สะบั้นมารสังหารเทพ (杀死魔鬼和神)

    ตอนที่ 45 นาวาเหนือกาล

    ตอนที่ 45

    นาวาเหนือกาล

             

               นาวาเหนือกาลลำมหึมา ส่วนโผล่พ้นดินขึ้นมาแท้จริง เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น แต่พอดีส่วนนั้น ปรากฏเป็นประตูทางเข้าเส้นทางเชื่อมต่อไปยังภายในนาวาวิเศษลำนี้ แถมเหลี่ยมมุมที่จมลึกเป็นทิศทางทแยงเฉียงลง มิได้ตกตั้งฉาก ความชันจึงไม่มากมายนักทำให้สามารถเดินสำรวจได้โดยไม่ลำบาก

     

            หยางอี้เมื่อเข้ามาแล้วก็เดินสำรวจทุกย่างก้าวเชื่องช้า ด้วยความระแวดระวังตลอดทางเดินทางทอดยาวร่วมครึ่งหลี่ หยางอี้พบเจอค่ายกลกับดักอัดแน่นแทบจะเต็มทุกพื้นที่ ทั้งที่ถูกเปิดใช้งานแล้ว และยังไม่ถูกใช้งานแต่ทั้งหมดล้วนเสื่อมสภาพไปตามกาล

             

            สุดท้ายเดินมาจนสุดปลายค่อยพบกับกำแพงศิลา ที่ด้านหน้าปรากฏร่องหลุมทรงกลมจำนวนห้าจุดส่วนที่ใจกลางเป็นรอยสลักแปลกตา ซึ่งเขียนกำกับเอาไว้ด้วยตัวหนังสือที่หยางอี้ไม่เข้าใจ สุดท้ายหยางอี้คิดทดสอบ ลงมือผลักกำแพงให้เปิดออกด้วยพละกำลังแต่ออกแรงจนหน้ามืด ก็ยังมิเกิดผลใด ๆ ตามมา

             

               ...ดูท่าฝีมือของเราตอนนี้ คงไม่อาจผ่านกำแพงศิลานี้เข้าไปได้เช่นนั้นคงต้องย้อนกลับไปสำรวจทางเดินที่ผ่านมา ให้ละเอีดยรอบคอบอีกครั้งจึงค่อยเรียกเป่าซิงออกมา สอบถามถึงวิธีการกลับขึ้นไปด้านบน

               หยางอี้คิดพลาง มองย้อนกลับไปยังทางตรงยาว ที่เพิ่งเดินผ่านมาใจหนึ่ง อยากละทิ้งออกไปสำรวจที่สมรภูมิด้านนอกมากกว่าด้วยยังมีความคิดว่าอาจพบสมบัติล้ำค่าสักชิ้นแต่ด้วยรับปากกับเป่าซิงว่าตนจะลงมือสำรวจนาวาลำนี้อย่างสุดความสามารถเมื่อนั้นจึงตัดสินตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครา หากว่ายังไม่พบสิ่งใดอีก จะได้เรียกเป่าซิงออกมาบอกกล่าว ก่อนจะละทิ้งสถานที่ออกไปตามล่าสมบัติที่ภายนอกแทน

             

               เมื่อคิดจะตรวจอย่างละเอียด หยางอี้ก็ใช้มือไล่สัมผัสไปทั่วบ้างกดโดนปุ่มกลไกกับดัก ค่อยปรากฏเสียง...คลิ๊ก ! เบา ๆ แต่กลับไม่เกิดสิ่งใดตามมาการสำรวจเช่นนี้กินเวลายาวนานร่วมสองชั่วยามผ่านพ้น จนกระทั่งใกล้ถึงปากทางออกเสียงดังของค่ายกลกับดัก ยังคงปรากฏลั่นขึ้นเช่นเดียวกับก่อนหน้า เพียงแต่ครั้งนี้กลับดังยาวนานกว่าปกติ เพราะหลังเสียง...คลิ๊ก ! กลับปรากฏเสียง...ครืน ! คล้ายวัตถุเปิดเลื่อน แต่เพราะมัวแต่หันสำรวจรอบด้านใกล้ตัวจนลืมมองไปว่าประตูทางเข้าที่เปิดกว้าง บัดนี้กลับปรากฏแผ่นศิลาลักษณะคล้ายคลึงกับกำแพงด้านในกำลังเลื่อนไวปิดทับลงมา เมื่อรับรู้เกิดตื่นตกใจรีบวิ่งทะยานกลับไปยังทางออก แต่แล้วกับดักที่เสมือนเศษซากก่อนหน้ากลับฟื้นคืนกาลเวลาดั้งเดิม กลายเป็นทำหน้าที่ของมันเช่นปกติส่งผลให้ก้าวแรกของหยางอี้ซึ่งฝ่าเท้าสัมผัสพื้นพอดีตกลงบนกับดัก สองฟากฝั่งกำแพงปลดปล่อนคลื่นตัดเฉือนไร้สภาพพริบตาพุ่งผ่านข้อเท้าขาวทั้งสองข้างของหยางอี้ไปโดยมิรู้ตัว กลายเป็นสองเท้าขาดวิ่นหลุดออกเมื่อไร้สองเท้าหยัดยืน ร่างที่เสียหลักค่อยคะมำล้มลงไปด้านหน้า หยางอี้เจ็บปวดส่งเสียงร้องออกมาจนลั่น แต่ด้วยสติแน่วแน่เหนือผู้คนพริบตาแม้อาการเจ็บยังมิจาง แต่สมองสั่งการไว บังคับเหยียดสองแขนยืดออกออกพร้อมฝ่ามือที่แบแนบปะทะพื้น ยันเข้าพลางออกแรงดีดส่งได้ทัน ก่อนที่ใบหน้าจิ้มลงแรงผลักที่พยายามยันร่างขึ้นจนสุดรั้ง ด้วยหวังดีดตัวพลิกหงายให้ลอยข้ามพ้นเขตวางกับดักซึ่งตนจดจำออกเป็นพอ ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นค่อยตัดสินใจเรียกเป่าซิงออกมา ช่วยกันคิดหาทางรอดกลับออกไป

     

               ...ความคิดมิมีผิดถูก ด้วยทุกสิ่งเกิดรวดเร็วยิ่ง

     

               แม้หลุดรอดความตายจากกับดักแรกมาได้ แต่กับดักภายในนาวาลำนี้ล้วนอัดแน่นทุกพื้นที่ สองแขนเพียงยันลงแตะกระทบพื้น เพิ่งจะออกแรงผลักส่งร่างยกลอยขึ้น กลับปรากฏกรงจักรหั่นเฉือน พุ่งออกจากสองฟากกำแพง เคลื่อนผ่านข้อมือทั้งสองของหยางอี้จนหลุดขาดเช่นเดียวกับข้อเท้า เมื่อนั้นไม่อาจทำอย่างไรอีก ได้แต่ตัดสินใจเสี่ยงดูเรียกศิลาวิเศษที่เป่าซิงมอบให้ออกมาที่ด้านหน้าหวังใช้ใบหน้ากระแทกอัดลงไปให้แหลกป่นด้วยความหวังสุดท้ายว่าเป่าซิงจะหาทางช่วยเหลือตนเองได้ แต่สถานที่แห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยกับดักบัดซบทุกย่างก้าวยามนั้นไม่ทันที่ศีรษะจะตกกระแทกเข้ากับศิลาวิเศษ เพียงศิลาที่เรียกออกตกลงกระแทกพื้น พื้นนาวาด้านหน้า กลับกลายเป็นช่องว่างเปิดออกร่างของหยางอี้ที่พุ่งถลาปักลง กลายเป็นพุ่งหลาว ร่วงตกลงไปในหลุมดำมืด ไม่รู้ชะตากรรม

            .

            .

               หลังจากหนึ่งวันผ่านพ้น หยางอวี่ถงค่อยได้สติกลับคืนเรียกกองกำลังทั้งหมดกลับถึงเมืองน้ำใส คิดสะสางเรื่องราวภายในเป็นอันดับแรกยกทัพไปยังเขตชายป่า คิดกำราบกลุ่มกองกำลังผสมเมืองน้ำใส ที่ตนมั่นใจว่าแปรพักตร์ไปเข้ากับศัตรูแต่แล้วสองฝ่ายยังไม่ทันปะทะ รู้ความจริงว่าทั้งหมดว่าล้วนเป็นแผนการปลุกปั่นของศัตรู ที่แม้ไร้หลักฐานยืนยันชัดเจนแต่หยางอวี่ถงมั่นใจเต็มเปี่ยม ว่าทั้งหมดคือฝีมือของตระกูลหลิว

     

             แม้ไร้หลักฐาน แต่ด้วยกำลังโดยรวมฝั่งตน ยังมากกว่าฝั่งตรงข้ามติดที่ยังสงสัยว่าเหตุใดก่อนหน้า กองกำลังของตระกูลหลิวถึงได้ปรากฏนักรบเพิ่มเติมขึ้นมากมาย หากนับจำนวนสี่กองกำลังดูแล้วแทบจะเท่าเทียมกับกองกำลังของตน แต่เพียงค่ำคืนเดียว กองกำลังเหล่านั้นกลับสูญสลายไปราวกับไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาก่อน เพียงแต่จนใจยามนี้กลับไร้เงาของกุนซือคู่ใจ...จางหยวน ซึ่งหยางอวี่ถงมั่นใจว่า จางหยวนคงประสบเคราะห์ร้ายมากกว่าดี เป็นแน่

               หากนับรวมผลลัพธ์ทั้งหมด ด้วยจางหยวนกุนซือผู้ปราดเปลื่องยังสูญหายไม่รู้ชะตากรรมนักรบยอดฝีมือขบวนหนึ่งที่ติดตามก็ไร้ร่องรอยทั้งสิ้น อีกบ้านเรือนภายในตระกูลหยางเสียหายพังถล่ม บิดาบังเกิดเกล้าพลอย ตกตายอยู่ใต้ซากอย่างไม่รู้สาเหตุแต่ทุกสิ่งยังไม่มีน้ำหนักเท่ากับตนเอง ที่เกือบจะถูกรุมสังหารจนสิ้นชื่อ

     

            ยิ่งคิดถึงเรื่องราวมากเข้าหยางอวี่ถงยิ่งคับแค้นหนาหนัก สุดท้ายยินยอมเฉือนเนื้อส่วนแบ่งส่งคนนำสมบัติวิเศษล้ำค่า พร้อมเอกสารลายมือ ประทับตราผู้นำตระกูลหยางตัดแบ่งผลประโยชน์ในที่ดินบางส่วน ซึ่งแย่งชิงมาได้ก่อนหน้านำสาส์นลับเดินทางไกลพันหลี่ มุ่งหน้า...สำนักแม่น้ำใหญ่ ซึ่งลูกหลานของตระกูลหยางล้วนศึกษาเล่าเรียนวิชามาจากสถานที่แห่งนี้ ไม่เว้นแม้แต่ตนเอง และหยางเฉิงหวังใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคณาจารย์ของสำนักบางส่วน ติดสินบาทคาดสินบนเพื่อให้พวกมันออกหน้า นำกำลังยกมาช่วยเหลือตน ทวงความยุติธรรมและสำเร็จความแค้นที่คับแน่นอก

    .

    .

               วันที่หนึ่งภายหลังจากแผนการลอบสังหารล้มเหลวพอดีตรงกับช่วงเวลาที่หยางอี้ตกลงไปยังหลุมลึก แต่แรกคิดว่าต้องตายแน่แล้วแต่เมื่อหล่นลง ร่างที่ไร้มือเท้า กลับไม่ตกร่วงถึงก่นบ่อในทันที ด้วยภายในหลุมลึกล้วนอัดแน่นไปด้วยโครงกระดูกของผู้คน ที่หล่นลงก่อนหน้าแต่เพราะกาลเวลาเนิ่นนานผ่านพ้น ทำให้เมื่อหยางอี้หล่นลงไปปะทะ ณ จุดใดโครงกระดูกเหล่านั้นล้วนแตกสลายไปในพริบตา แต่ยังดีที่มันช่วยชะลอร่างอของเด็กน้อยมิให้ตกลงไปด้วยความไวเช่นในคราแรก

     

            เวลาผ่าน กว่าสิบลมหายใจร่างของหยางอี้ ก็ยังคงตกลงไปไม่ถึงก้นบ่อ แม้ความเจ็บปวดจากบาดแผลเวลานี้จะเกินขีดจำกัด ด้วยมันมากล้น จนกลายเป็นชาด้านอีกทั้งโลหิตก็หลั่งออกก็ยังไม่หยุดยั้ง หากปล่อยไว้ไม่ต้องอาศัยกับดักที่ก้นบ่อสังหาร หยางอี้ก็คงต้องตายเพราะเสียเลือดอยู่ดี

             

            เมื่อทุกหนทางมีแต่คำ...ตาย หยางอี้ไม่มีทางเลือกอื่นตัดสินใจอาศัยแรงปะทะกระดูกขาวที่กองอัดด้านล่าง ช่วยพยุงตัวค่อย ๆหมุนร่างให้หงายกลับ สุดท้ายผ่านไปสามสี่การปะทะ จึงค่อยหงายหน้าขึ้นบนได้สำเร็จหลังากนั้นค่อยตั้งสติมั่น เรียกศิลาวิเศษก้อนสุดท้ายออกมาพร้อมขยับเคลื่อนให้มันไหลเข้ามาในปาก ก่อนจะใช้ฟันขาวงับขบจนมั่นจึงค่อยออกแรงสุดรั้ง เกร็งคอกัดศิลาวิเศษ จนโลหิตสูบฉีดพุ่งทะลักดวงตาทั้งสองแดงฉาน กรอบ...เสียงฟันในปากบิ่นแหว่ง แต่สุดท้ายทั้งฟันและศิลาล้วนแตกร้าวไปพร้อมกัน

             

               เป่าซิงครานี้ไม่รั้งรอชักช้า เช่นก่อนหน้าด้วยตลอดเวลาล้วนจับตาดูการกระทำของหยางอี้จากภายใน “อดทนอีกนิดข้ารู้แล้วว่าทำไมข้าถึงได้เกิดความเชื่อมโยงกับสถานที่แห่งนี้”

            

              หยางอี้เวลานี้อ่อนล้าจนเกินไป ไม่อาจตอบคำ เพียงฝืนผงกคอเบารับรู้

    คล้ายกับเรื่องสะบั้นมารสังหารเทพ (杀死魔鬼和神) ที่คุณอ่าน