ตอนที่ 44 ยึดเมืองแซนดี่
สองวันผ่านไป......
ในที่สุดนักฆ่าคนที่อากอร์นจ้างกลับไปให้ฆ่าผู้ว่าจ้างมันในตอนแรกให้มาฆ่าเขานั้นก็ได้ทำการจัดการตัดหัวผู้ว่าจ้างคนนั้นได้สำเร็จ ซึ่งผู้ว่าจ้างที่ว่านั้นก็คือเจ้าอ้วนเจ้าเมืองแซนดี่นั้นเองแต่ในตอนที่นักฆ่าคนนั้นตัดหัวเจ้าเมืองแซนดี่ได้มันก็ถูกเหล่าอัศวินและทหารองครักษ์ส่วนตัวของเจ้าเมืองแซนดี่รุมฆ่าจนตาย.......
ข่าวที่เจ้าเมืองแซนดี่ถูกฆ่านั้นก็ได้ถูกกระจายออกไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็วทำให้เมืองแซนดี่เกิดความโกลาหลขึ้นไปทั่วทุกพื้นที่แม้แต่ทหารที่เหลือภายในเมืองก็เอาไม่อยู่ เพราะในตอนนี้ไม่มีเจ้าเมืองคอยคุมแล้วเลยทำให้พวกอัศวินและพวกขุนนางภายในเมืองต่างก็แย่งชิงอำนาจกัน.....
ทว่าข่าวการตายของเจ้าเมืองแซนดี่นั้นกับไม่ถูกเปิดเผยออกไปให้คนนอกรู้เลยแม้แต่เมืองพันธมิตรทั้งสี่เองก็ยังไม่ทราบเรื่องนี้ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะอากอร์นและกองทัพหนึ่งหมื่นนายของเขาได้ล้อมรอบพื้นที่หลายกิโลเมตรเอาไว้แล้วแต่การมาของเขานั้นไม่ใช่ในนามของเมืองเซนต์จูรี่แต่เป็นกลุ่มโจรขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งต่างหาก......
ทันทีที่ผู้คนภายในเมืองแซนดี่รู้ว่ามีกลุ่มโจรขนาดใหญ่มากกว่าหมื่นล้อมรอบเมืองเอาไว้ความวุ่นวายที่เดิมหนักอยู่แล้วก็ยิ่งหนักเข้าไปอีกเพราะความหวาดกลัวที่มีต่อการมีชีวิตอยู่ทำให้ผู้คนเริ่มคาดโทษต่อเจ้าเมืองอ้วนที่เสียไป......
“เป็นเพราะไอ้อ้วนนั้นคนเดียวเลย!!”
“ใช่!! เป็นเพราะมันนำกองกำลังไปบุกเมืองเซนต์จูรี่เลยทำให้เมืองเราเป็นแบบนี้!!”
“แล้วแบบนี้พวกเราจะทำยังไงกันต่อดี? ไอ้พวกขุนนางก็เอาแต่ตัวเองไม่สนใจพวกเรา!”
“รู้อย่างนี้ข้าน่าจะหนีตามคนอื่นไปที่เมืองเซนต์จูรี่ไม่น่าดื้อรั้นอยู่ต่อเลย!!”
“ฮือ ฮือ ฮือ!! แม่จ๋าหนูกลัว!!”
ทุกหนทุกแห่งในเมืองต่างก็ยากที่จะสงบลงได้ทหารส่วนใหญ่ที่เฝ้าประตูเมืองก็หมดขวัญกำลังใจที่จะสู้ต่อแล้วส่วนพวกขุนนางก็เอาแต่เก็บกวาดสมบัติของตนและสมบัติในพระคลั่งชั้นนอกของเมืองแซนดี่ที่ใครก็สามารถเข้าไปได้.......
...........................
ห่างออกไปหลายร้อยเมตรจากเมืองแซนดี่......
“นายท่าน ทุกอย่างพร้อมแล้วขอรับพวกทหารที่เฝ้าประตูเมืองเริ่มทิ้งตำแหน่งแล้ว!”เรเว่นที่ออกไปจัดเตรียมกองกำลังในหน่วยต่างๆ พร้อมแล้วเขาก็กลับมารายงานต่ออากอร์นในทันที......
“เยี่ยม! ถ้างั้นก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนบุกได้ แต่จงจำไว้เป้าหมายของเราคือทรัพย์สินมีค้าทั้งหมดภายในเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตามแต่เราจะไม่ฆ่าพวกชาวบ้านและคนที่ยอมจำนนแล้วส่วนไอ้พวกขุนนางและคนที่ต่อต้านทั้งหมดให้ฆ่าทิ้งได้อย่างให้เหลือ!!”
ก่อนที่จะสั่งการบุก อากอร์นให้กำชับกับเรเว่นและทหารคนอื่นๆ อีกครั้งว่าเป้าหมายของพวกเขาคือเงินทองและของมีค่าทั้งหมดในเมืองนี้ไม่ใช่การฆ่าคนให้มากที่สุดแต่สำหรับพวกขุนนางและพวกคนที่ต่อต้านให้ฆ่าทิ้งซะ.......
ขอรับ!!
“งานนี้ขอให้มีพวกขัดขืนต่อต้านเยอะๆ หน่อยเถอะ!!”แรมโบ้ที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้นพร้อมกับเลียปากตัวเองไปด้วยย่างกระหาย......
“แรมโบ้ เจ้าเองก็เบาๆ มือหน่อยนะเพราะชาวบ้านที่เหลือยังจำเป็นสำหรับพวกเราในอนาคตอยู่ หากเจ้าฆ่าพวกเขาละก็ข้าคิดว่าท่านอากอร์นคงโกรธเจ้ามาก” ฮอล์สันที่ยืนอยู่ข้างๆกันได้พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก......
“ข้ารู้แล้วละน่าที่ข้าพูดข้าหมายถึงไอ้พวกขุนนางและทหารองครักษ์ของพวกมันต่างหากละ!”
“เอาละ อย่ามั่วทะเลาะกันเลย ได้เวลาแล้วทุกคนบุกได้!!!”
โอ้ววววว!!
ปู๊นนนนนนนนน!!
เสียงสัญญาณสั่งให้บุกจากการเป่าเขาสัตว์ร้ายได้ดังขึ้น ทำให้ทหารที่ปลอมเป็นโจรทั้งหมื่นนายเริ่มเคลื่อนกำลังไปยังตำแหน่งทางเข้าของเมืองอย่างเป็นจังหวะ.......
ภายในห้องแซนดี่ ณ ปราสาทกลางเมือง.......
“นะ......นะ.....นั่นมันสัญญาณสั่งให้บุกโจมตีนิ?”
“บ้าน่า!! ทำไมถึงได้เร็วเช่นนี้ละ? แล้วทหารที่เฝ้าบนกำแพงเมืองของเราละมีเท่าไหร่?”
“ตอนนี้มีอยู่ไม่ถึงหนึ่งพันคนขอรับ!”
“ไม่ถึงพัน? ไอ้บัดซบ!!แล้วแบบนั้นมันจะไปต้านพวกโจรบ้านั้นได้ยังไงวะ!!?”
“ไม่ได้การแล้วพวกเราเหล่าขุนนางต้องหนีไปจากเมืองนี้ตามเส้นทางลับ!!”
“ใช่ ใช่ ใช่!! เส้นทางลับ ท่านตัวแทนพูดถูก พวกเราต้องไปตามเส้นทางลับ พร้อมกับสมบัติของพวกเรา!!”
เหล่าขุนนางพวกนี้ต่างก็เป็นพวกรักตัวกลัวตายทั้งนั้นเมื่อพวกมันได้ยินว่าทหารฝ่ายตนที่ประจำการอยู่บนกำแพงเหลือไม่ถึงหนึ่งพันพวกมันก็ขวัญหนีกระเจิงหมด คิดเพียงแต่จะหนีไปจากที่นี้ให้ไวที่สุด แต่ถึงจะรักตัวกลัวตายยังไงพวกมันก็ยังรักในเงินทองด้วย......
ปัง!!
“ท่านแม่ทัพขอรับตอนนี้ประตูทิศตะวันออกกับทิศเหนือถูกตีแตกแล้วขอรับทหารของเราต้านทานพวกมันไม่อยู่เลย อีกไม่นานพวกมันคงมาถึงที่ปราสาทแน่ขอรับ!”ทันใดนั้นประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดออก พร้อมกับทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น......
“เอ้ย!! มันจะเร็วเกินไปแล้ว แต่ให้เป็นกองทัพของเมืองพันธมิตรของเราก็ยังต้องใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะพังประตูเมืองที่เสริมความแข็งแกร่งมาอย่างดีแบบนั้นได้แล้วไอ้พวกโจรเหล่านี้มัน.........”
“มันก็ไม่ได้ยากอะไรหรอกท่านทั้งหลาย!!ก็แค่ประตูไม้เก่าๆ แบบนั้น ทุบครั้งสองครั้งก็พังแล้ว!!”
หือ.....?
หลังจากที่ทหารเมืองแซนดี่เข้ามารายงานสถานการณ์ได้ไม่นานเสียงใหญ่ทุ้มของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหน้าประตูทางเข้าและในเวลาเดียวกันร่างของเจ้าของเสียงก็ปรากฏตัวให้ขุนนางและทหารที่อยู่ในห้องประชุมนี้ได้เห็น.........
จะ......จะ.......โจร!!
ควับ!! ควับ!! ควับ!!
ทหารองครักษ์และแม่ทัพนายกองทั้งหมดที่อยู่ในห้องนี้พลันชักอาวุธของตนออกมาตามสัญชาตญาณความเป็นนักรบของตนเองชี้ไปยังทิศทางที่โจรร่างใหญ่ยืนอยู่......
พรึบ พรึบ พรึบ!!
“หัวหน้า!ทหารข้างนอกพวกเราจัดการขยี้สมองพวกมันหมดแล้ว!!” แต่ในตอนนั้นเองที่ด้านหลังของชายร่างใหญ่นี้ก็มีเงาคนอีกจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นซึ่งคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีร่างกายที่ใหญ่โตพอๆ กับชายที่อยู่หน้าสุดแล้ว.......
“ฆะ.....ฆะ.....ฆ่าพวกมันเร็วเข้า!!ฆ่าไอ้พวกสัตว์ประหลาดนั้นซะ!!” หนึ่งในขุนนางคนหนึ่งถึงกับสติแตกใจทันทีเมื่อมันเห็นกองกำลังโจรนักกล้ามร่างใหญ่เหล่านี้......
ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็คือทหารในหน่วยของแรมโบ้และคนที่อยู่หน้าสุดก็เป็นใครไม่ได้นอกจากแรมโบ้ผู้ที่มีร่างกายใหญ่โตที่สุดในตอนนี้หลังจากที่เข้าเมืองมาได้แรมโบก็พาหน่วยของเขาบุกมาที่ปราสาทในทันทีเพราะเชื่อว่าที่นี่ต้องมีคนให้ฆ่ามากกว่าที่อื่นและมันก็เป็นอย่างที่เขาคิดไว้จริงๆ .....
เพราะภายในปราสาทแห่งนี้มีทหารมากกว่าห้าร้อยนายประจำการอยู่และยังมีพวกมีฝีมือพอตัวอยู่ไม่น้อยด้วยแต่ที่สำคัญสุดคือภายในนี้มีพวกขุนนางที่ได้รับคำสั่งตายจากอากอร์นแล้ว.......
“ทหารทุกนายจัดขบวน........”
โพล๊ะ!!
แม่ทัพใหญ่ที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองตอนนี้ได้ถูกค้อนยักษ์ของแรมโบ้ฟาดเข้าไปที่หัวอย่างเต็มแรงในขณะที่มันกำลังจะสั่งการให้ทหารองครักษ์จัดขบวนรบเพื่อต่อสู้ค้อนขนาดใหญ่ของแรมโบ้นั้นทั้งรวดเร็วและรุนแรงเพียงแค่การฟาดครั้งเดียวก็ทำให้หัวของแม่ทัพคนนี้แตกออกเหมือนลูกแตงโมเลยไม่ผิดสมองและเลือดต่างก็ไหลมากองกันจนมันเป็นเนื้อเดียวกัน.......
ม้ายยยยยย!!
“ฆ่ามัน!! ฆ่ามัน!! ฆ่ามันเร็วเข้า!!”
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาเหล่าขุนนางที่หวาดกลัวและพร้อมกับจะสติหลุดอยู่ตลอดเวลาได้สติแตกหลุดลอยออกไปไกลแล้วในตอนนี้ พวกมันหวาดกลัวจนปัสสาวะอุจจาระราดไปหมดแล้วส่วนเหล่าทหารที่มีระดับต่ำกว่าแม่ทัพพวกเขาล้วนแล้วแต่ปล่อยดาบและโล่ในมือของตนโดยไม่รู้ตัว......
เพ้ง!! เพ้ง!! เพ้ง!!
“หึ!! นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็คือเยลลี่นิ่มๆ”แรมโบ้สบถคำด่าออกมาอย่างดูถูก เขาไม่คิดว่าแม่ทัพคนเมื่อครู่นี้จะออกแอขนาดนี้มันช่างน่าเสียดายนักที่แม่ทัพคนก่อนหน้านี้ที่ตายไปต้องมาเป็นอัศวินผู้ภักดีให้กับเจ้าเมืองเมืองนี้และเมื่อไม่อะไรให้เขาทำแล้ว เขาจึงโบกมือสั่งให้ทหารในหน่วยจัดการเก็บกวาดภายในห้องประชุมนี้ต่อ........
ฉัวะ!! ฉึบ!! ฉับ!!
อ้า!! อ้า!! ม่ายยยยย!!
เสียงร้องโหยหวนของเหล่าขุนนางดังระงมไปทั่วทั้งปราสาททั้งเลือดและเนื้อต่างก็กระเด็นไปทั่วพื้นทำให้สภาพภายในห้องนี้กลายเป็นดั่งห้องเชือดสัตว์เลยก็ว่าได้.......
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป......
ฮือ ฮือ ฮือ!!
“ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย!”
“อย่าฆ่าข้าเลย อยากได้อะไรเอาไปให้หมดเลยเมียข้าพวกเจ้าก็เอาไปเลย!!”
“ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตด้วย!!”
หลังจากที่อากอร์นสั่งบุกโจมตีเมืองแซนดี่เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงก็สามารถสังหารขุนนางและเหล่าทหารที่คิดต่อต้านอีกหลายพันคนได้ทั้งหมดและสามารถยึดเมืองแซนดี่ได้สำเร็จจากนั้นอากอร์นก็สั่งให้ทหารพาทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่มารวมกันที่ลานกว้างกลางเมืองซึ่งเป็นสถานที่เอาไว้สำหรับจัดงานต่างๆ ภายในเมืองดังนั้นลานกว้างแห่งนี้จึงกว้างพอที่จะให้ทุกคนมารวมตัวกันได้.......
“สวัสดีทุกคน!!ตอนนี้เมืองแซนดี่ได้ถูกพวกเรายึดเอาไว้แล้วหากใครยังอยากมีชีวิตอยู่ก็จงมอบทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเจ้ามาหากใครคิดปิดบังมายอมส่งมอบมาตามที่บอกละก็.....พวกเจ้าจะได้ตายตามไอ้พวกขุนนางเหล่านั้นไป!!”ฮอล์สันรับหน้าที่ในการออกมาพูดในครั้งนี้เขาเลือกที่จะพูดให้ดูนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้......
“พวกเรายอมแล้ว พวกเราจะมอบมันทั้งหมดให้!!”ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนใหญ่ตะโกนขึ้นอย่างรีบร้อนดูท่าชายคนนี้จะเป็นพ่อค้าคนหนึ่งในเมืองนี้เพราะดูจากการแต่งกายที่ดูดีของเขาแล้ว.....
“ดีมาก! เด็กๆ!! พาเขาไปเอาทรัพย์สินมา!”
ขอรับ!!
เมื่อพูดจบทหารที่แต่งตัวเป็นโจรสองคนก็เดินไปหาชายอ้วนผู้นั้นก่อนจะนำตัวชายอ้วนไปยังบ้านของมันเพื่อนำสมบัติมาซึ่งใช้เวลาไม่นานทหารสองนายกับชายอ้วนนั้นก็กลับมาพร้อมกับรถเข็นที่บรรทุกสิ่งของมีค่าจำนวนกลับมาด้วย......
“ดีมากเจ้าอ้วน เมื่อเจ้ามอบสมบัติมาแล้วเจ้าก็ไปได้!!” ฮอล์สันพูดขึ้นและสั่งให้ทหารเปิดทางให้กับชายอ้วนคนนั้น......
“ขอบคุณ ขอบคุณ!!”
เมื่อชายอ้วนได้ยินแบบนั้นมันก็ไม่รอช้า รีบวิ่งออกไปจากเมืองนี้ทันทีโดยที่ไม่มีโจรคนไหนทำอะไรมันเลย เมื่อคนอื่นๆ เห็นว่าชายอ้วนสามารถรอดไปได้จริงๆคนที่รักชีวิตมากกว่าเงินทองก็เริ่มลุกขึ้นทีละคนทีละคนอย่างช้าๆพร้อมกับส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นมาว่า......
“ขอเพียงพวกท่านปล่อยข้าไปข้าเองก็ยินดีที่จะมอบสมบัติของข้าให้เช่นกัน!”
“ข้าก็ด้วย!!”
“ข้าก็ด้วย!!”