บทที่ 26
พวกเราเป็ถึงสหายสนิทรักใคร่กัน
“มาพบท่านอาจารย์เช่นกันหรือ?” เซียวอี้เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่เป็มิตร
ฉู่ซิวเอียงศีรษะมองไปยัง ‘ศิษย์รองจอมกะล่อน’ ดวงตาที่ยาวรีและประหลาดชวนขนลุก ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เพียงจ้องมองตาของอีกฝ่ายอย่างเงียบ ๆ
‘ดูเหมือนว่า ‘ศิษย์จอมกะล่อน’ ผู้นี้มีจิตสังหารต่อข้า’
สายตาเช่นนั้น ปีศาจฉู่อย่างเขาเห็นมาเยอะแล้ว
“ท่านอาจารย์กำลังต้อนรับศิษย์พี่เฉียวิ คงไม่ว่างพบหรอกหรอก ข้าว่ากลับไปเถอะ” เซียวอี้เฟิงหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน
“ศิษย์น้องรอง~” สีหน้าเยาะหยันของเซียวอี้เฟิงแข็งค้าง
เขากดเสียงต่ำ “ฉู่ซิว คงคิดว่าตัวเองเก่งกาจมากสินะ ที่ทำลายขีดจำกัดโบราณได้?”
“ต่อให้เ้าแข็งแกร่งแค่ไหน สุดท้ายก็เป็แค่ขอบเขตกงล้อสมุทร ส่วนข้าคือ ขอบเขตเสินทง สูงกว่าเกือบสี่ขั้นใหญ่”
“ในสายตาข้า เ้าก็แค่มดปลวกตัวเล็ก ๆ ที่บดขยี้ได้ในพริบตา แล้วกล้ามายืดอกใส่ข้าทำไม? มดปลวกอย่างเ้ายังจะมาทะนงตัวอวดเก่งอะไรนักหนา?”
“ศิษย์น้องรอง~” ฉู่ซิว ยังคงยิ้มอบอุ่นเหมือนไม่มีอะไรทำให้โกรธได้
“เ้า…”
เซียวอี้เฟิง ดวงตาแดงก่ำ คำรามเสียงต่ำ “เ้าอย่าได้เรียกข้าว่าศิษย์น้องรองอีกเลย ข้ากลัวว่าจะอดใจไม่ไหว ลงมือฆ่าเ้าเสียตอนนี้!”
“ศิษย์น้อง ‘รอง’ !” เซียวอี้เฟิงที่ได้ยินเช่นนั้นวางมือซ้ายไว้ที่ด้ามดาบบริเวณเอว ร่างกายของชายหนุ่มปล่อยจิตสังหารโถมเข้าใส่ฉู่ซิวอย่างไม่ปิดบัง
ในที่สุด เขาก็ข่มความรู้สึกอยากลงมือแล้วหัวเราะอย่างเ็าก่อนจะหลับตาลง หลีกเลี่ยงรอยยิ้มน่ารังเกียจของฉู่ซิว
“พวกเราเป็ถึงสหายสนิทรักใคร่กัน...ไม่จำเป็ต้องะโด่าทอกันขนาดนี้หรอก ใช่ไหม?” ฉู่ซิวทำหน้าสิ้นหวัง ยื่นมือตบไหล่ศิษย์ตรงหน้า
“เ้าต้องเชื่อนะ ว่าข้ารักพวกเ้า” ใบหน้าของเซียวอี้เฟิงกระตุกอย่างรุนแรงคลื่นปราณระลอกหนึ่งพุ่งออกมา ผลักปีศาจฉู่ออกไป
“หึๆ~” ฉู่ซิวไม่โกรธ ยิ้มหัวเราะปัดฝุ่นบนชุดคลุมลวกๆ ก้าวเดินไปที่ประตูหลักของตำหนักบนยอดเขา
เซียวอี้เฟิงคำรามเ็าหนึ่งที แต่ไม่ได้ขัดขวาง
ในใจหัวเราะอย่างเ็า
‘ท่านอาจารย์กำลังพูดคุยกับศิษย์พี่เฉียวิอยู่ ฉู่ซิว! ไอ้หมอนี่ช่างไม่รู้จักกาลเทศะ บุกรุกเข้าไปโดยไม่ได้รับเชิญ ต้องโดนท่านอาจารย์ดุแน่ ๆ แถมยังอาจถูกศิษย์พี่เฉียวิเกลียดอีกต่างหาก!’
เซียวอี้เฟิงยินดีที่จะได้เห็นสิ่งนี้
[เฮ่ๆ...นายท่าน ไหนว่าเป็มิตรสหายที่สนิทกันไง? เ้าหันหลังให้เขา แล้วก็วางยาพิษให้เขางั้นเหรอ? ช่างดำมืดสิ้นดี!]
ฉู่ซิวก้าวขึ้นบันไดหินนอกตำหนักทีละขั้น มุมปากยิ้มอ่อนโยน
“บังเอิญ่นี้ข้ากำลังทดลองยาพิษที่ทำให้อ่อนแรงทางเพศ พวกเราเป็มิตรสหายกันทั้งนั้น การช่วยข้าทำการทดลองคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
[เฮ่ๆ...]
[เจอเ้าไอ้หมอนี่ช่างน่าสงสารจริงๆ...]
ฉู่ซิว หันหลังกลับไปพบว่าเซียวอี้เฟิงกำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเ็า ทั้งสองสบตากัน
“เ้าดูสิ เขายิ้มอย่างมีความสุขมากเลย”
[เฮ่ๆ...แต่ไม่รู้ว่าพอเขายกหัวไม่ขึ้นแล้ว จะยังยิ้มออกอยู่หรือเปล่า ฮ่าๆๆ...]
“หรือบางที เขาอาจจะมีความสุขยิ่งกว่าเดิมก็ได้…” ตำราเล่นแร่แปรธาตุช่างลึกซึ้งจริงๆ ข้าศึกษามาหลายวัน แต่เพิ่งจะเรียนไปได้ถึง่ต้นเท่านั้น ยังมี ‘อักขระลับสิงจื่อ’ ที่ยากจะเข้าใจเป็บ้า
เมื่อเขากำลังคิดว่าจะหาของดีที่ไหน...เพื่อเอามาแลกคะแนนสะสม แต่จู่ๆก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างใครสองคน
“ท่านป้า ท่านต้องช่วยข้านะ”
“มิเช่นนั้นจะไม่ทันการณ์แล้ว”
“ท่านเป็อาจารย์ของฉู่ซิว เพียงท่านเอ่ยปากขอทรายเงินจากเขา เขาย่อมต้องมอบให้ท่านแน่นอน”
ภายในตำหนักใหญ่
บนบัลลังก์ดอกบัว เฉียวเิเตี๋ยสวมชุดขาวบริสุทธิ์ สวมหน้ากากสำริดสุนัขจิ้งจอก ท่าทางของนางราวกับยังมิได้ถูกปิดกั้นพลังใดใดทั้งนั้น ั์ตางดงามคู่นั้นมองหลานชายที่อยู่ด้านล่างด้วยความอ่อนใจ
“ิเอ๋อร์ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเ้า แต่ต่อให้ข้าเป็อาจารย์ของฉู่ซิวก็ไม่มีเหตุผลที่จะขอสิ่งของจากเขาลอย ๆ” เมื่อกล่าวจบ นางก็สังเกตเห็นการมาถึงของฉู่ซิวคิ้วงามขมวดเข้าหากันทันที ศิษย์ชั่วคนนี้ยิ่งนานวันยิ่งไม่เคารพกฎระเบียบมากขึ้นทุกที
‘ε=(′ο`*))) เห้อ !! แล้วข้าจะทำอะไรเขาได้เล่า?’
ขอเพียงเขาไม่ทำอย่างว่ากับข้า ก็ถือว่าเขา ‘กตัญญู’ พอแล้ว!
“ิเอ๋อร์ เ้า้าทรายเงินหรือ?” ฉู่ซิวก้าวเดินมาด้วยใบหน้างดงามดุจหยกที่ถูกสลักอย่างประณีต ท่าทางสง่างามผิดมนุษย์ธรรมดา รอยยิ้มบนใบหน้าอบอุ่นดุจสายลมในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อเฉียวิได้ยินดังนั้นจึงหันหน้ากลับมา เห็นว่าเป็เขาที่มา จึงแสดงสีหน้าประหลาดใจปนยินดีในทันที “ฉู่ซิว เ้ามาแล้ว”
“เ้าได้มอบทรายเงินให้ฉู่เซียวหรานไปหรือยัง?” เฉียวเิเตี๋ยได้สติ ั์ตางามเหลือบมองอย่างดุดัน จ้องฉู่ซิวเขม็ง
เ้าศิษย์ชั่วผู้นี้กล้าเรียกหลานนางว่าิเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?
ฉู่ซิวไม่สนใจสายตาเตือนของท่านอาจารย์ เขายิ้มแล้วส่ายหน้า “่นี้ข้าบำเพ็ญแบบปิดมาโดยตลอด ยังไม่ได้พบกับศิษย์น้องฉู่เซียวหรานเลย”
เฉียวิดีใจเป็ล้นพ้น เขาก้าวไปข้างหน้าคว้าไหล่ฉู่ซิวด้วยความตื่นเต้น “งั้น ทรายเงินยังอยู่ในมือเ้าหรือไม่?”
“อืม~” ฉู่ซิวพยักหน้า โบกมือครั้งหนึ่ง ทรายเงินที่มีแสงสลัวรายล้อมก็ปรากฏขึ้นในมือเขา
เฉียวิตาเป็ประกาย ยื่นมือไปคว้ามันมาทันที
ฉู่ซิวหลบตัวไปอีกทาง
“ของชิ้นนี้ข้าต้องลำบากแสนเข็ญไปเอามาจากทะเลอัคคีอนันตกาลไม่มีที่สิ้นสุด…”
“เฮ่อเฮ่อ ขอโทษๆ ข้าตื่นเต้นไปหน่อย” เฉียวิก็ได้สติ รู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทไป
ก็ไม่ใช่ความผิดที่เขาเสียมารยาท เขาแค่อยากได้ทรายเงินจากนั้นก็จะไปข่มขู่ฉู่เซียวหรานต่อ ในที่สุดก็จะทำให้หญิงผู้หยิ่งผยองนั้นคุกเข่าลงต่อหน้าเขา อ้อนวอนขอความเมตตา
พอนึกถึงภาพนั้นแล้ว เฉียวิก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งตัว...
“อย่างนี้นะ ฉู่ซิว…เ้าลองตั้งราคาดูสิ”
เฉียวิโบกมืออย่างหยิ่งผยอง ราวกับจะบ่งบอกว่า ‘ข้าคือเศรษฐีใหญ่’
ฉู่ซิวยิ้มและพยักหน้า “หินิญญา 1 ล้านเป็อย่างไร?”
“เอ่อ…” เฉียวิชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกประหลาดใจและสงสัย ไม่ใช่เพราะคิดว่าฉู่ซิวตั้งราคาสูงเกินไป แต่เป็เพราะต่ำเกินไปต่างหาก...
เขาคิดไว้ก่อนแล้วว่าจะโดนเรียกราคาแพงเป็กอบเป็กำ ไม่คิดเลยว่าฉู่ซิวจะใจดีขนาดนี้
“ฉู่ซิว... เ้านี่ช่างเป็คนดีจริงๆ” เฉียวิซาบซึ้งใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา
“ไม่เป็ไร ยังไรเ้าก็เป็หลานของอาจารย์ของข้านะิเอ๋อร์ และยัง... เอ่อ!” เขาดันเหลือบไปเห็นสายตาของเฉียวเิเตี๋ยที่เหมือนจะพ่นไฟออกมาซะก่อน
“พวกเราก็เป็เหมือนญาติสนิทกันอยู่แล้ว!”
“ใช่ พวกเราเป็ญาติสนิทกัน!” เฉียวิพยักหน้าหนักแน่น รู้สึกซาบซึ้งใจเป็อย่างยิ่ง
เขาหยิบถุงเก็บของที่มีหินิญญา 1 ล้านก้อนออกมาแลกเปลี่ยนกับฉู่ซิว
จากนั้นก็รับทรายเงินมาอย่างเคารพนบนอบ
“ท่านป้า ข้าขอตัวก่อน…” เขาบอกลาป้าของเขา
ในตอนนั้นเอง เขาก็เห็นว่าในมือของฉู่ซิวมีหินสีดำสนิทที่มีแสงวับแวมอีกก้อนหนึ่ง
เขาขยี้ตาแล้วหยิบก้อนของตัวเองออกมาดู จึงยืนยันได้ว่าฉู่ซิวมีทรายเงินอีกหนึ่งก้อน
“บ้าสิ้นดี! เ้ายังมีอีกหรือ?” เฉียวิแทบจะะโ
“...ิเอ๋อร์เ้ายัง้าอีกหรือไม่?” ฉู่ซิวยิ้มอย่างอ่อนโยน
บนบัลลังก์ดอกบัว เฉียงเิเตี๋ยเห็นรอยยิ้มดั่งแสงอาทิตย์บนใบหน้าของศิษย์ตนเอง ร่างงามสั่นเทา ริมฝีปากแดงเผยอออก อยากจะพูดว่า ิเอ๋อร์รีบหนีไปซะ! แต่นางกลับไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไร
“้า…” เฉียวิกัดฟันพยักหน้า เขาจำเป็ต้องผูกขาดสิ่งนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะไปข่มขู่ฉู่เซียวหรานได้อย่างไร?
อีกครั้งที่ทำการค้ากับฉู่ซิว ด้วยหินิญญานับล้าน
เฉียวิถอนหายใจ แต่ขณะที่กำลังจะลาไป ตาของชายหนุ่มก็เบิกกว้างอีกทันที ฉู่ซิวไอ้ของนี่ยังกล้าหยิบทรายเงินออกมาอีกก้อนโยนเล่นอยู่ตรงหน้าเขา!
“ฉู่ซิว เ้ากำลังเล่นกับข้าอยู่หรือ? เ้ามีอีกมากแค่ไหนกันแน่?” เฉียวิะเิอารมณ์ออกมา ถึงตอนนี้ ถ้ายังไม่เข้าใจว่าฉู่ซิวกำลังหลอกล่อเขาอยู่ก็ถือว่าโง่จริงๆ แล้ว
เฉียวเิเตี๋ยกุมหัว ในใจถอนหายใจยาว
ฉู่ซิวทำหน้าใ
“เ้าก็ไม่ได้บอกนี่ว่า เ้า้ามากแค่ไหน?”
'เอ่อ~' เฉียวิโมโหจนหน้าเปลี่ยนสี “เ้า…”
“เ้ายังมีอีกมากแค่ไหนกันแน่!!”
“เ้าบอกข้าั้แ่แรกสิ! ทำไมเ้าไม่บอกข้าั้แ่แรก…”
“แล้วทำไมเ้าไม่บอกข้าั้แ่แรกเล่า!!” ในชั่วขณะถัดมา ก็มีทรายเงินถึงสองร้อยก้อนกองเป็ูเาเล็ก ๆ ข้างเท้าของฉู่ซิว
“รวมกับก้อนที่อยู่ในมือข้า ทั้งหมด 202 ก้อน ข้าขอสาบานในนามของอาจารย์! ข้าไม่มีมากไปกว่านี้แล้ว จริง ๆ นะ” ฉู่ซิวทำหน้าจริงจัง
ทรายเงินมีประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือแก้พิษของอสูรและปีศาจ สองก้อนที่อยู่ในมือเขาก็ไม่มีประโยชน์อื่นอีกแล้ว แน่นอนว่าไม่อาจคุกคามฉู่เซียวหรานได้...
หากยังคิดจะผูกขาด ทรายเงินที่กองเป็ูเาเล็กๆ ข้างเท้าของฉู่ซิว
เฉียวิในทันใดนั้นก็สวมบทบาทของผู้เ็ป น้ำตาไหลออกมาจากหางตา... ในใจเต็มไปด้วยความไม่ยอมรับ... ไม่ยอมรับอย่างที่สุด!!
แต่จะทำอย่างไรได้ เขาเหลือหิญิญญาเพียงหนึ่งหมื่นกว่าก้อนเท่านั้น...
เฉียวเิเตี๋ยจึงคิดในใจว่า ‘ศิษย์คนนี้ ใจดำยิ่งกว่าถ่านหินเสียอีก!!’