ตอนที่ 50 สกุลเงินวอยส์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
การต้อนรับของธนาคารซันเดอร์ลีนั้นดีมาก
ศาสตราจารย์ออสตินมาที่นี่เพื่อเปิดบัญชีให้กับเมอร์ลินและทำธุรกรรมการเงินของตนเองเพียงเล็กน้อย
เขาได้ฝากเงินให้เมอร์ลินเป็นจำนวนหนึ่งล้านวอยส์ ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมากสำหรับเด็กอายุสิบเอ็ดปีคนหนึ่ง
มหาทวีปแห่งนี้ใช้สกุลเงินวอยส์ตั้งแต่ที่มหาสงครามสงบและร้อยประเทศหยุดรุกรานกัน
ซึ่งก่อนหน้านี้แต่ละอาณาจักรหรือแต่ละประเทศล้วนใช้สกุลเงินของพวกเขา แต่เนื่องจากเกิดภัยสงคราม สกุลเงินเหล่านั้นจึงไม่มั่นคง สกุลเงินบางสกุลกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าเมื่อประเทศหรืออาณาจักรนั้นล่มสลาย
ไม่ต้องเอ่ยถึงอาณาจักรที่มีผู้ปกครองเป็นกษัตริย์ พวกเขาใช้เงินที่ผลิตขึ้นเองราวกับการเผาสิ่งของ ทำให้ค่าเงินของพวกเขายิ่งตกต่ำ
บางสงครามเกิดการลุกฮือขึ้นจากคนที่อยู่ภายใน พวกเขาไม่พอใจการปกครองของกษัตริย์ อีกทั้งยังมีศึกภายนอกที่ต้องรับมือ อาณาจักรนั้นย่อมล่มสลายอย่างง่ายดาย
สกุลเงินที่อาณาจักรล่มสลายจึงกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าเป็นธรรมดา
ในยุคนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นยุคมืดของมหาทวีปแห่งนี้ สงครามเกิดขึ้นทั่วทุกที่ จนท้ายที่สุดสภาเวทมนตร์ได้ลงมือ ทำให้ระบบศักดินากลายเป็นระบบสภา
ถึงสงครามจะสงบแต่ค่าเงินของทุกสกุลเงินก็ยังผันผวน
เหตุการณ์นี้เป็นฝันร้ายสำหรับทุกคน เพราะนั่นทำให้ระบบการเงินถึงกับล่มสลาย
จนกระทั่งสี่ตระกูลที่ทรงอำนาจทางการเงินที่เรียกกันว่า “จตุมหาคลัง” ได้ทำการตกลงกันสร้างสกุลเงินวอยส์ขึ้นมา โดยจะแลกเปลี่ยนสกุลเงินเก่าเป็นเงินวอยส์โดยวัดค่าจากเศรษกิจของพื้นที่นั้นๆ
แน่นอนว่ามันไม่ได้ง่าย แต่โชคดีที่กลุ่มจตุมหาคลังได้รับการสนับสนุนจากสภาเวทมนตร์ จนทำให้หลายร้อยปีต่อมาสกุลเงินวอย์เกิดความมั่นคง จนทำให้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้
เพราะการมีอยู่ของจตุมหาคลัง พวกเขาที่คอยคานอำนาจกันจึงทำให้เงินวอยส์ไม่สามารถผลิตออกมาได้อย่างพร่ำเพรื่อ จนทำให้สกุลเงินวอยส์เป็นที่น่าเชื่อถือและกลายเป็นสกุลเงินเดียวที่ใช้กันทั้งมหาทวีป
นั่นจึงเรียกได้ว่าการมีอยู่ของจตุมหาคลังนั้นเป็นหนึ่งในเสาหลักของดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้ก็ว่าได้
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับใช้มหาปราชญ์ออสตินและคุณชายเมอร์ลินขอรับ” บุรุษผู้สวมหมวกทรงสูงโค้งเคารพส่งพวกเขาทั้งสองอย่างสุภาพ
เมอร์ลินคิดไม่ถึงว่าตนเองจะได้รับการต้อนรับขนาดนี้
แน่นอนว่าเด็กน้อยต้องได้รับการตอบรับแบบนี้เพราะเขาเป็นเด็กร่ำรวยคนหนึ่งที่มีเงินฝากถึงหนึ่งล้านวอยส์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ยังไม่มีมัน
ต้องรู้ไว้ว่าอาหารหนึ่งมื้อนั้นจ่ายด้วยสิบวอยส์เท่านั้น ค่าเงินวอยส์นั้นแข็งแกร่งมาก
อย่างไรก็ตามการที่มีเงินฝากมากขนาดนี้เมื่อเทียบกับการบริการของธนาคารแล้ว มันก็ไม่นับเป็นอะไรนัก แต่การที่ผู้จัดการธนาคารต้องออกมาต้อนรับแบบนี้ย่อมเป็นเพราะบุตรชายของมหาปราชญ์เฒ่าออสตินอยู่แล้ว
นั่นทำให้เมอร์ลินอดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่านักวิชาการเวทอย่างออสติน แท้จริงนั้นร่ำรวยเพียงใดกันแน่
ชายชราเหมือนรับรู้ความคิดของเมอร์ลิน เขาจึงเอ่ยออกมาว่า
“เธอคงไม่คิดว่าตาแก่ที่อยู่มานับร้อยปีอย่างฉันจะยากจนหรอกนะ”
“ไม่อยู่แล้วครับ” เมอร์ลินรีบเอ่ยอย่างร้อนตัวขึ้นมา
ซึ่งนั่นทำให้ชายชราอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
ใช่แล้ว ชายชราที่อยู่มานานขนาดนี้อีกทั้งยังเป็นนักวิชาการเวทระดับสูง เขาจะยากจนได้อย่างไร
“ทำไมคุณถึงฝากเงินให้ผมมากขนาดนั้นครับ” เมอร์ลินมองดูการ์ดสีดำที่ฝังด้วยอัญมณีสีแดงที่ได้รับมาจากพนักงานธนาคารแล้วเงยหน้าขึ้นถามชายชรา
“เพราะเธอคือลูกชายของฉันยังไงล่ะ” ชายชราตอบ เขาขยิบตาแล้วยักไหล่อย่างขี้เล่น ก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่นี่เป็นเงินที่ฉันให้เป็นทุนการศึกษาของเธอจนจบมหาวิทยาลัยเวทมนตร์นะ ฉันบอกได้แค่ว่าหากเธอต้องเรียนโรงเรียนเวทมนตร์บางทีเงินแค่นี้มันอาจจะไม่พอ”
เมอร์ลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ขอบคุณครับคุณพ่อ”
เมื่อเห็นท่าทีที่จริงจังของเมอร์ลินจึงทำให้ชายชราระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมา ความจริงแล้วเงินจำนวนนี้มันพอที่จะทำให้เขาเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ไปจนถึงมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ระดับทองได้อย่างแน่นอน
แต่ถ้าหากเขาต้องการเรียนต่อระดับไดมอนหรือระดับแพตตินั่ม เกรงว่าเงินแค่นี้จะไม่พอ
อย่างน้อยๆ ถ้าหากเมอร์ลินไม่ต้องเรียนโรงเรียนเวทมนตร์แล้วเรียนระดับมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ไปเลย บางทีเงินนี้อาจจะทำให้เขาสามารถเข้าเรียนไปจนถึงระดับไดมอนได้
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเรียนต่อมหาวิทยาลัยเวทมนตร์น้อย ส่วนหนึ่งเพราะค่าเล่าเรียนที่แพงแบบนี้ ซึ่งทางการจะสนับสนุนการศึกษาให้เรียนฟรีสำหรับโรงเรียนพื้นฐานหรือสนับสนุนบางส่วนในระดับโรงเรียนเวทมนตร์เท่านั้น
หลังจากที่เมอร์ลินออกมาจากธนาคารพวกเขาก็เข้าไปช็อปปิ้งต่อ วันนี้ทั้งวันพวกเขาเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ ซื้อเสื้อผ้าของใช้ให้กับเมอร์ลิน
ชายชรารู้สึกสนุกเป็นอย่างมากที่ได้ซื้อของให้ลูกชาย
ศาสตราจารย์ออสตินที่โดดเดี่ยวมานานเมื่อได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้ก็เบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง เขาได้ใช้จ่ายเงินไปมากกับเรื่องพวกนี้ จนทำให้เมอร์ลินอดที่จะรู้สึกเกรงใจขึ้นมาไม่ได้
แต่เมื่อเห็นออสตินมีความสุข เขาจึงเลิกล้มความคิดที่จะขัดใจ ปล่อยให้อีกฝ่ายพาตัวเองเป็นตุ๊กตาซื้อนั่นซื้อนี่ให้มากมาย จนพื้นที่เก็บแหวนเวทของเขาถูกใช้ไปเกือบครึ่ง
วันนี้ทั้งวันพวกเขาตะลอนไปมาอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องเอ่ยว่าออสตินเป็นมหาจอมเวทย์ด้วยแล้ว ร่างกายของเขานั้นย่อมแข็งแรงกว่าคนธรรมดาอย่างแน่นอน
พวกเขาเข้าพักโรงแรมที่หรูหราแห่งหนึ่ง ในคืนนั้นเมอร์ลินแทบจะหลับทันทีที่หัวถึงหมอน
ในตอนเช้าเมอร์ลินได้ถามกับออสตินว่า “ทำไมคุณถึงมาพักที่โรงแรมครับ ไม่ใช่ว่าคุณเคยเป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยวินเซนหรอกหรอ? คุณน่าจะมีบ้านอยู่ที่นี่นะครับ”
“เจ้าลูกชาย เธอคงไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยเวทมนตร์วินเซนจะอยู่ในเมืองวินเซนหรอกนะ”
“อ้าว?” เมอร์ลินทำหน้างง
“มหาวิทยาลัยเวทมนตร์วินเซนอยู่ไกลออกไปจากที่นี่ แน่นอนว่าบ้านของฉันอยู่ที่นั่น” ศาสตราจารย์ออสตินตอบพลางขยิบตา
หลังจากที่พวกเขาตกลงเป็นพ่อลูกกันแล้ว ดูเหมือนเขาจะขี้เล่นมากขึ้น
“หลังจากที่เธอสอบวัดผลเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าเธอจะผ่านหรือไม่ฉันจะพาเธอไปที่บ้านของพวกเราอย่างแน่นอน”