รัตติกาลล่วงเลยเข้าสู่ยามสามอันเป็่เวลาที่ความมืดมิดเข้มข้นที่สุดและิญญาคนตายมักจะออกมาร่ำไห้โหยหาความยุติธรรมหมอกธูปจาง ๆ ที่พวยพุ่งออกมาจากยอดเขาสูงเสียดฟ้าของสำนักบรรพตม่วงดูคล้ายกับม่านิญญาสีม่วงหม่นที่คอยปกคลุมความโสมมและความลับอันเน่าเฟะภายใต้หน้ากากแห่งธรรมะอันจอมปลอมแม้แต่แสงจันทร์ยังมิอาจส่องทะลุผ่านม่านหมอกอัปมงคลนี้ลงมาได้ราวกับเบื้องบนเองก็ยังเบือนหน้าหนีจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยตลบตะแลงแห่งนี้
แสงจากโคมไฟสีม่วงที่ประดับเรียงรายตามบันไดศิลาขาวนับพันขั้นทอดยาวดั่งกระดูกสันหลังของัวูบไหวตามแรงลมหนาวที่พัดกรรโชกไม่ต่างจากดวงตาของปีศาจนับหมื่นที่กำลังจ้องมองดูความล่มสลายของสำนักที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรบันไดแต่ละขั้นที่ทอดตัวขึ้นไปนั้นดูประหนึ่งสร้างขึ้นจากซากศพของเหล่าผู้กล้าที่หลงผิดเดินเข้ามาสู่รวงรังของอสรพิษในคราบนักบุญ
บรรยากาศรอบกายเงียบงันจนน่าขนพองสยองเกล้ามีเพียงเสียงกระแสลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแยกของขุนเขา “จื่อซาน”ราวกับเสียงพิลาปรำพันโหยหวนของเหล่าิญญาผู้บริสุทธิ์ที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ฐานรากของสำนักเพื่อเป็เครื่องสังเวยแก่อำนาจวาสนาลมนั้นเย็นเยียบเสียดแทงถึงกระดูก ปลุกความขวัญผวาให้ตื่นจากนิทราทุกย่างก้าวที่ย่ำกราย
ทว่าท่ามกลางความเงียบสงัดที่สั่นประสาทนั้นกลับมีเสียงฝีเท้าหนึ่งดังขึ้นแ่เบาแต่กังวานดั่งเสียงเคาะประตูเมืองผีของมัจจุราชที่มาทวงถามิญญาตามบัญชีเืซึ่งถูกค้างชำระมานานถึงสามปีทุกย่างก้าวที่เขากดลงบนแผ่นศิลาไม่ได้เพียงแค่ส่งเสียงแต่ยังส่งไอเย็นที่ทำให้ผิวน้ำค้างบนก้อนหินจับตัวเป็น้ำแข็งสีดำขุ่น
ฟางหานในชุดสีเทาหม่นที่ดูซอมซ่อเปรียบดังธุลีดินที่ไร้ค่าผมสีขาวโพลนดุจหิมะเก่าสยายยาวปลิวไสวตามแรงลมเสมอเหมือนธงรบมรณะที่เพิ่งจุติมาจากขุมนรกขุมที่สิบ
หน้ากากศิลาสีดำที่สลักรอยยิ้มอัปมงคลบดบังใบหน้าที่แท้จริงไว้อย่างมิดชิดทิ้งไว้เพียงดวงตาเนตรโลหิตปีศาจที่วาวโรจน์ด้วยประกายสีแดงเข้มดั่งทับทิมอาบยาพิษที่ส่องประกายผ่านความมืดมิดกระชากเอาความหวาดกลัวที่ซ่อนลึกในใจคนออกมาตีแผ่อย่างไร้ความปรานี
เขาสะพายกระบี่ไม้หัก"คืนิญญา" ไว้ที่ข้างเอวอย่างแเี แม้มันจะเป็เพียงไม้ที่ดูไร้คมทว่ารังสีสังหารที่แผ่ออกมานั้นเข้มข้นจนทำให้หิมะที่ตกต้องร่างกายระเหยกลายเป็ไอสีดำจางๆ ในทันที เป็พยานถึงปราณหยินที่ควบแน่นจนถึงขีดสุด
เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าประตูใหญ่ที่ทำจากศิลาขาวประณีตจำหลักลวดลายเมฆามงคลเหนือซุ้มประตูมีป้ายไม้กฤษณาจำหลักอักษรสีทองอร่ามที่เขียนคำว่า“บรรพตม่วงนิรันดร์”
ฟางหานจ้องมองตัวอักษรเ่าั้ด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความสมเพชแววตาหลังหน้ากากฉายประกายเย้ยหยันต่อเกียรติยศจอมปลอมที่ถูกฉาบไว้ด้วยโลหิตและน้ำตาของผู้อ่อนแอหากป้ายนี้คือสัญลักษณ์ของความสูงส่งสำหรับเขามันก็เป็เพียงป้ายหลุมศพที่รอวันถูกทุบทำลาย
“เ้าเป็ใคร!กล้าดียังไงมาหยุดยืนขวางทางที่หน้าประตูสำนักบรรพตม่วงยามวิกาลเช่นนี้!”
เสียงตวาดดังก้องกังวานมาจากศิษย์เวรสองคนที่ยืนเฝ้าประตูด้วยท่าทางโอหังพวกเขาชักกระบี่ออกจากฝัก แสงกระบี่สะท้อนกับไฟโคมม่วงจนเกิดประกายสีม่วงวาววับดูประหนึ่งเขี้ยวอสรพิษที่พร้อมจะฉกกัดผู้บุกรุก
ทว่าในสายตาของคนผมขาวมันกลับเป็เพียงเศษเหล็กที่ไร้พิษสงฟางหานนิ่งสงบไม่ต่างจากผิวน้ำในบึงมรณะยามไร้ลม เขาไม่ได้ชายตาดูคมกระบี่ที่จ่อมาทางลำคอแม้แต่น้อยทว่ากลับมองลึกเข้าไปในวิหารใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงราวกับจะมองทะลุผ่านกำแพงหนาไปหาใครบางคนที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน
“สำนักที่สะอาดสะอ้านขาวโพลนประหนึ่งวิมานเทพเ้าบนสรวง์เช่นนี้...เหตุใดกลิ่นคาวเืจากเหตุการณ์หักหลังเมื่อสามปีที่แล้วยังคงอบอวลชวนให้คลื่นเหียนรุนแรงถึงเพียงนี้? พวกเ้าล้างเืที่มือออกหมดแล้วจริงรึ?หรือเพียงแค่ซ่อนมันไว้ใต้แขนเสื้อไหมราคาแพง?” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนทำให้บรรยากาศรอบกายคล้ายจะหยุดหมุน
“เ้าพูดบ้าอะไร!อย่ามาพล่ามวาจาไร้สาระที่หน้าสำนักเรา ไสหัวไปเสียเดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่ากระบี่บรรพตม่วงไม่เกรงใจคนจร!”ศิษย์หัวหน้าเวรตวาดลั่นพลางก้าวเข้ามาคุกคามด้วยท่าทางข่มขวัญหวังจะใช้บารมีของสำนักกดดันผู้มาเยือนให้ถอยไป
ฟางหานขยับมุมปากหลังหน้ากากศิลาเพียงนิดเป็รอยยิ้มที่ชวนให้คนมองรู้สึกเหมือนเท้าข้างหนึ่งได้ก้าวลงสู่หลุมศพ
"ความเกรงใจมีไว้สำหรับมนุษย์ที่ยังมีสัจจะและคุณธรรม...ทว่าสำหรับสุนัขเฝ้าบ้านที่เคยรุมแทะกระดูกของคนที่ไร้ทางสู้เฉกเช่นเดรัจฉานข้ามีความตายมามอบให้เป็ของขวัญแทนคำทักทายที่พวกเ้าโหยหามานานนักหนา"
“เ้า...!” ศิษย์เฝ้าประตูคนหนึ่งชะงักไปราวกับถูกสาปเมื่อเขาััได้ถึงไอเย็นจัดมหาศาลที่พุ่งออกมาจากร่างของคนตรงหน้ารังสีฆ่าฟันนั้นรุนแรงจนหิมะรอบตัวคนผมขาวกลายเป็สีดำคล้ำดั่งหมึกที่หยดลงในโถแก้ว
“หรือว่าเ้าคือคนของพรรคมารที่้ามาป่วนงานฉลองสืบทอดสำนัก!”
"นรกมิแบ่งพรรคความตายมิแบ่งฝ่าย..." ฟางหานเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำบาดลึก
"เมื่อกระบี่ขยับิญญาย่อมดับสูญ เมื่อคนบาปยังมีชีวิตลอยนวลนรกย่อมมิอาจสงบสุขได้ชั่วนิรันดร์"
มิทันที่พวกมันจะตั้งกระบวนท่ากระบี่ม่วงที่ภาคภูมิใจฟางหานก็ขยับกาย! ท่วงท่าของเขามิได้รวดเร็วดั่งสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงทว่ามันกลับลึกลับ เลือนราง และพลิ้วไหวดุจหมอกควันสีดำที่พัดผ่านกองซากศพในป่าช้าเขาพุ่งกายผ่านร่างศิษย์ทั้งสองไปอย่างแ่เบาราวกับใบไม้ปลิวตามแรงลมฤดูหนาว
ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของไอเย็นที่จับขั้วหัวใจฉับ! ฉับ! เสียงใยปราณสีม่วงดำจากเคล็ดวิชา “หนอนไหมกระชากิญญา”ตัดผ่านอากาศดังกังวานขึ้นเพียงหนึ่งวินาที มันละเอียดอ่อนจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นแต่กลับทรงพลังพอจะตัดเหล็กกล้าให้เป็ผง
ศิษย์ทั้งสองคนหยุดนิ่งอยู่กับที่ประหนึ่งถูกสาปเป็ศิลาไร้ชีวิตกระบี่เหล็กกล้าชั้นเลิศในมือของพวกมันขาดสะบั้นลงเป็สองท่อนพร้อม ๆกันอย่างไร้สาเหตุ ฟางหานมิได้ปลิดชีพพวกมันในทันทีทว่าเขาเลือกที่จะใช้ใยปราณตัดเส้นชีพจรและเอ็นสำคัญอย่างแม่นยำที่สุดเพื่อให้พวกมันต้องรับรู้ถึงรสชาติของการเป็ "ขยะ"ที่ไร้ค่าและเคลื่อนไหวไม่ได้ไปชั่วชีวิต เช่นเดียวกับที่มันเคยกระทำต่อผู้อ่อนแอความตายนั้นง่ายเกินไปสำหรับคนเยี่ยงนี้การอยู่รอดในสภาพที่ไร้กำลังสิคือการตกนรกของจริง
“อ๊ากกกกกกกก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเ็ปดังก้องทำลายความเงียบสงัดของขุนเขาจื่อซานจนนกกาแตกตื่นศิษย์ที่เหลืออีกสองคนซึ่งซุ่มอยู่ในเงามืดเห็นดังนั้นก็หน้าซีดสั่นระริกไม่ต่างจากเห็นปีศาจลนลานวิ่งเข้าไปด้านในหวังจะลั่นระฆังเตือนภัยแขนขาของพวกเขาอ่อนแรงจนแทบจะคลานไปกับพื้นศิลา
ฟางหานไม่ได้เร่งรีบติดตามเขาเดินผ่านซากความเ็ปเ่าั้ไปอย่างแช่มช้าและสง่างามทิ้งรอยเท้าที่เป็เกล็ดน้ำแข็งสีม่วงดำไว้บนพื้นหินอ่อนขาวสะอาดประหนึ่งตราประทับมรณะที่ไม่มีวันลบเลือน
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตชั้นกลางของสำนักรังสีสังหารของฟางหานก็ทวีความรุนแรงขึ้นราวกับพายุหิมะที่กำลังก่อตัวเขาจดจำทุกตารางนิ้วของสถานที่แห่งนี้ได้ดี... สถานที่ที่เขาเคยถูกรุมประณามถูกถ่มน้ำลายใส่ และถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็ธรรมจากคนที่เขาเคยเรียกว่าพี่น้องบัดนี้เขากลับมาในฐานะผู้พิพากษาจากนรกผู้ถือบัญชีแค้นไว้ในมือเขามุ่งหน้าตรงไปยังหอระฆังใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางลานประลองจื่อเตี้ยน
ฟางหานใช้นิ้วมือที่ซีดขาวปานหิมะดีดเส้นใยปราณที่แฝงไปด้วยพลังถล่มขุนเขาเข้าใส่ระฆังทองเหลืองหนักนับพันชั่งที่แขวนอยู่เบื้องบนอย่างรุนแรงพลังปราณพุ่งเข้าปะทะจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงระฆังดังสนั่นสะท้อนเลื่อนลั่นกึกก้องไปทั่วทั้งแปดทิศของขุนเขาบรรพตม่วงเป็สัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดที่มิได้ถูกใช้งานมานานนับศตวรรษ เสียงระฆังนี้อุปมาเหมือนเสียงเรียกของพระยายมราชที่เรียกหาคนบาปให้มารวมตัวกันรับการพิพากษาคลื่นเสียงนั้นรุนแรงจนศิษย์สายนอกบางคนที่อยู่ใกล้ถึงกับเืซิบออกหู
ศิษย์นับร้อยและาุโหลายคนต่างพุ่งกายออกมาด้วยความตื่นตระหนกขีดสุดท่ามกลางแสงไฟคบเพลิงที่สว่างไสวพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าฟางหานยืนตระหง่านอยู่บนยอดหลังคาหอระฆังที่สูงที่สุดตัวตนของเขาสูงส่งและอ้างว้างประหนึ่งเทพอาถรรพ์ที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์
ผมสีขาวปลิวไสวดั่งธงรบแห่งความตายรังสีอำมหิตสีม่วงดำแผ่ซ่านออกจากร่างจนปกคลุมยอดหอระฆังราวกับเมฆหมอกอัปมงคลบดบังดวงดาวบนท้องฟ้าจนมืดมิด
“ใครกันที่บังอาจมารบกวนความสงบในยามราตรีของสำนักบรรพตม่วง!หรือมันผู้นั้นอยากกลายเป็ปุ๋ยให้แก่ต้นไม้บนเขานี้!”
เสียงอันทรงพลังและโอหังดังก้องมาจากกลางลานร่างในชุดคลุมสีม่วงประดับดิ้นทองอร่ามทะยานลงมาประหนึ่งพญาอินทรีที่หมายมั่นจะปลิดชีวิตเหยื่อ
ฉู่เทียนศัตรูคู่อาฆาตปรากฏตัวขึ้นแล้วแววตาของมันยังคงเต็มไปด้วยความมั่นใจในอำนาจวาสนาที่มันกลืนกินมาจากความตายของพี่น้องใบหน้าของมันยังคงดูภูมิฐานทว่าซ่อนความเน่าเฟะไว้ข้างในทว่าในส่วนลึกของดวงตากลับมีความหวาดระแวงที่มิอาจปิดบัง เมื่อเห็นเงาร่างลึกลับบนหลังคาที่แผ่ไอสังหารที่มันไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต
ฟางหานจ้องมองฉู่เทียนจากที่สูงเพลิงแค้นในอกปะทุขึ้นจนปราณหยินรอบกายกลายเป็หมอกดำสนิทที่เย็นะเืแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วลานประลองเสมือนจะแช่แข็งทุกดวงิญญาให้หยุดนิ่ง แม้แต่เปลวไฟในคบเพลิงยังหรี่แสงลงและกลายเป็สีม่วงหม่นตามอำนาจปราณของเขา
"ฉู่เทียน...สามปีในขุมนรกหมื่นศพที่เ้าส่งข้าไปนอนรอความตายนั้นช่างยาวนานและทรมานเหลือเกินทุกค่ำคืนข้าต้องกลืนกินความเ็ปแทนข้าวปลาแต่การได้เห็นหน้าเ้าที่ยังคงเสวยสุข ลอยนวลอยู่บนกองกระดูกและหยาดน้ำตาของคนอื่นในคืนนี้กลับทำให้นรกที่ข้าผ่านมา ดูเป็เพียงอุทยานดอกไม้ที่งดงามไปเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับความโสมมในใจเ้า"
“เ้าเป็ใคร!หน้ากากศิลาผมขาว...ข้าจำไม่ได้ว่าเคยมีหนี้เืกับตัวประหลาดอัปลักษณ์เช่นเ้า!”
ฉู่เทียนคำรามลั่นพลางชักกระบี่ม่วงพิฆาตออกมาสมกับที่มันขโมยคัมภีร์ม่วงนิรันดร์ไปสถาปนาตนเองเป็ยอดคนพลังปราณสีม่วงของมันส่องสว่างข่มขวัญศิษย์รอบข้าง ทว่าเมื่อปะทะกับไอสังหารของฟางหานแสงสีม่วงนั้นกลับดูหม่นหมองลงอย่างน่าอัศจรรย์ประหนึ่งหิ่งห้อยที่พยายามแข่งแสงกับดวงจันทร์สีเื
ฟางหานหัวเราะออกมาอย่างแหบพร่าและวังเวงเสียงหัวเราะที่ไร้อารมณ์นั้นทำให้ผู้ที่ได้ยินถึงกับตัวสั่นงันงกราวกับเป็เสียงของิญญานับพันที่กรีดร้องพร้อมกัน
"เ้าจำไม่ได้เพราะในสายตาที่มืดบอดด้วยอำนาจของเ้าคนที่อ่อนแอกว่าและซื่อสัตย์กว่าก็เป็เพียงฝุ่นธุลีที่เ้าเหยียบย่ำทิ้งไปโดยไม่ใยดีหลังใช้งานเสร็จ...แต่จงจำไว้ ฉู่เทียนหนี้เืที่เ้าเขียนไว้ด้วยน้ำมืออันโสมมของเ้าเองในป่าไผ่วันนั้นวันนี้ข้าจะใช้เืสด ๆ จากลำคอของเ้ามาล้างกระดานแค้นทิ้งเสียให้สิ้น!"
เขาวาดมือคีบวัตถุชิ้นหนึ่งแล้วสะบัดลงไปปักที่กึ่งกลางลานประลองเบื้องหน้าฉู่เทียนวัตถุนั้นปักลึกลงบนศิลาแข็งนับนิ้วจนพื้นหินแตกร้าวเป็ใยแมงมุมลมปะทะจากการสะบัดมือนั้นแรงพอจะทำให้คนรอบข้างต้องยกมือขึ้นบังหน้า
มันคือเศษผ้าชุดศิษย์สายนอกที่ขาดวิ่น และ กิ่งไผ่สีเขียวหม่นที่เหี่ยวแห้งจากป่าไผ่ในวันแห่งความอัปยศนั้
นวัตถุที่ดูไร้ค่านั้นกลับแฝงรังสีฆ่าฟันที่รุนแรงจนฉู่เทียนต้องผงะถอยหลังไปสามก้าวใบหน้าของมันเริ่มเปลี่ยนสีจากความโกรธกลายเป็ความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
ฉู่เทียนจ้องมองวัตถุนั้นอย่างไม่วางตาแววตาของมันสั่นไหวชั่ววูบด้วยความใและหวาดระแวงอย่างขีดสุดขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลังเมื่อความจริงที่พยายามฝังกลบกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาประจันหน้าความทรงจำในวันที่มันลงมืออย่างอำมหิตไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำหลาก
“กิ่งไผ่...หรือว่าเ้าคือ... เป็ไปไม่ได้! เ้าเด็กเศษสวะนั่นตายไปแล้ว!ข้าซัดฝ่ามือม่วงทะลวงสรวงใส่กลางอกมันและเห็นร่างมันตกลงไปในเหวหมื่นศพกับตาตัวเอง!”
เสียงของมันสั่นพร่าความมั่นใจที่เคยมีเริ่มพังทลายลงต่อหน้าเงาแค้นจากอดีตที่มันคิดว่ากำจัดทิ้งไปแล้วชั่วนิรันดร์
*********************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร