พี่สิงห์พาอาอู่กับเดชเดินไปรอบๆ สำนัก แล้วเล่าว่า ในบรรดาคนที่มาเล่าเรียนในสำนักตักศิลา เราจะมีแบ่ง ศิษย์ออกเป็ 3 ระดับ คือศิษย์นอก ศิษย์ใน และศิษย์หลัก
ศิษย์นอก ก็เป็คนทั่วไปที่เข้ามาสมัคร มีโอกาสได้ร่ำเรียน ในสำนักตักศิลา
แต่ว่าไม่ได้ค้างคืนในเขตส่วนในสำนัก ต้องไปค้างคืนรอบนอก มีโอกาสเลื่อนเป็ศิษย์ชั้นในได้ เพราะทางสำนักจะเปิดให้ต่อสู้เพื่อเข้าเป็ศิษย์ชั้นในทุก 3 เดือน
ศิษย์ใน หลังจากได้เข้าสำนักหากมีอาจารย์รับเป็ศิษย์ก็ได้เป็ศิษย์ชั้นในได้ทันที แต่ถ้าไม่มีต้องรอการต่อสู้ทุก 3 เดือนเพื่อให้เข้ามา ก็มีสิทธิ์เข้าพักอยู่ชั้นในได้ หากจะเป็ศิษย์หลัก ก็ต้องต่อสู้เพื่อให้เข้าเป็ศิษย์หลัก ภายใน 3 เดือนเช่นกัน
ศิษย์หลัก มีอยู่เพียง 30 คน แต่สามารถเปลี่ยนลงไปศิษย์ชั้นในได้ถ้าถูกศิษย์ในท้าประลองแล้วแพ้ อันดับที่ 30 จะถูกตัดออกไปตามลำดับ สำหรับสิทธิพิเศษ
สามารถมีห้องพักส่วนตัวตามที่จัดไว้ให้ในสำนักตักศิลาแห่งนี้ ศิษย์หลักส่วนใหญ่จะถูกเชิญไปสังกัดเมืองใหญ่ๆ ให้ไปเป็แม่ทัพ รองแม่ทัพ เกือบทุกคน
พี่สิงห์เล่าให้ฟังอย่างย่อๆ ให้ฟัง สำหรับอาอู่ กับเดชเป็ศิษย์ของอาจารย์เมฆาก็สามารถเป็ศิษย์ชั้นในได้ทันที
“ อาจารย์เ้าสำนักสั่งว่า ให้เ้าสองคนไปสอบจัดลำดับกับศิษย์สายนอกก่อน หลังจากนั้นค่อยเริ่มเรียนรวมกับพวกศิษย์นอก แล้วค่อยสอบเลื่อนชั้นขึ้นไปเรื่อยๆ จะดีกว่า ถึงแม้เ้าทั้งสอง จะมีฝีมืออยู่บ้างแล้ว
พรุ่งนี้เช้า ทางสำนักจะจัดลำดับศิษย์สายนอกที่เข้าใหม่เกือบ 200 คน พวกเ้าเตรียมตัวเอาไว้ “ แล้วศิษย์พี่สิงห์ก็พาทั้งสองไปที่ลานประลองมวยต่อ วันนี้เวทีประลองมีศิษย์มารวมตัวกันเต็มไปหมด เพราะวันนี้มีคู่ต่อสู้
ที่เป็มือวางอันดับ 10 บุญทิ้ง มวยหมัดแดนใต้ ถูกทางศิษย์สายในไร้อันดับนามว่า สัญชัย ท้าสู้ ทั้งสอง ต่างสาวหมัดเข้าใส่กันอุตลุด อาอู่กับเดชมองหน้ากันแล้วยิ้ม แล้วส่ายหัว สิงห์สังเกตดูทั้งสองแล้วบอกว่า
“ พวกเ้าอาจจะดูว่าพวกเขาฝีมือธรรมดา แต่นี่คือเป็เพียงคู่เริ่มต้น ยังมีอีกหลายคู่ พวกเ้าอย่างเพิ่มประมาทฝีมือคนในสำนักตักศิลา คอยดูต่อไป” พี่สิงห์ให้ชมต่อ ตูม! สัญชัยถูกหมัดเดียวของบุญทิ้ง ลอยตกเวที พ่ายแพ้ราบคาบ
ฝูงชนตบมือให้ดังสนั่น บุญทิ้งประกาศ ศิษย์นอก หรือ ศิษย์ในคนไหนอยากจะปะหมัดกับข้า ก็ก้าวเข้ามาได้เลย ศิษย์ที่อยู่ทั้งหลายเริ่มมองหน้ากันไปกันมาแต่ไม่มีใครกล้าขึ้นไปสู้เลยซักคน
“ ศิษย์ใหม่ปีนี้ไม่มีใครกล้าเลยซักคนหรือไง “ บุญทิ้งยังะโอีก
“ ถ้าอย่างนั้นข้าขอลองหน่อย” พี่เดชะโบนกลางเวทีอย่างรวดเร็ว แทบไม่มีใครมองตามทัน
“ บอกชื่อเ้ามา” บุญทิ้งถาม
“ ข้าชื่อเดช จากเมืองสุพรรณ เพิ่งเข้ามาเรียนวันนี้”
“ ดี งั้นเริ่มเลย” บุญทิ้ง เหวี่ยงหมัดขวาพุ่งเข้าใส่เดชด้วยความรวดเร็ว เดชยังไม่ขยับรอโอกาส พอได้ระยะเท้า เดชก็เพียงแค่ดีดเท้าขวาที่เร็วกว่า เปรี้ยง เข้าก้านคอบุญทิ้ง เอียงตัวแข็งล้มไปกองกับพื้นทันที ผู้ชมรอบๆ สนามประลองต่างเงียบกริบ ยังไม่ทันได้สังเกต ศิษย์พี่บุญทิ้ง สลบไปแล้ว เดชค่อยๆเดินลงจากเวทีออกมา
“ ไปกันเถอะศิษย์พี่สิงห์” อาอู่กับเดช เดินออกไปจากที่นี่ทันที พี่สิงห์ต้องรีบตามไปเช่นกัน
“ ดีแล้วพวกเราออกมากันก่อน หากพวกมืออันดับต้นอยู่ เป็เื่แน่” พี่สิงห์ยังห่วงอยู่ เวลานี้พี่สิงห์พาทั้งสองมาที่พัก ที่เงียบสงบ เป็เหมือนบ้านเล็กๆ อยู่สองหลัง
“ วันนี้พอแค่นี้เถอะ พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเ้าไปจัดอันดับของศิษย์นอก “ พูดจบพี่สิงห์ก็จากไป อาอู่กับ พี่เดชก็แยกกันเข้าไปพักของแต่ละคน
อาอู่เดินออกมาเพียงคนเดียวเพื่อไปถ้ำที่มีรูปปั้นฤาษีผู้ก่อตั้งสำนัก เพื่ออยากรู้ว่าเสียงลึกลับนั่นเป็ใคร แล้วมีเกี่ยวข้องอะไรกับเรากันแน่
“ เ้ามาแล้ว มาััที่ตัวข้าแล้วหลับตาซะ” เสียงลึกลับให้อาอู่ััไปที่รูปปั้นของฤาษีผู้ก่อตั้งสำนัก อาอู่ทำตามที่ท่านแนะนำ แล้วอาอู่ก็รู้สึกว่าถูกดูด
เข้ามาในอีกมิติ แห่งหนึ่ง อาอู่ลืมตาขึ้นก็เห็นท่านฤาษี ยืนอยู้ด้านหน้า ถือไม้เท้า
แล้วส่งยิ้มมาให้ อาอู่ก้มลงกราบแทบเท้าท่านฤาษีโดยไม่รู้สึกตัว
“ ในที่สุดเ้าก็กลับมาเสียที” ท่านฤาษีพูดขึ้น
“ ท่านฤาษี ท่านรู้จักข้าด้วยหรือขอรับ” อาอู่รู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก
“ เ้ามาใกล้ข้า ถึงเวลาเ้าจะรู้เื่ราวของเ้าในอดีตเสียที “ อาอู่ฟังท่านฤาษี
พูดจบก็คลานเข่าเข้าไปหาทันที ท่านฤาษีนำมือมาวางไว้บนหัวอาอู่ จากนั้นก็เหมือนมีพลังอะไรบางอย่างมากระตุ้น ที่สมองของอาอู่ จนอาอู่เริ่มปวดหัวมากขึ้นมากขึ้น จนแทบทนไม่ได้ แต่อาอู่ก็ไม่ร้องออกมา แล้วความปวดก็ค่อยคลายลงคลายลง สายตาเริ่มเด่นชัดขึ้น รู้สึกมีพลังบางสิ่งบางอย่างเข้ามาในร่างกาย
เข้าไปรวมที่จุดใต้ท้องน้อย สุดท้าย อาอู่ก็ปลดปล่อยพลังที่มี ออกมา ตูม ! เป็รัศมีพลังกระจายออกไปเป็วงกลม ท่านฤาษีเอามือออกจากหัวอาอู่
อาอู่ลืมตา แล้วประกายตาของอาอู่ก็เปล่งประกายแปลกไป
“ ท่านอาจารย์ “ อาอู่เปล่งเสียงเรียกท่านฤาษีอีกครั้ง
“ เ้าจำข้าได้แล้วรึ” ท่านฤาษีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ จำได้ ข้าจำได้แล้ว ฮึ่ม ถึงเวลาข้าจะได้ชำระแค้นเสียที” อาอู่พูดด้วยความแค้นฝังใจ ท่านฤาษีส่ายหัวแล้วกล่าวว่า
“ เ้าอย่าเพิ่งใจร้อน ตอนนี้เ้าดูหน้าตัวเองก่อน เ้าไม่ใช่องค์ชายวรเชษฐ์อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เ้าคือ อาอู่ เ้ามีหน้าที่สำคัญกว่านั้น” ท่านฤาษีพูดเตือน
“ อาจารย์หน้าที่นั้นคืออะไร” อาอู่ถามด้วยความสงสัย
“ รวบรวมแผ่นดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ให้เป็หนึ่งเดียว “ ท่านฤาษีพูดตามตรงไม่อ้อมค้อม
“ ทำไมต้องรวมแผ่นดินด้วยขอรับ” อาอู่ยังสงสัย
“ ทุกวันนี้ แผ่นดินนี้เริ่มจะเกิดความขัดแย้ง ต่อไปจะเกิดาระหว่างเมืองผู้คนจะล้มตายเป็จำนวนมาก เืจะนองแผ่นดิน แต่ละเมืองจะเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิง ผลประโยชน์ อำนาจ ทรัพยากร มันกลายเป็การแข่งขันของเ้าเมืองต่างๆชาวบ้านไม่รู้เื่จะเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เ้าต้องรวมแผ่นดินให้เป็หนึ่งเดียวอย่าปล่อยให้แตกแยก แบ่งกันมีอำนาจเหมือนทุกวันนี้ แล้วรวมให้อยู่ในมือเ้าเพียงคนเดียว แล้วออกกฏหมาย ให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฏเดียวกัน
ใช้เงินตราเดียวกัน จัดการระบบในชีวิตของทุกเมืองอย่างเป็ธรรม เ้าต้องเริ่มจาก รวบรวมแผ่นดินโดยรอบเกาะเมืองสยามให้เป็หนึ่งเดียวกันให้หมด แล้วสร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นมา นี่คือหน้าที่หลักของเ้าในชาตินี้ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อแก้แค้น าาเมืองละโว้เล็กๆ แค่นี้” ท่านฤาษีผู้ก่อตั้งสำนัก อธิบายให้อาอู่ฟังอย่างใจเย็น
“ อาจารย์แล้วข้าควรทำอะไรต่อไปก่อนดี “ อาอู่ถามอาจารย์ฤาษี
“ ตอนนี้เ้าต้องศึกษาเล่าเรียน หาความรู้จากที่นี่ให้มากที่สุด แล้วต่อจากนั้นเ้าค่อยไปหาประสบการณ์ชีวิต ตามเมืองต่างๆ เ้ายังไม่สามารถรวบรวมแผ่นดินได้ภายในเร็ววัน ยังต้องใช้เวลาอีกนาน ต่อไปนี้กลางวันเ้าไปศึกษาความรู้จากสำนักตักศิลา และกลางคืนเ้ามาเรียนกับข้าเช่นเดิม ข้าจะสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้เ้า เพื่อจะได้เป็พื้นฐานในอนาคตของเ้าต่อไป”
“ขอรับท่านอาจารย์” อาอู่กล่าวจบร่างตัวเองก็มายืนต่อหน้ารูปปั้นท่านอาจารย์ฤาษี จากนั้นอาอู่ก็กลับไปพักที่ห้องส่วนตัว
ตอนเช้า ทั้งศิษย์พี่สิงห์ พาทั้งสองคนไปแข่งขันเพื่อวัดระดับของศิษย์เข้าใหม่ในปีนี้ โดยมีการแข่งขันเพียงอย่างเดียว คือ เข้าค่ายกล 18 หุ่นพยนต์ ผู้ใดผ่านออกมาเร็วที่สุด จะได้เป็อันดับ ที่1 ส่วนที่เหลือก็แบ่งไปตามลำดับ โดยสำนักแบ่งค่ายกลออกเป็ 10 ค่ายให้ศิษย์ใหม่ เดินเข้า ครั้ง 1 คน ต่อ 1 ค่าย กรรมการะโสั่งให้เริ่มได้ โดยกรรมปล่อย 10 คนแรกไปก่อน ไม่ทันถึง 3 ลมหายใจ ทั้ง 10 คนก็โดนอัดกระเด็นออกมา อาอู่กับเดชอยู่ในชุดสุดท้าย ภายในค่ายกล 18 หุ่นพยนต์
มีหุ่นทำด้วยเหล็กสำริด ยืนอยู่ ภายในค่าย ทั้ง 18 ตัว พอเหยียบเข้าไปในค่ายกลหุ่นสองตัวแรกพุ่งเข้าใส่อาอู่ทันที ตูม ตูม อาอู่ปล่อยหมัดไป สองหมัด หุ่นสำริด
แตกกระจายไปทั่ว คราวนี้หุ่นสำริด อีก 4 ตัวพุ่งเข้ามาพร้อมจับอาอู่ แต่อาอู่เตะกวาดไปทั้ง 4 ตัวขาหลุดจากตัว อาอู่ก็เข้าไปเตะที่ลำตัวทีละตัวกระจัดกระจายไปอีก คราวนี้มากันหมดเลยหุ่นสัมริดรุมกันเข้ามา อาอู่ใช้ ปราณเพิ่มพลังหมัดอัดไปที่หุ่นสัมริด สามสี่หมัด หุ่นสัมริดกระเด็นไปกองแขนขา หัวหลุด หมดสิทธิ์ลุกขึ้น
กระจายกันเกลื่อน ไปทั่วค่ายกล หลังจากนั้นอาอู่ก็ก้าวออกมาจากทางออกเป็คนแรก และอีกซักพักเดชก็ออกมาเช่นกัน กรรมการเข้าไปดูค่ายกลของเดช หุ่นพยนต์พังไป 6 ตัว ส่วนของอาอู่ หุ่นพยนต์พังหมดสิ้น18ตัว
เหล่าอาจารย์กรรมการทั้งหลายแตกตื่นกันอย่างยิ่ง ั้แ่เปิดสำนักมาไม่เคยมีใครพังหุ่นยนต์สำริดพังได้เกิน 2-3 ตัว แต่นี่มีคนพังถึง 6 ตัว อีกคน พัง 18 ตัว เื่นี้
ต้องแจ้งเ้าสำนักแล้ว สุดท้าย ประกาศให้อาอู่ ติดศิษย์สายนอกอันดับ 1
และเดชติดอันดับ 2 ศิษย์พี่สิงห์ใหน้าซีด
“นี่มันทำได้ขนาดนี้เลยหรือนี่” ศิษย์พี่สิงห์รีบเดินไปหาทั้งคู่ทันที
“ พวกเ้าใช้วิชาอะไรต่อยหุ่นเหล็กสัมริดจนพังได้ขนาดนี้” ศิษย์พี่สิงห์สนใจมาก
อาอู่กับเดชหันมายิ้มให้กัน แต่ยังไม่บอกอะไร
“ พี่สิงห์ หากพี่อยากเรียน ข้าขอนุญาตอาจารย์ก่อน แล้วข้าจะบอกให้” อาอู่บอกตามความจริง พี่สิงห์ได้ฟังแล้วดีใจมาก เพราะเขาก็อยากมีพลังแบบนี้บ้าง ทั้งสามคน กำลังออกไปหาของกินที่ร้านอาหารที่สำนัก โครม ! มีเด็กหนุ่มหน้าละอ่อนอายุราว 14-15ปี ถูกโยนมานอนตัวงอเป็กุ้งต่อหน้า อาอู่ มีคนเกือบ สิบคนพุ่งเข้ามาโดยไม่สนใจใครกำลังจะรุมยำ เด็กหนุ่มที่นอนอยู่กับพื้น อาอู่ะโเตะฟาดหาง 2 รอบคนที่เข้าเกือบสิบคนล้วนถูกลูกเตะฟาดหางลงไปนอนกับพื้นลุกไม่ขึ้นเลยซักคน
อีกสิบคนเดินเข้ามาต่อ มีคนรูปร่างใหญ่เหมือนั์ เดินก้าวเข้ามาข้างหน้าเหมือนเป็หัวหน้า
“ แกอยากตายนักใช่ไหมเ้าหนูที่ กล้ายุ่งเื่ของข้า” เสียงกังวานดังไปทั่วบริเวณคนได้ยินยังขนหัวลุก พี่สิงห์รีบเดินไปบอกอาอู่
“ อาอู่มันคือ อันดับ 7 ของศิษย์หลัก เรียกว่า จอมพลังหมัดนรก ระวังตัวด้วย”อาอู่ฟังแล้วเฉยๆ ดีซะอีกตัวใหญ่ขนาดนี้ จะได้ใช้พลังได้ไม่ต้องยั้ง หาคนมาลองพลังอยู่พอดี
“ มาเลย” อาอู่พุ่งเข้าไปใกล้ระยะเท้า ก็เตะท่าตรง เอาปลายเท้าขวางัดปลายคางอีกฝ่าย จนหงายหน้าไปบนท้องฟ้า ฟันหลุดออกมาหลายซี่ เซถอยหลังไปหลายก้าว พอผงกหัวกลับมามอง อาอู่กลับมีท่าเข่าคู่พุ่งเข้ามาอีก พร้อมกับศอกคู่เจาะไปที่หน้าผาก เข่าคู่กระแทกหน้าอก เ้าั์ถอยหลังไปอีกหลายก้าว เืออกหน้าผาก ไหลเป็ทาง ร่างกายเริ่มยืนไม่มั่นคง อาอู่เตะไปที่เป้าระหว่างขา ดังตุบ ! ร่างั์ค่อยๆ ร่วงลงอย่างช้าช้า อาอู่พุ่งเข่าขวาสอยไปที่แก้มซ้ายอีกที พล๊อค! จอมพลังหมัดนรก หลับไปสนิททันที ส่วนพวกที่เหลืออีกสิบคน ถูกพี่เดชอัดไปกองกับพื้นจนหมดเช่นกัน
เด็กหนุ่มที่โดนรุมซ้อม ลุกขึ้นมาได้เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็ตะลึงตัวแข็งไม่คิดว่าเ้าั์จะโดนเด็กอายุไม่น่าเกิน 11 ปี อัดไปกองกับพื้นในเวลาอันรวดเร็ว
“ ขอบคุณพวกเ้าที่ได้ช่วยข้าในครั้งนี้ ข้าองค์ชายสาธิต จากเมืองศรีวิชัย จะไม่ลืมพระคุณในครั้งนี้เลย” องค์ชายสาธิต กล่าวขอบคุณพวกของอาอู่อย่างจริงใจ
“ ไม่เป็ไร พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ” อาอู่พูดเหมือนเป็เื่ปกติ
ทั้งสี่คนนั่งกินข้าวด้วยกันหลังจากได้ทำความรู้จักกันหมดแล้ว พี่สิงห์บอกว่าอีกสามวันทางในเมืองหลวง จะจัดงานเทศกาลเหมันต์ประจำปี โดยใช้เวลา7วัน
ในวันงานมีการเปรียบมวยกันด้วย ทุกคนสนใจรวมทั้งองค์ชายสาธิตด้วยที่ตอนนี้กลายเป็สมาชิกใหม่ของกลุ่มอาอู่ไปแล้ว
“ เ้ายังไม่บอกเลยทำไม เ้าั์นั่นถึงทำร้ายเ้า” พี่สิงห์เอ่ยถาม
“ พวกมันถูกว่าจ้างจากองค์ชายสันติ ลูกสนมรองให้มาทำร้ายข้าให้พิการ เพื่อจะทำให้มันมีโอกาสเป็ได้เป็รัชทายาท คนต่อไป” องค์ชายสาธิตกล่าวอย่างแค้นใจ เื่เกี่ยวพันกับการแย่งชิงตำแหน่งกันอีกแล้ว อาอู่ได้ฟังแล้วก็หวนคิดถึงเื่ของตัวเอง เพียงเพราะราชบัลลังก์ พี่น้องถึงกับต้องเข่นฆ่ากัน
“ พวกมันไม่หยุดแค่นี้หรอก ข้าเห็นองค์ชายสันติ อยู่ติดกับองค์ชายอาฑิตย์องค์รัชทายาทแห่งละโว้ เ้าต้องระวังตัวไว้” พี่สิงห์เล่าเื่ที่รู้มาให้ฟัง
“ องค์ชายอาฑิตย์ ได้เป็องค์รัชทายาทแห่งละโว้แล้วหรือ” อาอู่ถามด้วยความสงสัย
“ เ้ารู้จักองค์ชายอาฑิตย์ด้วยหรือ” พี่สิงห์ย้อนถามด้วยความใ
“ พวกเราเคยเรียนที่วัดพนัญเชิงมาด้วยกัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีเท่าไร”อาอู่เอ่ย
“ ถ้าอย่างนั้นเ้าต้องระวังตัวอีกคน เพราะตอนนี้เขาเป็ถึงรัชทายาทแห่งละโว้เขาไม่ปล่อยเ้าเอาไว้แน่” พี่สิงห์เตือน อาอู่ได้แต่พยักหน้ารับรู้ จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปพักผ่อน อาอู่ก็เข้าไปหาอาจารย์ฤาษี เหมือนเดิม
“ วันนี้ข้าจะมอบภารกิจแรกให้เ้าไปปราบปีศาจตนหนึ่งที่สำนักศึกษาหญิง าาวดี ไปหาท่านเ้าสำนักดาราณี เขาจะบอกเ้าเอง" ท่านอาจารย์ฤาษีเจอหน้าอาอู่วันนี้ก็มอบงานให้ทำทันที
“ ท่านอาจารย์ แล้วสำนักาาวดี นี่อยู่ที่ไหนขอรับ” อาอู่ไม่รู้เส้นทางเลยไปไม่ถูก อาจารย์ฤาษีไม่พูดอะไร หยิบผ้าสีส้มออกมาผืนหนึ่ง แล้วสะบัดมือพรึบ
มีม้าสีขาวตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ คล้ายม้าเด็ก แต่ดูแข็งแรงมาก พอมันออกมาจากผืนผ้ามันก็เข้ามาคลอเคลีย ท่านอาจารย์ฤาษีทันที เจอเหตุการณ์แบบนี้ ทำเอาอาอู่ใ ไม่คิดว่าม้าจะเข้าไปอยู่ในแผ่นหนังแผ่นหนึ่งได้
“ อาอู่นี่คือเ้าม้าน้อย ต่อไปข้ายกให้เ้าดูแลมันแทนข้าด้วย มันจะพาเ้าไปยังที่หมายได้อย่างรวดเร็ว มันเป็ม้าผสมระหว่างม้ากับอินทรี ข้าไปพบมันตอนที่แม่มันคลอดมันออกมา แล้วแม่มันเสียชีวิต ข้าเลยนำมันมาเลี้ยงไว้แผ่นหนังมิติใบนี้”อาอู่เข้าไปลูบลำตัวเ้าม้าน้อยตัวนี้ มันมีอาการสั่นสะท้านทันที ที่อาอู่ััมัน
ทำให้มันรู้ได้ถึงความจริงใจที่อาอู่มีต่อมัน มันจึงเข้ามาคลอเคลียอาอู่ เหมือนว่ามันมีเพื่อนเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้ว
“ เ้าม้าน้อย ข้าคืออาอู่ ต่อไปเ้าและข้า จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดไปแล้วนะ”อาอู่พูดแล้วลูบหัวมันไปด้วย
“ เ้าเปลี่ยนชุดเป็พราหมณ์น้อยชื่อว่า พราหมณ์น้อยอู่ ไปได้แล้วเ้าม้าน้อยจะพาเ้าไปที่สำนักาาวดีเอง” อาจารย์ฤาษี เร่งรัดให้รีบไป