บทที่ 37 เข้าสู่อำเภออวิ๋นหลาย
เฮ่อจือหร่านก็รีบไปนำสมุนไพรที่เก็บมาเมื่อวานนี้ จากนั้นจุดไฟต้มยา
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ยาสมุนไพรก็ต้มเสร็จแล้ว
เหล่าเจ้าหน้าที่คิดจะเดินเข้ามารับยาด้วยตัวเอง แต่ถูกเฮ่อจือหร่านห้ามไว้
“เจ้าหน้าที่เผิงเป็นคนบอกเองว่า ให้ข้าเลือกรักษาคนที่ถูกใจได้”
โจวเหล่าปาได้ยินบทสนทนาของทั้งสองเมื่อครู่ เขาจึงรู้ว่าเป็นความต้องการของหัวหน้าจริง ๆ
“ได้ พวกเราจะช่วยเจ้ายกไป หากเจ้าบอกว่าจะให้ยากับผู้ใดก็ให้คนนั้น”
เฮ่อจือหร่านเดินนำหน้า กลุ่มแรกที่นางไปหาคือตระกูลฟาง
ฮูหยินฟางเห็นนางเดินมา ก็ราวกับเห็นดาวนำโชค
“สะใภ้เฮ่อ ข้าขอขอบคุณเจ้าแทนทุกคนในตระกูลแล้ว”
เฮ่อจือหร่านเพียงพยักหน้าให้นาง จากนั้นก็บอกให้เจ้าหน้าที่แจกจ่ายยา
ครั้งนี้ฟางฉวนโจวก็เป็นโรคลมแดด แต่อาการไม่ได้รุนแรงมาก แค่รู้สึกวิงเวียนศีรษะและคลื่นไส้เล็กน้อย
เฮ่อจือหร่านยื่นยาให้เขาหนึ่งชาม พร้อมกับกระซิบย้ำเตือน
“ท่านลุงฟาง คืนนี้อย่าลืมมาหาสามีข้า”
ฟางฉวนโจวถือชามยาไว้ “ได้ ข้าจะไปแน่นอน”
เฮ่อจือหร่านให้ยาแก่คนในตระกูลฟางอีกสองสามคน ก่อนจะเดินไปทางตระกูลหลี่กับตระกูลเหอ
คนตระกูลหลี่และตระกูลเหอ แม้จะมีความบาดหมางกับสกุลโม่ แต่ในเวลานี้ก็ไม่กล้าแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรออกมา
พวกเขายังรอยาช่วยชีวิตจากคนอื่นอยู่
เฮ่อจือหร่านกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อาการของคนเหล่านี้ไม่ได้รุนแรงมากนัก ซ้ำยังมีบางคนแกล้งนอนครวญครางอยู่ตรงนั้น
การที่ทำเช่นนี้ อาจเป็นเพราะไม่อยากเดินทางต่อ
นางไม่ได้เปิดโปงพวกเขา แต่เลือกรักษาคนชราและเด็กเล็กสองสามคน บอกให้เจ้าหน้าที่แจกยาไป
ส่วนคนอื่น ๆ นางเลือกจะเมินเฉย
ขณะกำลังจากไปพร้อมยาที่เหลืออยู่เล็กน้อย พลันได้ยินเสียงหลี่โหรวเอ๋อร์ด่าทออยู่ข้างหลัง
“เฮ่อจือหร่าน เจ้าเห็นคนใกล้ตายแล้วไม่ช่วย ช่างไร้มนุษยธรรมเสียจริง โม่จิ่วเยี่ยได้เจ้าเป็นภรรยา ก็เหมือนเขาโชคร้ายไปแปดชาติ”
สำหรับเฮ่อจือหร่านแล้ว ไม่มีคำว่าถูกด่าแล้วไม่ด่ากลับ
นางกำลังจะสาดคำพูดสวนกลับไป กลับได้ยินเสียงแส้ดังเพียะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของหลี่โหรวเอ๋อร์
จางชิงถนัดใช้แส้เป็นที่สุด เขาลงมือรวดเร็วและดุดัน
“หุบปากเสีย ข้าไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดนางไม่ยอมรักษาพวกเจ้า หากเป็นข้า ข้าก็คงไม่รักษาให้”
แส้เส้นนี้ฟาดลงบนแขนขวาและลำคอของหลี่โหรวเอ๋อร์
หลี่โหรวเอ๋อร์กุมคอ สายตาเต็มไปด้วยความตกใจ
“ท่านเจ้าหน้าที่ นี่มันไม่ยุติธรรมเลย เฮ่อจือหร่านไม่ให้ยาพวกเราดื่ม ท่านไม่เพียงไม่ตำหนินาง แต่ยังตีข้าที่พูดความจริงอีกหรือ”
จางชิงหัวเราะกับคำพูดของหลี่โหรวเอ๋อร์ พร้อมจะเฆี่ยนนางอย่างแรงอีกครั้ง
“เพียงข้าเห็นเจ้าแล้วไม่พอใจ จะตีเจ้าให้ตายก็ยังได้”
อนุจูเห็นหลี่โหรวเอ๋อร์กำลังยั่วโมโหเจ้าหน้าที่ จึงรีบดึงตัวนางไปด้านข้าง
“ท่านเจ้าหน้าที่ ลูกสาวข้าไม่รู้เรื่องรู้ราว ขอท่านไว้ชีวิตนางสักครั้ง!”
ระหว่างที่พูดอนุจูก็คำนับจางชิงไปหลายครั้งแล้ว
จางชิงเห็นดังนั้น ความกรุ่นโกรธก็เบาบางลงไปมาก
“ต่อไปจงระวังคำพูดให้ดี หากข้าได้ยินนางพูดจาเหลวไหลอีก จะไม่ใช่แค่การเฆี่ยนตีสองครั้ง”
แม้เมื่อครู่หลี่โหรวเอ๋อร์จะไม่พอใจเฮ่อจือหร่าน จนเอ่ยปากไม่สนใจอะไรต่อหน้าเจ้าหน้าที่
ตอนนี้สติเริ่มกลับมาแล้ว นางรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ
แต่ความเกลียดชังที่มีต่อเฮ่อจือหร่านก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
นางนั่งคุกเข่าอยู่ด้านหลังอนุจู สะอื้นเสียงเบาพลางวางแผนว่าควรทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายระหว่างถูกเนรเทศ
หลี่เหลียงมองบุตรสาวซึ่งมักรู้จักกาลเทศะที่สุดกลายเป็นแบบนี้ ก็รู้สึกปวดหัวยิ่งนัก
โชคดีที่อนุจูมีสติและรีบกล่าวขอโทษพวกเขาได้ทันเวลา
มิฉะนั้น ด้วยนิสัยของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ ไม่แน่ว่าระหว่างทางจะไม่หาเรื่องกับตระกูลหลี่ของพวกเขา
เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กับเฮ่อจือหร่านเดินจากไป หลี่เหลียงจ้องมองไปยังหลี่โหรวเอ๋อร์ด้วยสายตาดุดัน
“ครั้งนี้หากมีคนอื่นอยู่ด้วย เจ้าก็ทำตัวเป็นคนใบ้ไปเสีย”
“ท่านพ่อ...” หลี่โหรวเอ๋อร์มองหลี่เหลียงอย่างน้อยใจ นางยังอยากอธิบายอะไรต่อ แต่ถูกอีกฝ่ายห้ามปราบไว้
“ตอนนี้เจ้าหุบปากเสีย!”
หลี่โหรวเอ๋อร์เงียบลงทันที ซุกตัวซบอยู่ในอ้อมกอดของอนุจูสะอื้นไห้ต่อไป
เฮ่อจือหร่านมองน้ำยาที่เหลืออยู่ในหม้อเหล็ก ก่อนแจกจ่ายให้คนตระกูลฟางที่ไม่ได้เป็นโรคลมแดดทั้งหมด ซึ่งมันจะช่วยป้องกันได้
นางต้องการให้คนเหล่านี้เห็นว่า การเป็นศัตรูกับสกุลโม่นั้นไร้ประโยชน์เพียงใด
ยาที่เหลือ นางยอมให้คนที่มีแรงดื่ม มากกว่าจะมอบให้คนพวกนั้น
หลังกลับมาอยู่เกวียน เฮ่อจือหร่านจึงบอกเรื่องที่นางสังเกตเห็นขณะแจกจ่ายยาให้เผิงวั่งฟัง
“เจ้าหน้าที่เผิง ข้าตรวจดูคร่าว ๆ แล้ว ตระกูลฟางมีคนป่วยจริง ๆ สามคน ส่วนตระกูลเหอและตระกูลหลี่ ดูเหมือนจะมีคนป่วยไม่มากขนาดนั้น”
นางพูดเพียงเท่านี้ เพราะเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของเผิงวั่ง อีกฝ่ายต้องเข้าใจแน่นอน
เผิงวั่งเองก็เข้าใจดีอยู่แล้ว
คนพวกนั้นไม่ได้ป่วย แต่แกล้งทำเป็นป่วยต่างหาก
ด้วยความโมโห เขาจึงสั่งการให้เดินทางต่อ ใครกล้าเดินรั้งท้ายจะถูกเฆี่ยนทันที
ครั้งนี้ คนตระกูลเหอและตระกูลหลี่ไม่กล้าแกล้งป่วยอีก ถึงแม้จะไม่ได้กระฉับกระเฉงเหมือนมังกรมีชีวิต แต่นอกจากคนไม่กี่คนที่เป็นลมแดดจริง ๆ แล้ว การเดินทางก็ไม่มีปัญหา
หลังจากเดินทางไปกว่าสองชั่วยาม ขบวนเนรเทศก็เข้าสู่อำเภออวิ๋นหลายก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
ดูเหมือนบรรดาเจ้าหน้าที่จะคุ้นเคยกับที่นี่มาก หลังจากเข้าอำเภอมา พวกเขาก็ตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของอำเภอ
เมื่อทุกคนเห็นโรงเตี๊ยมก็ต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
มีเพียงเทพเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าการต้องค้างคืนกลางแจ้งในแถบชนบท พวกเขาผ่านพ้นมาได้อย่างไร
ทั้งความหนาวเย็นและชื้นแฉะ ซ้ำยังต้องระวังไม่ให้ถูกยุงและแมลงกัดตลอดเวลา
ตอนเช้า เนื้อตัวเต็มไปด้วยหยาดน้ำค้าง
วันนี้แตกต่างออกไปแล้ว หากมีโรงเตี๊ยมให้พัก พวกเขาจะได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งญาติ ๆ ที่เป็นโรคลมแดด แม้ว่าจะดื่มยาที่เฮ่อจือหร่านมอบให้และอาการดีขึ้นมากแล้ว แต่ร่างกายก็ยังอ่อนแออยู่บ้าง
หากได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เชื่อว่าคงจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
โจวเหล่าปาหันไปมองทุกคน
“ใครอยากได้ห้องพักสิบคน จ่ายหนึ่งตำลึง ห้องพักสองคน ห้าตำลึง หากไม่มีเงิน ก็ไปนอนที่เพิงในลานของโรงเตี๊ยม”
ได้ยินดังนั้น เฮ่อจือหร่านก็บ่นอุบอิบในใจ ราคาแบบนี้ชัดเจนแล้วว่าอีกฝ่ายคิดจะปล้นพวกนาง
แต่หลังจากคิดอย่างถี่ถ้วน นางก็เข้าใจได้ เจ้าหน้าที่พวกนี้ต่างหวังพึ่งการขูดรีดเพื่อให้มีเงินทองทั้งนั้น แล้วจะปล่อยโอกาสเช่นนี้ไปได้อย่างไร?
ส่วนคนอื่น ๆ อีกสองสามตระกูลก็ส่งเสียงถอนหายใจออกมา
“ท่านเจ้าหน้าที่ พวกเราไม่มีเงินจริง ๆ นะ!”
“ใช่แล้วท่านเจ้าหน้าที่ ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถอะ อย่าให้พวกเราต้องไปนอนข้างนอกเลย”
“ท่านเจ้าหน้าที่ช่วยเห็นใจพวกเราหน่อยเถอะ ขอให้พวกเรานอนในห้องพักยี่สิบคนก็ยังดี...”
โจวเหล่าปาไม่อดทนฟัง เขาโบกมือ
“พวกเจ้าอย่าพูดมากให้วุ่นวาย ใครมีเงินก็จ่ายมา หากไม่มีก็ไปนอนเพิงหญ้าอยู่ด้านนอก”
สะใภ้สามรีบหยิบเศษเงินเล็กน้อยออกจากอกเสื้อ เดินมาใกล้ ๆ ฮูหยินผู้เฒ่าและเฮ่อจือหร่าน
“ท่านแม่ น้องสะใภ้เก้า พวกเรามีสิบสองคน ข้าคิดว่าจะจ่ายห้องพักสิบคนหนึ่งห้องกับห้องพักสองคนหนึ่งห้อง พวกท่านคิดว่าอย่างไรดี”
ฮูหยินผู้เฒ่าพอใจกับการจัดการของลูกสะใภ้สามมาก
“อืม แบบนี้ก็ดีมาก ให้จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านอยู่ห้องพักสองคน ส่วนพวกเราที่เหลือจะอยู่ในห้องพักสิบคนด้วยกัน”