงโดยที่ไม่ต้องนัดหมาย“ ถวายบังคมฝ่าบาท!!! ”
องค์ฮ่องเต้ที่กำลังอยู่ในรูปลักษณะที่เต็มไปด้วยความร้อนใจทำการกล่าวออกมา“ ไม่ต้องมากพิธีลุกขึ้นเถอะอย่างไรเสียภายในสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่ท้องพระโรงไม่จำเป็นจะต้องมากพิธีขนาดนั้น”
องค์ฮ่องเต้จ้าวจื่อหานเป็นผู้ปกครองที่ดีมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ครั้งรวบรวมแผ่นดินนี้ได้สำเร็จเป็นผู้ปกครองที่มีความปรีชาสามารถเป็นอย่างมากอีกทั้งยังเป็นธรรม
โดยปกติแล้วจะมีบุคลิกท่าทางที่ดูสุขุมและก็เป็นคนที่ใช้ความคิดมากกว่านี้แต่ว่าวันนี้บนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนเกรงว่าจะเป็นเพราะว่าเรื่องราวของฮองเฮา
เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้นค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆขันทีผู้นำทางทำการแยกตัวออกไปยืนอยู่ข้างๆเพื่อให้ขุนนางทั้งสามได้สนทนากับองค์ฮ่องเต้โดยตรง
ไป๋เซียนผู้ที่เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นขุนนางอันดับหนึ่งของราชสำนักก้าวเท้าไปด้านหน้าหนึ่งก้าวโดยเว้นระยะห่างจากองค์ฮ่องเต้ประมาณหนึ่งแล้วก็ทำการกล่าวขึ้นมา“ ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้างพะยะค่ะ? ”
“ รอหมอหลวงมาในครั้งนี้ถ้าข้าไม่ได้คำตอบจากพวกมันข้าจะตัดศีรษะพวกมันเสียให้หมด”องค์ฮ่องเต้ที่อยู่เบื้องหน้ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองคิ้วทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าขมวดเข้าหากัน
ในขณะที่ทำการพูดกันอยู่นั้นก็ราวกับว่าหมอหลวงนั้นได้ยินมันทำการเดินออกมาอย่างประจวบเหมาะพอดี
โดยที่หมอหลวงที่เดินออกมามิใช่คนเดียวพวกมันนะเดินออกมาเป็นสิบคนโดยที่มีหมอผู้อาวุโสที่เป็นชายชราอายุน่าจะกำลังซักประมาณหกถึงเจ็ดเดินนำหน้าออกมาด้วย
โดยที่คนผู้นั้นทำการเดินนำหน้าออกมาพวกมันเดินมาหยุดอยู่บริเวณด้านหน้าขององค์ฮ่องเต้และก็ค่อยๆย่อกายต่ำลงลองดูจากใบหน้าของพวกมันในตอนนี้ก็พอจะคาดเดาผลลัพธ์ได้
ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความซีดเซียวและก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อยังเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
ไป๋เซียนมองเห็นเช่นนั้นรู้ได้ในทันทีเลยว่าพวกมันคงจะไม่สามารถตรวจสอบอาการแล้วก็ไม่สามารถรักษาได้อย่างแน่นอน
“ ว่าอย่างไรเมื่อวานเจ้าบอกว่ารออาการวันนี้แล้วจะตรวจอาการของฮองเฮาเป็นอย่างไรบ้าง!!”องค์ฮ่องเต้ที่ยืนไขว้หลังอยู่เบื้องหน้ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมในขณะที่สายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความกดดันจ้องมองไปที่พวกหมอหลวงพวกนั้น
หมอผู้อาวุโสที่เป็นชายชราผู้นั้นเมื่อของมันสั่นเล็กน้อยเงยใบหน้าของตนเองขึ้นไปมองพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้ที่ตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมมันก็กล่าวยังเสียงสั่นออกมา“ เกี่ยวกับเรื่องนี้~ กระหม่อมขอทูลตามตรงอาการของฮองเฮายากที่จะพิสูจน์ได้พะยะค่ะอาการเช่นนี้ไม่เคยพบเจอมาก่อนผิวหนังอยู่ๆก็แข็งราวกับว่ากลายเป็นน้ำแข็งเส้นชีพจรภายในเองก็เต้นอ่อนลงแต่ว่ากลับมีจังหวะที่สม่ำเสมอ”
เมื่อได้ยินคำอธิบายของหมอหลวงที่อยู่ด้านหน้าสายพระเนตรก็เต็มไปด้วยความดุดันเกี้ยวกราดทันที“ ที่เจ้าพูดมาหมายความว่าไม่สามารถบอกได้อย่างนั้นหรือว่าฮองเฮาเป็นอันใด!!!!พวกเจ้าคือสำนักแพทย์หลวงที่ราชสำนักบอกว่าเป็นแพทย์ที่เก่งที่สุดจากทุกสารทิศ!!!พวกเจ้ามันรวบรวมตัวกันอยู่ที่เมืองหลวงทำการใช้เงินพระคลังในการศึกษามากมายแต่กลับไม่รู้อะไรเลย!!!”
น้ำเสียงที่กล่าวออกมาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดบุคลิกท่าทางเช่นนี้แตกต่างกับวงฮ่องเต้ในยามปรกติยิ่งนัก
คงจะเป็นเพราะว่าองค์ฮ่องเต้นั้นโปรดปรานฮองเฮามากที่สุดเพราะแบบนั้นในยามนี้หมอหลวงให้คำตอบแบบครึ่งครึ่งกลางๆเลยทำให้ฮ่องเต้แสดงท่าทางเช่นนี้ออกมา
สำนักแพทย์หลวงเป็นสำนักแพทย์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาภายในเมืองหลวงโดยที่คัดเลือกแพทย์ที่มีความสามารถจากทั่วทุกสารทิศที่มาสอบในทุกปีๆโดยที่สำนักแพทย์หลวงนั้นใช้เงินท้องพระคลังในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องโรคต่างๆและหาหนทางในการรักษา
ต่อปีนึงใช้เงินในการศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับพวกโรคต่างๆไปมิใช่น้อยเก่งว่าคงจะเป็นเงินหลายหมื่นตำลึงในครั้งนี้ความสามารถของพวกมันกลับทำไม่ได้อย่างที่พูดไม่แปลกที่องค์ฮ่องเต้นั้นจะแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมา
ด้วยความโกรธที่อัดแน่นอยู่ภายในราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้องค์ฮ่องเต้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าจึงทำการตรัสออกมา“ เอาตัวมันไปตัดหัวให้หมด!!! ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวออกมาเช่นนั้นพวกหมอหลวงที่กำลังอยู่เบื้องหน้าหลายสิบชีวิตหัวใจของมันเต้นเร็วราวกับว่าหัวใจภายในอกของมันนั้นจะตกลงไปถึงตาตุ่มที่อยู่บริเวณเท้าพวกมันเหมือนกับว่าโดนผักลงที่ก้นเหว ใบหน้าเต็มไปด้วยความซีดเซียวคิดว่าศีรษะของตนเองคงจะได้หลุดออกจากบ่าแล้ว
ทว่า!!!“ มีสารรายงานเร่งด่วน!!!! ”เสียงตะโกนของผู้ที่อยู่ด้านนอกดังเข้ามาด้านในเหมือนกับเป็นสัญญาณช่วยชีวิตของพวกมัน
ก่อนที่จะมีร่างของทหารผู้นึงรีบวิ่งเข้ามาด้วยความร้อนรนแล้วมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของฮ่องเต้
“ ??? ”
จบบท