จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 106 มั่นคงไม่หวั่นไหว

            ฆ่า

            เสียงคำรามของอารมณ์ที่ระบายออกมาดังขึ้นจื่อซานวิ่งเข้ามาดั่งปีศาจร้ายเสียงหวีดของรอยพิมพ์ฝ่ามือขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในอากาศ มุ่งโจมตีเย่เฉินอีกครั้ง

            สู้!

            ครั้งนี้เย่เฉินไม่ได้หลีกหนีถอยไปแต่กลับพุ่งออกไปข้างหน้า

            หลังจากพลังปราณที่รุนแรงได้รับการหลอมแล้วแม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บไปทั่ว แต่ลมหายใจในร่างกายมีความเสถียรแล้วพลังการฟื้นฟูที่ทรงพลังของการหลอมกายทรหด ทำให้พลังการต่อสู้ของเขาค่อยๆได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

            แม้ว่าพลังการต่อสู้ของเขาจะได้รับการฟื้นฟูแล้วแต่ก็ยังน้อยกว่าครึ่งหนึ่งบาดแผลทั่วทั้งร่างทำให้ชีวิตเขาเหลือเพียงครึ่งแต่เขากลับมีกำลังมากพอที่จะจัดการกับจื่อซานได้

            ตูม!

            ในตอนนี้เย่เฉินถูกโจมตีอย่างหนักจนล่าถอยไปด้านหลัง

            ฝ่ามือสะดุ้งอสุนี!

            ฝั่งตรงข้ามจื่อซานได้พุ่งเข้ามาอีกครั้ง

            หมัดเขย่าบรรพต!

            ทันทีที่ทรงตัวได้เย่เฉินก็ไม่ได้ถอยหลังไปแต่กลับก้าวไปข้างหน้า จากนั้นก็ปล่อยหมัดเขย่าบรรพตออกไปความเชื่อมั่นในชัยชนะทำให้เขาไม่เกรงกลัวสิ่งใด

            การประลองเริ่มขึ้นอีกครั้งทั้งคู่ต่างสู้กันอย่างบ้าคลั่ง

            เย่เฉินที่ลุกขึ้นมาอีกครั้งเป็นเหมือนสิงโตที่ตื่นขึ้นมาหลังจากการหลับใหลไปหลายพันปี แม้ว่าจะยังเสียเปรียบแต่กลับแข็งแกร่งไม่มีประมาณ การหลอมกายทรหดยังคงดำเนินอยู่ต่อไปความเจ็บปวดรุนแรงจากการฉีกขาดของร่างกาย เมื่อได้รับการหลอมทำให้เขาลืมความเจ็บปวดไปทั้งสิ้น มีแต่เพียงการโจมตีและโจมตี

            รอยพิมพ์เสวียนกวง!

            ฝ่ามืออสุนีบาต!

            เพลงกระบี่สะดุ้งเวหา!

            กลกระบี่เทียนกัง!

            เมื่อเริ่มต้นการต่อสู้ทั้งสองต่างใช้วิชาลับจู่โจมตอบโต้กัน

            เฮือก!

            เฮือก!

            การประลองเข้าสู่การนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง

            ในครั้งนี้ไม่เพียงเย่เฉินจะได้รับบาดเจ็บ จื่อซานเองก็ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องเช่นกันเนื่องจากการโจมตีของเย่เฉินเป็นรูปแบบการโจมตีแบบชีวิตแลกชีวิตเมื่อเขาต่อยเย่เฉินหนึ่งหมัด เขาก็จะต้องได้รับฝ่ามือจากเย่เฉินกลับไปเช่นกันและเมื่อเขาแทงเย่เฉินหนึ่งแผล เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็ต้องถูกเย่เฉินโจมตีกลับทันที

            “ร่างกายของเย่เฉินเป็นแบบนี้แล้วเขายังจะทำอะไรไม่คิดถึงชีวิตอีก” ผู้คนด้านล่างต่างส่งเสียงประหลาดใจ

            “เจ้าเคยบอกไว้ร่างกายแย่ขนาดนี้แล้ว หากจะแย่ลงไปอีกสักหน่อย มันจะแย่ได้ถึงไหนกัน”

            “แม้ว่าเขาจะชนะการต่อสู้ครั้งนี้ก็มีโอกาสสูงมากที่เขาจะพิการ”

            โฮก!

            โฮก!

            ไม่รู้ว่าเป็นเวลาใดมีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้นบนลานประลอง

            ไม่ผิดเลยนั่นเป็นเสียงของเย่เฉินที่กำลังใช้วิชาการต่อสู้ในระยะประชิดของเขาอีกครั้งทั่วทุกส่วนในร่างกายของเขาล้วนกลายเป็นอาวุธไปหมดสิ้นทุกครั้งที่ลงมือจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามที่ดุดันของสัตว์ร้าย

            อ๊าก...

            เสียงคำรามของจื่อซานดังกึกก้องไปทั่วลานเขาซึ่งกำลังได้เปรียบในการต่อสู้ ในตอนนี้กลับเป็นฝ่ายถูกกดดันเขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเย่เฉินที่แม้จะดูอ่อนแอ แต่ก็น่ากลัวมากขึ้น

            พลังชีวิตที่แข็งแกร่งเช่นนี้ทำให้จื่อซานแทบคลั่ง คนผู้หนึ่งที่ถูกเขาโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าแต่กลับสามารถลุกขึ้นมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า คนที่จัดการได้ยากเช่นนี้ ทั้งชีวิตของเขาเพิ่งได้พบเป็นครั้งแรก

            เมื่อมองไปยังศิษย์ของทั้งสามสำนักสีหน้าของพวกเขาในตอนนี้ล้วนเคร่งเครียดบึ้งตึง

            และเมื่อมองไปยังผู้เป็นอาจารย์ของพวกเขาอีกครั้งใบหน้าที่มีรอยยิ้มขี้เล่นอยู่ก่อนหน้าได้กลายเป็นบึ้งตึงไปแล้วทั้งสิ้น เย่เฉินลุกขึ้นมาอีกครั้งนี่เป็นการตบหน้าเขาด้วยมือเปล่า

            “นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะต้านทานต่อฤทธิ์อันตรายของเม็ดยาเบิกกระดูกน่ารังเกียจ” เก๋อหงกัดฟันแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความชั่วร้าย

            “เด็กคนนี้เป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่”จ้าวจื้อจิ้งกัดฟันด้วยความเกลียดชัง

            “ก็เห็นชัดๆอยู่ว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส ทำไมยังลุกขึ้นมาได้อีก” นักพรตชิงหยางสีหน้าซีดเผือดกำหมัดแน่นอยู่ในแขนเสื้อ

            เมื่อเห็นใบหน้าที่เปลี่ยนไปของทั้งสามคนในใจของพวกนักพรตเต้าเสวียนก็มีความสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

            “ศิษย์น้องหญิงการปรากฏตัวของเขา ทำให้ข้านึกถึงใครบางคนขึ้นมา!”อีกด้านหนึ่ง เฟิงอู๋เฮิ่นพูดอย่างไม่ได้ตั้งใจแต่คำพูดนั้นมีความหมายมากเลยทีเดียว

            “ศิษย์พี่หมายถึงราชันดาบ”ฉู่ซวนเอ๋อร์ละสายตาจากลานประลอง หันไปมองเฟิงอู๋เฮิ่น

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฟิงอู๋เฮิ่นก็พยักหน้าเบาๆ“นิสัยของเย่เฉินกับเขามีความคล้ายคลึงกันมาก ทั้งสองคนมีพรสวรรค์เช่นเดียวกันเมื่อพูดถึงผลการต่อสู้เมื่ออายุยังน้อย สามสำนักหนึ่งตำหนักของต้าฉู่ ก็มีแต่เด็กน้อยเย่เฉินที่อยู่ด้านล่างเท่านั้นที่สามารถเปรียบเทียบกับเขาได้ในตอนนั้นที่เกิดศึกตงหลิงกู่หยวนเขาสามารถเอาชนะผู้อาวุโสทั้งเก้าแห่งตำหนักซื่อเสี่ยได้ด้วยตัวคนเดียวสมกับชื่อราชันดาบ”

            “เพียงแต่ไม่รู้ว่าชายผู้ที่ดูหมิ่นใต้หล้าผู้นั้นจะยังมีชีวิตอยู่ในโลกอีกหรือไม่” ฉู่ซวนเอ๋อร์ถอนหายใจ เมื่อเอ่ยถึงราชันดาบในดวงตาที่งดงามของนางนอกจากความเกรงกลัวแล้วก็ยังแฝงไปด้วยความชื่นชม

            “กำลังทั้งหมดก็ดูจะอ่อนแรงถึงที่สุดแล้ว”เฟิงอู๋เฮิ่นพูดออกมาอย่างเคร่งขรึม ขณะที่ฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังครุ่นคิด

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็รีบมองไปยังลานประลองที่ด้านล่างทันที

            บนลานประลองเย่เฉินกำลังเดินโซเซ ส่วนจื่อซานกำลังสั่นสะท้าน

            การประลองดำเนินมาถึงจุดนี้ภาพการประลองระหว่างเย่เฉินและเจียงเฮ่าก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทั้งสองคนต่อสู้กันจนแทบจะหมดสภาพไร้เรี่ยวแรงร่างกายไม่สามารถรวบรวมพลังปราณได้อีกต่อไป และไร้ซึ่งกำลังจะใช้วิชาลับใดๆ

            แต่ในตอนนี้ทั้งสองคนก็เดินโซเซเข้าหากัน โดยไม่ใช้พลังปราณใดๆมีแต่เพียงการต่อสู้ระยะประชิดที่ธรรมดาที่สุด เจ้าต่อยข้าหนึ่งหมัดข้าตบเจ้าหนึ่งที เจ้าเตะข้าหนึ่งครั้ง ข้าเตะเจ้ากลับหนึ่งหน

            ตูม!

            ทั้งสองคนต่างล้มลงกระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรง

            อีกด้านหนึ่งจื่อซานมีผมกระเซิงยุ่งเหยิง ดวงตาเต็มไปด้วยความดุร้าย ราวกับภูตผีที่น่าเกลียด

            ส่วนอีกด้านเย่เฉินที่เปียกโชกไปด้วยเลือด ก็เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ราวกับปีศาจ

            ในตอนนี้ทุกคนต่างกลั้นหายใจแม้ว่าจะเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วตอนที่เย่เฉินประลองกับเจียงเฮ่าแต่ในความเป็นจริง ก็ยังคงทำให้ผู้คนต่างจ้องมองอย่างไม่กะพริบตาประลองกันจนมาถึงเวลานี้ ตอนนี้เหมือนการต่อสู้ของจริงเพิ่งจะเริ่มต้น

            ภายใต้สายตาของทุกคนจื่อซานลุกขึ้นอย่างโอนเอน และดึงกระบี่สังหารออกมาถือไว้ในแนวทแยงที่ข้างกาย

            ในอีกด้านหนึ่งเย่เฉินก็ลุกขึ้นอย่างโซเซ และดึงกระบี่เมฆแดงที่เปื้อนเลือดออกมา

            ฆ่า!

            สู้!

            เสียงคำรามดังขึ้นทั้งสองคนต่างถือกระบี่ของตนเองเอาไว้ เดินโซเซถอยหลังมุ่งหน้าเข้าหากันและกันด้านหลังของพวกเขามีรอยเท้าเปื้อนเลือดปรากฏขึ้นเป็นทางยาว

            ในตอนนี้ทุกคนต่างใจจดใจจ่อ

            ภายใต้ความสนใจของฝูงชนทั้งสองคนอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งจ้าง และภายใต้สายตาของผู้ชมอีกเช่นกันทั้งสองคนก็ต่างยกกระบี่ยาวในมือออกมาพร้อมกัน

            เฮือก!

            เฮือก!

            เลือดสาดกระเซ็นออกมาอย่างต่อเนื่องจื่อซานใช้กระบี่นั้นแทงทะลุร่างของเย่เฉิน เย่เฉินก็ใช้กระบี่แทงทะลุหน้าอกของจื่อซาน

            ในตอนนี้บรรยากาศเงียบสงัด

            บนลานประลองทั้งสองคนยืนนิ่งไม่ไหวติง ราวกับรูปปั้นหินสองตัวที่ถูกวางเอาไว้

            เงียบ!

            เงียบจนน่าประหลาดใจ!

            ทุกคนต่างกลั้นหายใจและมองไปยังลานประลองอย่างตั้งใจ

            หลังจากนั้นบนลานประลองก็มีคนขยับตัว

            คนผู้นั้นคือเย่เฉินแขนที่เปื้อนเลือดนั้นได้ถูกยกขึ้นอย่างยากลำบากผลักจื่อซานออกไปอย่างไร้เรี่ยวแรง จื่อซานเซถลาไปด้านหลังแม้ร่างกายของเขาไม่อยากจะล้มลงไป แต่ตอนนี้กลับล้มลงเอนกายอยู่บนลานประลองแล้ว

            “ไม่...เป็นไปไม่ได้...”ยังไม่ทันพูดจบประโยค จื่อซานก็กระอักเลือดออกมา จ้องไปยังเย่เฉินสายตาคู่นั้นค่อยๆ พร่ามัว ไม่นานเขาก็หมดสติไป

            บนลานประลองเย่เฉินเดินโซเซ แต่ก็ไม่ได้ล้มลง โดยมีกระบี่สังหารติดตัวทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด ผมยาวสีดำอันยุ่งเหยิงปกคลุมใบหน้าที่เปื้อนเลือดของเขาไปครึ่งหนึ่ง

            ฉากเหตุการณ์นี้เป็นที่น่าตกใจมาก เขาเป็นเหมือนรูปปั้นที่ยืนอยู่ตรงนั้นที่ไม่เคยล้มลง

            “เจ้าเป็นคนแบบไหนกันแน่”ฉีเยว่พึมพำด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างซีดเผือดการแสดงออกของนางไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้นางจะไปนึกถึงได้อย่างไรว่าศิษย์ฝึกหัดที่นางเคยดูแคลนไว้ในวันนั้นจะต้องถูกท้าประลองครั้งแล้วครั้งเล่าจนนางต้องตกใจ

            “อันดับหนึ่งของสำนักนอกเจ้าสมควรได้รับมัน” ด้านของเซี่ยอวิ๋นผู้มีอิสระ ก็ยังพึมพำออกมาสีหน้าของเขาไร้ซึ่งอาการมึนเมาอีกต่อไป

            “หากอยู่ในระดับขั้นเดียวกับเขาพวกเราก็จะต้องแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย” พวกของฮั่วเถิงและเซียวจิ้งต่างยอมรับว่าตนเองนั้นสู้ไม่ได้จริงๆศิษย์ขั้นรวมพลังคนหนึ่ง ที่สามารถใช้พลังได้เพียงห้าส่วนของพลังการต่อสู้ที่มีแต่กลับเอาชนะศิษย์แท้จริงขั้นพลังหยางได้ทีละคน พวกเขามั่นใจว่าหากเป็นพวกเขาไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน

            “เพราะอะไรเพราะอะไร” ศิษย์ที่มีความแค้นกับเย่เฉินต่างขบฟันกันทุกคนสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างดุร้าย ผลของการต่อสู้ของเย่เฉินในวันนี้ทำให้พวกเขามองไม่เห็นโอกาสในการพลิกคืนกลับมาเลย

            “การคิดอาฆาตเกินไปสุดท้ายจะไม่มีวันบรรลุผลสำเร็จ” ลมหายใจของซูซินเยว่เริ่มปั่นป่วน สำหรับการประเมินเย่เฉินก็ยังคงเป็นเหมือนในประโยคนั้น นางผู้ทำตัวสูงส่งเหนือใครๆไม่สามารถจะอดทนต่อสิ่งที่เย่เฉินได้ทำต่อฉีเฮ่าได้

            “เย่เฉินเป็นผู้ชนะอีกแล้ว” มีคนผู้หนึ่งพึมพำขึ้นมา

            นี่เป็นการต่อสู้กันอย่างนองเลือดจุดจบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน กลับถูกการตอบโต้ของเย่เฉินที่ยอมเดิมพันกับทุกสิ่งทุกอย่าง การชนะอย่างใสสะอาดยุติธรรมกลับเป็นชัยชนะที่แย่และเศร้ามาก

            “หรือว่าพวกเราจะแก่เกินไปแล้ว?” พวกของผางต้าไห่ และโจวต้าฝู ต่างส่งเสียงพึมพำกัน

            “สวรรค์! ท่านยังจะลงโทษข้าเรื่องความผิดในวันนั้นอีกหรือ?”จ่งเหลาเต้าก้มศีรษะ ก็ใช้มือกุมหัวใจของตนเอง และเขาก็รู้สึกเจ็บปวด!

            “เขายังเด็กเขาจะเป็นผู้นำไปสู่ยุคใหม่ได้อย่างแน่นอน” นักพรตเต้าเสวียนลูบเคราอย่างโล่งใจ“การประลองของสำนักนอกในครั้งนี้ ทำให้ข้าได้เห็นความรุ่งโรจน์ของยุคใหม่”

            “นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไรเป็นไปไม่ได้” เก๋อหงและนักพรตชิงหยางมีดวงตาแดงก่ำ สีหน้าของพวกเขาดูดุร้าย

            เย่เฉินค่อยๆก้าวหน้าทีละก้าว และนั่นได้ทำให้พวกเขารู้สึกเสียใจภายหลังแต่พวกเขาก็ทำตัวสูงส่งเหนือใครๆ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจจะทำลายความน่าเกรงขามของเขาได้และไม่สามารถจะทนต่อสิ่งที่ตนเองได้เห็นแม้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตนเองทำผิดอะไรบ้างหรือเปล่าและก็ไม่รู้ว่ากำลังเสียใจหรือโกรธ จึงทำให้พวกเขาจะต้องตามจัดการเย่เฉินให้ตาย

            ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ลมพัดแรงไปทั่วลานประลอง เย่เฉินผู้มั่นคงไม่หวั่นไหวในที่สุดก็ล้มลงและตกลงมาจากฟากฟ้าแต่กลับได้ฉู่ซวนที่พุ่งตัวเข้าไปรับมาไว้ในอ้อมแขนแทน