ผมเดินฝ่าคนหนาแน่นในคลับเข้าไปหาเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่เพียงลำพัง และดูเหมือนว่าไอ้เตี๋ยวจะไม่สังเกตเห็นผมเลยด้วยซ้ำเพราะมันเอาแต่จิบแก้วแอลกอฮอล์ในมือ ไม่สนใจแม้กระทั่งผู้หญิงกลุ่มใหญ่โต๊ะข้างเคียงที่จับจ้องมันอยู่
“ไงมึง”
“ไง...รถติดรึเปล่าวะ โทษทีที่กูเรียกให้มึงต้องฝ่าฝนมาหา” ไอ้เตี๋ยวพูดด้วยน้ำเสียงเครียดขรึม ไม่เหมือนคนที่ผมรู้จักมาสามปีเลย
“เพื่อนรักของกูมีเื่จะปรึกษา ต่อให้รถติดแค่ไหนกูก็มา”
“เออ...ขอบใจนะมึง”
“แล้วนี่...มึงมาคนเดียวเหรอ กูคิดว่าจะนัดมาทั้งแก๊งซะอีก”
“อือ...กูมาคนเดียว...กูยังไม่ได้บอกอะไรใครทั้งนั้นแหละ แต่ตอนนี้กูคิดอะไรไม่ออกเลยว่ะฟ่า กูคิดว่ามึงน่าจะให้คำปรึกษาเื่นี้ได้ดีที่สุด”
“เื่มึงกับพี่หมอสินะ”
“มึง...รู้ได้ไงวะ” ไอ้เตี๋ยววางแก้วในมือและหันมามองผมอย่างงุนงงที่ผมตรัสรู้ได้ ก่อนที่มันจะเอ่ยหัวข้อเื่ออกมาด้วยซ้ำ
“ไม่ใช่แค่กูหรอก แต่ทั้งกลุ่มก็คงเห็นเหมือนกันว่าระหว่างมึงกับพี่หมอต้องมีวันนี้เข้าสักวัน...วันที่มึงต้องคิดเื่ความสัมพันธ์ระหว่างมึงกับพี่เขาซะที”
“มัน...ชัดขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
“มึงอาจจะไม่ชัดแต่สำหรับพี่หมอกูว่ามันชัดมานานแล้วละไอ้เตี๋ยว กูไม่รู้ว่ามึงมองไม่เห็นจริง ๆ หรือว่ามึงแค่พยายามไม่เห็นกันแน่”
ผมพูดตรง ๆ กับเพื่อนเป็ครั้งแรกเกี่ยวกับเื่นี้ เพราะผมไม่ชอบเข้าไปยุ่งเื่ส่วนตัวของเพื่อนไม่ว่าจะสนิทกันแค่ไหนก็ตาม นอกจากเพื่อนจะเอ่ยปากขอความเห็นด้วยตัวเองเหมือนที่ไอ้เตี๋ยว้าในตอนนี้
“กู...กูแค่คิดว่าพี่เขาไม่เหมือนเดิมแล้ว...พี่เขาหายไปตั้งนานนะไอ้ฟ่า แถมเื่ราวในวันนั้นมันก็ไม่ชัดเจนสำหรับกูด้วย”
“แล้วปัญหาของมึงตอนนี้คืออะไร ปัญหามันอยู่ที่พี่หมอเขายังไม่ชัดเจนเหมือนเดิม หรือว่าเขาชัดเจนเกินไป”
“มึงแอบเลี้ยงลูกกรอกไว้หรือไงวะ” ไอ้เตี๋ยวพยายามส่งยิ้มกวนตีนให้ผม แม้ดวงตาของมันจะไม่ยิ้มเหมือนเคย
“หึ ๆ กูก็แค่สังเกตเอาเท่านั้นเอง”
“เฮ้อ...ปัญหาที่มึงถามน่ะมันคือปัญหาเก่าว่ะ เพราะปัญหาตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่พี่ธิวแล้วแหละ...แต่มันอยู่ที่กูต่างหาก”
“อือ”
“ไอ้เชี่ย...ตอบสั้นไป...มึงไม่ถามว่าอะไรหรือทำไมหน่อยเหรอวะ”
ผมยิ้มกับคำด่าที่ไม่ได้จริงจังนักของมัน
“มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบถามอะไรมาก แต่การที่กูมานั่งอยู่ตรงนี้ก็เพราะกูพร้อมที่จะฟังมึงหมดทุกเื่นั่นแหละ”
“มึงแสนดีขนาดนี้ทำไมกูไม่เห็นตกหลุมรักมึงเลยวะ ทำไมกูถึงรักมึงแค่เพื่อนเท่านั้นเองทั้งที่มึงก็ดีกับกูจะตาย”
“มึงก็เป็เพื่อนที่ดีสำหรับกูมากเหมือนกัน แต่กูก็รักมึงได้แค่เพื่อนเหมือนกัน และเหตุผลมันก็ง่าย ๆ นั่นแหละ เพราะเราไม่ได้รักใครสักคนแค่เพราะความดี แต่เรารักใครก็ได้ถ้าหัวใจมันอยากจะรัก...แม้ว่าคนนั้นจะทำให้เราเ็ปหรือเสียใจก็ตาม”
“ถ้าต้องเ็ป...มันจะใช่ความรักเหรอวะ”
“ถ้าไม่ใช่รัก มึงก็ไม่เ็ปหรอก”
“แล้วถ้ากู...เ็ปก่อนที่จะรู้ว่ามันคือความรักหรือเปล่าล่ะ...กูต้องทำยังไงวะ”
“กูว่ามึงไม่จำเป็ต้องถามคนอื่นหรอกว่าสิ่งที่มึงรู้สึกอยู่มันคือความรักหรือเปล่า เพราะเอาเข้าจริง...เวลามึงมีความรัก มึงก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามึงจะยอมรับความรู้สึกของตัวเองหรือเปล่าเท่านั้นเอง”
“...”
ความเงียบของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทำให้ผมแน่ใจว่ามันรู้คำตอบแล้วแต่มันคงกำลังไม่แน่ใจและสับสน เพราะคนที่มันเกิดมีความรู้สึกด้วยไม่ใช่คนที่ควรจะปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเลย
“หาความชัดเจนให้หัวใจของมึงด้วยตัวเอง มันจะชัดเจนกว่าฟังจากคนอื่นนะ อย่ากลัวที่จะพิสูจน์ความรู้สึกของตัวเองเพียงเพราะกรอบที่คนอื่นวาดไว้ เพราะสุดท้ายแล้วมึงเองนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบหัวใจของตัวเองไม่ใช่คนอื่น”
“มึง...รู้สึกแย่บ้างหรือเปล่าวะ ที่มีความรู้สึกแบบนั้น...กับผู้ชาย” ไอ้เตี๋ยวถามออกมาตรง ๆ แบบที่ผมก็เต็มใจจะตอบตรง ๆ ด้วยเช่นกัน
“ครั้งแรกที่กูรู้สึกดีกับผู้ชายกูก็สับสนนะ...แต่ไม่ได้รู้สึกแย่ที่มันเกิดขึ้นหรอก แม้ว่ากูจะต้องถูกจัดไว้ในเพศสภาพที่เขาเรียกกูว่า ‘เกย์’ ก็ตามเพราะมันทำให้กูได้รู้จักตัวเอง ซึ่งมันดีกว่าการที่กูจะหลอกตัวเองต่อไปและสุดท้ายก็จะมีคนอื่นเ็ปไปด้วย”
“มึงยอมรับว่าตัวเองเป็อะไรได้ง่าย เพราะว่ามึงรู้ตัวว่ามึงชอบผู้ชายมากกว่าผู้หญิงสินะ แต่กูก็แน่ใจว่ากูชอบผู้หญิงและกูไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยไอ้ฟ่า แต่ทำไม...กูถึง...”
“มึงถึงชอบพี่ธิวน่ะเหรอ”
“กู...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากูชอบ...หรือกูไม่ชอบกันแน่”
ไอ้เตี๋ยวยกแก้วในมือขึ้นดื่มอีกครั้ง สีหน้าของมันแสดงออกชัดเจนว่าหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้จริง ๆ
“เมื่อคืนก่อน...พี่ธิวบอกชอบกู...ไม่ใช่สิ...สารภาพรักกับกูแบบที่ชัดเจนจนกูควรจะปฏิเสธแต่กูกลับพูดไม่ออก กูปฏิเสธไม่ได้แต่ก็ยอมรับไม่ได้เหมือนกัน กูไม่รู้ว่ากูต้องทำยังไงต่อ กูควรเดินออกมาจากชีวิตพี่ธิวหรือว่าควรจะปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปดีวะ”
“ก็ขึ้นอยู่กับว่ามึงยังอยากมีพี่ธิวอยู่ในชีวิตหรือเปล่าไง”
“กู...รู้แค่ว่า...กูไม่อยากเสียพี่ธิวไปอีกแล้วว่ะ แต่กูไม่รู้ว่ามันเป็เพราะกูเ็ปจากมินหรือเปล่า กูอาจจะแค่สับสนและเ็ปตอนที่พี่ธิวกลับเข้ามาในชีวิตก็แค่นั้น กูเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ แล้วพี่ธิวก็เป็ทุ่นที่ช่วยชีวิตไว้ไม่ให้จมดิ่งลงไปในสายน้ำแห่งความเ็ป เพราะงั้น...กูก็เลยกลัวว่าความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้น มันจะแค่ชั่วครั้งชั่วคราวและฉาบฉวยก็ได้”
“ความสัมพันธ์ของมึงกับมินก็ไม่ได้ฉาบฉวยไม่ใช่เหรอวะ แต่สุดท้ายมึงก็เ็ปเหมือนกัน...มึงดูผู้หญิงตรงโน้นก็ได้”
ผมพยักหน้าให้เตี๋ยวมองไปยังผู้หญิงหน้าตาดีที่พวกเราไม่รู้จักซึ่งเธอกำลังกินเหล้าอยู่กับผู้ชายกลุ่มใหญ่ เธอกระดกเหล้าเข้าปากอย่างสนุกสนานพลางชูมันขึ้นเมื่อซดทีเดียวจนหมดเกลี้ยง และผู้ชายหนึ่งในนั้นก็จัดการยัดแบงก์สีเทาไว้ที่เสื้อเกาะอกของเธอ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็จูบกันอย่างดูดดื่ม ไม่ได้แคร์สายตาของคนรอบข้างที่ส่งเสียงโห่ร้องแซวทั้งคู่เลย
“ทำไมวะ”
“มึงว่าความสัมพันธ์แบบนั้นมันจริงจังหรือฉาบฉวยวะ” คำถามของผมเป็เื่ง่ายดายเพราะดูก็รู้ว่าหญิงชายคู่นั้นก็แค่สานสัมพันธ์แบบรักสนุกเท่านั้นเอง
“คงฉาบฉวยแหละ”
“อือ...แล้วมึงว่ากูเป็พวกชอบความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวยแบบคู่นั้นหรือเปล่า”
“ไม่นะ...มึงจริงจังกับความรักจะตายห่า แถมมึงก็ไม่มั่วเซ็กซ์ด้วย”
“ถ้ากูคบใครสักคนอีกครั้งมันก็จะถูกเรียกว่าความรักใช่ไหม” ผมละสายตาจากคนกลุ่มนั้นและจ้องมองเพื่อนตัวเองอีกครั้ง
“อือ”
“แต่ก็ยังมีคนมองว่าความรักของกูเป็แค่เื่ฉาบฉวยอยู่ดี เพียงเพราะว่าคนที่กูรักเป็เพศเดียวกัน ที่กูจะบอกมึงก็คือ...ความฉาบฉวย ความไม่จริงจัง มันไม่ได้อยู่ที่เพศหรอกนะไอ้เตี๋ยว เพราะฉะนั้นมึงควรจะถามตัวเองให้ดีว่า ‘ความฉาบฉวย’ ที่มึงกลัว มันมาจากการที่กลัวว่าจะทำลายความสัมพันธ์ของมึงกับพี่ธิว หรือที่จริงแล้ว...มึงแค่กลัวเพราะสังคมที่ขีดความกลัวไว้ให้มึงเท่านั้นเอง”
“อือ...ขอบใจนะมึง...กูจะลองหาคำตอบให้ตัวเอง”
“อืม...มึงรู้ใช่ไหม ไม่ว่าคำตอบของมึงจะเป็ยังไง พวกกูก็ยังอยู่ตรงนี้นะ” ผมตบบ่าเพื่อนเบา ๆ เป็การยืนยันว่ามิตรภาพของพวกเรามันแน่นแฟ้นแค่ไหน ไม่ว่าใครจะเจอปัญหาอะไรก็ตามที
“กูรู้...กูดีใจจริง ๆ ที่มีมึงเป็เพื่อนไอ้ฟ่า...และกูก็ดีใจล่วงหน้ากับคนที่มึงจะรักอีกครั้งด้วย ไม่ว่าจะเป็ใครหรือเมื่อไร กูว่าคนคนนั้นคงโชคดีมาก เพราะมึงคงจะชัดเจนกับความรู้สึกของมึงที่มีต่อเขามากเลย”
“ก็ไม่แน่หรอก...” ผมยิ้มน้อย ๆ ตอบรับรอยยิ้มของเพื่อน แต่คำพูดของมันมีผลกระทบกับหัวใจของผมได้มากกว่าที่มันคิดเยอะเลยทีเดียว
พวกเรานั่งอยู่ข้างกันแบบนั้นอีกพักใหญ่โดยที่ไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก เพราะไอ้เตี๋ยวคงจมดิ่งลงสู่ความคิดของตัวเองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิง เช่นเดียวกันกับผมที่ได้ฉุกคิดอย่างจริงจังกับความรู้สึกของตัวเองที่มีให้ใครบางคน...
ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นั้แ่เมื่อไรไม่รู้แต่ผมแน่ใจว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แม้ว่าผมจะพยายามห้ามความรู้สึกเท่าไรก็ตามที คงต้องขอบคุณเื่ราวของไอ้เตี๋ยวที่ทำให้ผมได้คิดทบทวนเื่ราวของตัวเองเหมือนกัน...เพราะตอนนี้ผมก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพี่ธิวนั่นแหละ...การตกหลุมรักคนที่ไม่อาจจะเป็ไปได้ ผมไม่รู้ว่าพี่ธิวจะตัดสินใจทำยังไงต่อไป ส่วนผมก็คงต้องหาคำตอบให้ตัวเองเหมือนกัน
สองวันมานี้แก๊งของผมตกอยู่ในความวุ่นวายเป็พิเศษเพราะไอ้คนคูลอยู่ในโหมดเซื่องซึม สติหลุดเป็พัก ๆ โดยมีไอ้คิวคอยยุยงส่งเสริมให้มันเดินตามหัวใจ ส่วนพี่บิวก็สติแตกอยู่หลายหนเพราะไอ้น้องพิชญ์ที่ยังรุกคืบ ไม่สนใจน้ำหนักมือน้ำหนักตีนของพี่แก
การจีบมาเฟียขาโหดของไอ้เดือนคาสโนว่าทำให้ไอ้เตี๋ยวมีอารมณ์ร่วมขึ้นมาบ้าง จะมีก็แต่พี่บิวเท่านั้นแหละที่ทำท่าอยากจะทุ่มโต๊ะทิ้งเพราะไม่อยากให้ไอ้พิชญ์มาร่วมโต๊ะด้วย แต่พวกผมช่วยกันถือหางน้องมันจนพี่บิวอยากจะทุ่มพวกผมแทนโต๊ะแล้วละครับ
ด้วยเหตุนี้ผมก็เลยชิ่งหนีออกมาก่อนที่พี่แกจะของขึ้นจริง ๆ เพราะถึงแม้ว่าผมจะสนุกที่ได้เห็นพี่บิวไปไม่เป็เวลาที่โดนไอ้พิชญ์หยอด แต่ผมก็รู้ขีดจำกัดของพี่ผมดีว่าตอนไหนผมควรช่วยไอ้พิชญ์ตอนไหนที่ผมควรถอย ไม่งั้นผมคงได้เละเป็โจ๊กแทนไอ้พิชญ์แน่
“เฮ้ย! ยูฟ่า!”
ผมชะงักมือที่กำลังเปิดประตูรถเพราะเสียงเรียกจากด้านหลัง และเห็นว่าเป็แบงก์กับโจเพื่อนแก๊งนักกีฬาของสีฝุ่น
“ไง...” ผมโบกมือทักทายกับทั้งสองคนที่เดินเข้ามาหา
“หายหน้าไปเลยนะ” แบงก์ทักทายด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีเช่นเคย
“อืม...่นี้ยุ่ง ๆ ว่ะ”
“ไอ้ฝุ่นบอกพวกเราอยู่เหมือนกันว่าโทรชวนฟ่าไปดูแข่งเมื่อวานด้วยแต่ฟ่าไม่ว่าง เสียดายจริง ๆ ฟ่ายังไม่เคยเห็นพวกเราเล่นจริงใช่ไหม”
“อือ...เอาไว้ครั้งหน้าแล้วกัน เมื่อวานไม่ว่างจริง ๆ” ผมโกหกคำโตเพราะที่จริงแล้วผมเลี่ยงที่จะไปเจอสีฝุ่นต่างหาก
“เออ กูว่าให้ไอ้ฟ่าไปดูครั้งหน้าแหละดีแล้ว เมื่อวานไอ้เชี่ยฝุ่นฟอร์มตกไปหน่อย”
“นินทาเพื่อนเหรอไอ้เชี่ยโจ” แบงก์หันไปตบหัวโจฉาดใหญ่
“กูไม่ได้นินทาเว้ย กูพูดแม่งตรง ๆ เลย กูบอกแล้วว่าสักวันมันจะเป็แบบนี้เพราะแฟนมันนั่นแหละ”
“มันไม่ได้ฟอร์มตกแต่มันแค่ไม่สบายเว้ย”
“ฝุ่นไม่สบายเหรอ” ผมถามออกไปแบบอัตโนมัติทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับฝุ่นสักพัก
“อือ...มันไปตากฝนมาเมื่อวันก่อนก็เลยไข้กินน่ะสิ”
“ไม่ได้เต็มใจจะไปตากฝนหรอกนะ แต่เพราะว่าต้องไปง้อแฟนมันที่งอนเื่ไร้สาระต่างหาก!”
“ไอ้เชี่ยโจ...กูบอกกี่ทีแล้วว่ามึงอย่าอคติกับวีไปหน่อยเลย มึงก็ต้องเข้าใจนะว่าพวกมันคบกันมาตั้งห้าปี มันคบกันมาั้แ่มอห้า มึงจะไม่ให้วีเขาน้อยใจเลยมันก็ใช่เื่ พวกผู้หญิงให้ความสำคัญกับวันครบรอบจะตายห่า ขนาดแฟนเก่ากูยังชอบชวนทะเลาะเื่นี้เลย”
“ถ้ามึงเข้าใจจริง ๆ เขาคงไม่เป็แฟนเก่าของมึงหรอก และถึงกูจะเข้าใจแต่บ้าขนาดบังคับให้ไอ้ฝุ่นขี่รถตากฝนไปหาดึกดื่นแบบนั้นมันไม่มากไปเหรอวะ”
“เอาน่า...เราเป็เพื่อนนะเว้ย จะไปตัดสินใจอะไรแทนมันไม่ได้หรอก”
“งั้นให้คนกลางอย่างไอ้ฟ่าตัดสินเลย...ขอพูดแบบเพื่อนกันเลยนะฟ่าเดี๋ยวจะหาว่ากูไม่สุภาพ”
ผมยิ้มกับคำขออนุญาตของโจเพราะรู้ดีว่าพวกมันพยายามรักษามารยาทกับผม
“ตามสบาย...ยังไงก็เพื่อนกันอยู่แล้ว”
“เออ ๆ ขอบใจว่ะ กูขอระบายหน่อยเหอะ...มึงรู้ไหมฟ่าว่าไอ้เชี่ยฝุ่นมีซ้อมเกือบทุกวัน หลังจากนั้นก็ไปทำงานต่อ เวลาพักแทบจะไม่มีอยู่แล้วแต่แฟนมันยังมางี่เง่าเื่นี้อีก เมื่อวานพวกกูก็มีแข่งตอนเย็นแต่ไอ้ฝุ่นกลับมาตอนเช้า แถมเสือกฝืนลงแข่งแต่ฟอร์มก็ไม่ดีเท่าทุกที วันนี้ก็เลยไม่สบายตามระเบียบ ดื้อไม่ยอมไปหาหมออีกต่างหาก เฮ้อ! มึงเป็เพื่อนมันมึงจะไม่โกรธวีเลยหรือไงวะ” โจระบายให้ผมฟังแบบไม่มีกั๊ก สรรพนามที่ดูสนิทชิดเชื้อแบบไม่มีระยะห่างทำให้ผมได้แต่ตบบ่ามันเป็การปลอบให้ใจเย็นลง
“กูเข้าใจ...แต่ว่าในฐานะเพื่อนพวกเราคงเข้าไปยุ่งอะไรไม่ได้หรอก พวกมึงยังห่วงฝุ่นขนาดนี้ กูว่าวีก็คงห่วงมันไม่แพ้กันหรอก”
“แม่ง...มึงเติบโตมาในทุ่งลาเวนเดอร์กับไอ้เชี่ยแบงก์หรือไงไอ้ฟ่า พวกกูโทรไปบอกแฟนมันั้แ่เมื่อวานแล้ว แต่เขาบอกว่าไงรู้ไหม...‘เราไม่ว่าง ให้ฝุ่นไปหาหมอด้วยแล้วกันนะ’ แค่เนี่ย!” โจดัดเสียงให้เหมือนหญิงสาวจนผมหลุดยิ้มออกมา
“เขาก็คงติดเรียนมั้ง”
“เออ กูก็บอกพวกมันแล้วแต่ไอ้พวกนี้มันไม่เชื่อ มัวแต่มองแง่ร้ายอยู่นั่น”
“กูไม่ได้มองในแง่ร้ายโว้ย แต่มองในแง่ความเป็จริง ถ้าลองเป็วีป่วยดิ กูว่าไอ้เชี่ยฝุ่นคงทิ้งทุกอย่างแล้วไปหาแฟนมันในพริบตา”
“เออน่า...เขามาไม่ได้ก็ไม่เป็ไรหรอก ไอ้ฝุ่นมันถึกจะตายห่า ป่วยนิด ๆ หน่อย ๆ คงไม่เป็อะไรมากหรอก”
“แล้ว...วันนี้ฝุ่นมาเรียนหรือเปล่า” ผมอดเป็ห่วงไม่ได้อีกตามเคย
“นอนพักอยู่ที่หอ พวกกูมาซื้อข้าวต้มให้มันเนี่ย ถ้าไม่ซื้อไปให้ก็คงแดกมาม่าเหมือนเดิม”
“แล้วไม่มีเรียนตอนบ่ายกันเหรอ”
“มีดิ...แต่เดี๋ยวแวะเอาข้าวต้มไปให้ไอ้ฝุ่นก่อน” แบงก์ตอบพลางชูถุงข้าวต้มในมือให้ดู
“กูเอาไปให้เองก็ได้ เดี๋ยวพวกมึงจะเข้าเรียนสาย” ผมอาสาและยื่นมือไปรับถุงข้าวต้มของคนป่วย
“เอ้า...แล้วมึงไม่มีเรียนหรือไง” โจถามผม
“มี...แต่กูขับรถไปแป๊บเดียวก็ถึง กว่าพวกมึงจะนั่งรถรางไปกลับหอกับตึกเรียนก็สายพอดี”
“เฮ้ย...แต่พวกกูเกรงใจ” แบงก์ปฏิเสธและไม่ยอมยื่นถุงข้าวต้มให้ผม
“นั่นดิ เจอมึงทีไรก็รบกวนมึงตลอดเลย”
“รบกวนอะไร ฝุ่นมันช่วยกูไว้ตั้งเยอะ แค่นี้ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรเลย อีกอย่างนะพวกมึงก็เป็เพื่อนกูแล้ว ไม่ต้องเกรงใจหรือรักษามารยาทนักหรอก” ผมบอกทั้งสองคนให้สบายใจและเอื้อมมือไปจับถุงข้าวต้มในมือแบงก์
“เอางั้นเหรอวะ...”
“เออ เอาแบบนี้แหละ...เดี๋ยวกูจะยิ่งสายนะ”
“เออ ๆ ตามใจมึงแล้วกัน ขอบใจนะฟ่า”
“ขอบใจนะมึงที่คอยช่วยไอ้ฝุ่น แล้วก็ไม่ถือตัวกับพวกกูเลยเนี่ย”
“กูก็คนนะโจ กูไม่ได้เป็คุณชายอะไรอย่างที่พวกมึงคิดหรอก”
“ฮ่า ๆ เออ ๆ พวกกูก็เกร็งซะตั้งนาน งั้นต่อไปนี้ก็ไปหาพวกกูบ่อย ๆ แล้วกันจะได้พาไปเลี้ยงข้าวคืนสักที”
“ได้ดิ...ว่างเมื่อไรก็โทรมาบอกเลย กูไปก่อนนะเดี๋ยวฝุ่นจะหิว”
“เออ ขับรถดี ๆ มึง”
ผมโบกมือลาเพื่อนทั้งสองคน ก้าวกลับเข้ามาในรถพร้อมถุงข้าวต้มร้อน ๆ และมีเป้าหมายปลายทางใหม่ นั่นคือเส้นทางหลังมหาวิทยาลัยซึ่งเป็เขตหอพักนักกีฬา
.
.
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ผมใช้เวลาไม่กี่นาทีก็มายืนอยู่หน้าห้องที่คุ้นเคย แต่เคาะประตูมาเป็นาทีแล้วก็ยังไม่มีแม้แต่เสียงตอบรับจากคนข้างในห้องเลย
“ฝุ่น!” ผมตัดสินใจใช้เสียงช่วยอีกแรง เผื่อว่าฝุ่นมันอาจจะอยู่ในห้องน้ำและไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องก็ได้
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ความเงียบที่ทำให้ผมเริ่มเป็กังวลจึงตัดสินใจเปิดประตูห้องเข้าไปเลยทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต พอเดินเข้ามาก็เห็นเ้าของห้องนอนนิ่งอยู่บนเตียงโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีแขกมายืนอยู่ข้างเตียงแล้ว
“ฝุ่น...” ผมเอื้อมมือแตะตัวคนที่นอนหันหลังอยู่บนเตียงเพื่อที่จะบอกให้มันตื่นมากินข้าว แต่เมื่อมือของผมััไหล่ของคนป่วยถึงได้รู้ว่ามันตัวร้อนมากแค่ไหน “ฝุ่น!”
“ฟ่า...” สีฝุ่นสะลึมสะลือขึ้นมามองหน้าผมและตอบรับด้วยเสียงที่แหบพร่ากว่าปกติ
“เออ กูเอง...ไปหาหมอกันเถอะ มึงตัวร้อนมากเลยนะ” ผมรีบก้มตัวลงเพื่อจะพยุงคนตัวโตให้ลุกขึ้นมาจากที่นอน แต่คนป่วยไม่ให้ความร่วมมือเลย
“ไม่ต้องหรอก กูไหว...แค่กินยาแล้วนอนพักอีกหน่อยก็คงดีขึ้น”
“เฮ้อ...มึงนี่มันดื้ออย่างที่โจบอกจริง ๆ”
“กูเป็นักกีฬานะ แค่นี้ไม่ถึงกับตายหรอก”
“ถ้าไข้มึงไม่ลดนั่นแหละได้ตายแน่ ถ้ายังไม่อยากไปหาหมอมึงก็ต้องเช็ดตัว”
“อือ” ฝุ่นรับคำและพยายามลุกขึ้นจากเตียง ทั้งที่ยกหัวขึ้นจากหมอนยังแทบจะไม่ไหว
“มึงนอนนี่แหละ เดี๋ยวกูเช็ดให้”
“กู...เกรงใจ”
“นอนเฉย ๆ” ผมใช้เสียงเข้มขึ้นมาหน่อย มันจะได้เลิกดื้อดึงเสียที
“ขอบใจนะ”
ผมรื้อหาผ้าเช็ดตัวให้สีฝุ่นอยู่ไม่กี่นาทีแต่พอกลับมาที่เตียงเ้าตัวก็ผล็อยหลับไปแล้ว ผมจึงนั่งลงบนเตียงและเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของมันขึ้นก่อนจะวางผ้าเย็นเฉียบลงบนผิวสีแทน แม้ว่าผมจะทำอย่างเบามือแต่ก็ทำให้เ้าตัวสะดุ้งเพราะความเย็นจากผ้าและลืมตาขึ้นมามองผมอีกครั้ง
“อื้อ...หนาว...”
“ทนหน่อย กูเช็ดแป๊บเดียว” ผมเลื่อนมือเช็ดไปทั่วตัวคนป่วยแต่ไม่ได้ถอดเสื้อและกางเกงของมันออก เพราะยังไงผมก็เป็เกย์...ทำแบบนั้นมันคงจะอึดอัดเปล่า ๆ
“มึงไม่มีเรียนเหรอ”
“ไม่มี” ผมไม่บอกความจริงกับฝุ่นหรอกเพราะมันคงจะไล่ผมให้ไปเรียน ทั้งที่อาการมันน่าเป็ห่วงเกินกว่าจะปล่อยให้อยู่คนเดียวได้
“แล้วอยู่ดี ๆ ทำไมแวะมาหากูที่หอได้วะ”
“กูเจอแบงก์กับโจที่โรงอาหาร ก็เลยรู้ว่ามึงไม่สบาย กูเลยแวะมาเยี่ยม”
“แต่ต้องมาดูแลกูแทน”
“กูชอบให้มึงติดหนี้เยอะ ๆ กูจะได้ทวงบุญคุณทีเดียว” ผมแหย่คนป่วยพลางเช็ดใบหน้าเปื้อนยิ้มของมันไปด้วย
“กูคงต้องเลี้ยงอาหารเหลามึงแล้วมั้งเนี่ย” แม้มันจะป่วยแต่ก็ยังมีอารมณ์ขันเหมือนเดิม
“ก่อนจะเลี้ยงกู มึงเอาให้หายป่วยก่อนไหม”
“ร่างกายกูอาจจะป่วย แต่ใจกูแข็งแรงเกินร้อย” สีฝุ่นรับประกันด้วยการดึงมืออีกข้างของผมไปวางทาบบนอกข้างซ้ายของมัน “เห็นป้ะ...กูยังปกติเหมือนดิม”
ใช่...หัวใจของฝุ่นยังเต้นในจังหวะที่ปกติดีเหลือเกิน แม้ว่าผมจะอยู่ใกล้มันขนาดนี้ ซึ่งต่างจากหัวใจของผมที่เต้นแปลกไปในทันทีที่มันจับมือผมไว้โดยไม่ได้คิดอะไรเลย จะโทษฝุ่นว่ามันไม่ระวังตัวก็ไม่ได้หรอก เพราะผมเป็คนที่คิดไม่ซื่อกับมันเองฉะนั้นผมควรจะเป็คนที่ระวังตัวมากกว่า
“เออ...งั้นก็ลุกมากินข้าวกินยาได้แล้ว ถ้าเย็นนี้อาการยังไม่ดีขึ้นกูจะพามึงไปหาหมอ” ผมค่อย ๆ ดึงมือออกและลุกไปหยิบถ้วยข้าวต้มอุ่น ๆ มาให้มันกิน
“กูกินเองก็ได้” คนป่วยแย้งทันทีที่ผมนั่งลงตรงหน้าและตักข้าวต้มจ่อไว้ที่ปากมัน
“ลุกเองให้ได้ก่อนเหอะ” ผมดึงมือหลบฝุ่นที่พยายามจะถือช้อนกินเอง “กินเลยอย่าลีลา เดี๋ยวกูอุ้มไปหาหมอเลยนะ”
“มึงอุ้มกูไม่ไหวหรอกฟ่า” ฝุ่นส่งยิ้มให้ผมและยอมอ้าปากกินข้าวต้มที่ผมป้อนให้
ผมดูแลคนป่วยจนมันกินข้าวกินยาเรียบร้อยและนอนหลับเป็ตายอยู่บนเตียงระหว่างนั้นผมก็คอยเช็กอาการของฝุ่นที่มีไข้ขึ้นเป็พัก ๆ ดูท่าแล้วคืนนี้มันคงต้องมีคนคอยดูแลเพราะผมไม่ไว้ใจให้มันอยู่คนเดียวหรอก แม้ว่าความตั้งใจเดิมของผมจะตรงข้ามกับสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้มาก ๆ แต่จะให้ปล่อยคนที่ตัวเองแอบชอบนอนป่วยอยู่เพียงลำพังแบบนี้มันก็ทำใจยากเกินไป เอาเป็ว่าผมจะทำแค่ในฐานะเพื่อนก็แล้วกัน ถ้าเพื่อนของฝุ่นมาเมื่อไรผมก็จะไป
.
.
ผมไม่ควรวางแผนอะไรไว้เลยจริง ๆ เพราะผมไม่เคยทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เมื่อมันเป็เื่ที่เกี่ยวกับคนที่นอนดูทีวีอยู่บนเตียง
“ฟ่า...กลับไปนอนบ้านก็ได้นะ กูอยู่ได้จริง ๆ” เสียงแหบแห้งของฝุ่นเรียกผม ขณะที่กำลังเก็บจานอาหารมื้อเย็นของพวกเรา
“ไข้มึงยังไม่ค่อยลดเลย ถ้าไม่ยอมไปหาหมอก็อยู่คนเดียวไม่ได้หรอกนะ”
“เพื่อนกูเยอะแยะนะเว้ย เดี๋ยวพวกมันก็มาอยู่เป็เพื่อนกูเองแหละ”
“พวกแบงก์มีประชุมทีม คงกลับดึกหน่อย”
“มึงรู้ได้ไง”
“แบงก์โทรมาบอกมึงั้แ่เมื่อเย็นแล้วแต่มึงหลับอยู่ กูก็เลยรับสายแทน”
“เฮ้อ...มึงเลยต้องอยู่รับภาระแทนพวกมันใช่ไหมเนี่ย”
“เลิกเกรงใจกูสักทีเหอะ กูเป็เพื่อนมึงเหมือนพวกแบงก์นั่นแหละ อีกอย่างตอนนี้ฝนก็ตกหนักด้วย กูี้เีฝ่ารถติดกลับบ้าน” ผมบอกเหตุผลที่ต้องอยู่เฝ้าไข้มันทั้งที่อีกใจก็อยากทำตามที่คิดไว้ แต่ความเป็ห่วงย่อมชนะเสมอแหละครับ
“ที่บ้านจะไม่เป็ห่วงเหรอวะ”
“กูโทรบอกแล้ว มึงห่วงตัวเองเถอะ”
“กูไม่ได้เป็อะไรมากอย่างที่มึงห่วงหรอกน่า”
“กูให้เวลามึงดื้อวันนี้อีกแค่วันเดียวเท่านั้นนะ ถ้าพรุ่งนี้อาการยังน่าเป็ห่วงกูจะลากมึงไปหาหมอเอง”
“เออ ๆ ตามใจมึงแล้วกัน ถ้าพรุ่งนี้อาการกูยังแย่อยู่จริง ๆ กูจะยอมไปหาหมอตามที่มึงบอก”
“อือ...มึงพักเหอะ จะได้หายไว ๆ เดี๋ยวกูไปอาบน้ำก่อน”
“อืม...ขอบใจนะมึง”
“เออ ไม่เป็ไร”
“ฟ่า...”
“หืม...” ผมหันมองคนป่วยที่เรียกผมไว้ก่อนที่จะเดินเข้าห้องน้ำ
“กูยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหม...ของกูเงินหมด ยังไม่ได้ออกไปเติมเลยว่ะ”
“อือ...เอาดิ” ผมปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์และยื่นให้คนป่วยที่ไม่ต้องถามก็รู้ว่าคงจะโทรหาคนสำคัญ
“ขอบใจนะ”
ผมปล่อยให้มันใช้เวลาส่วนตัว ในขณะที่ผมเข้ามาอาบน้ำสระผมทั้งที่เพิ่งจะสระมาเมื่อเช้า แต่เพราะผมไม่อยากได้ยินมันคุยหวานแหววกับคนที่มันรักมากมาย...ไม่ใช่เพราะอิจฉา...แต่เพราะผมรู้ดีอยู่แล้วว่าความรู้สึกของผมมันเป็ไปไม่ได้ จึงไม่จำเป็ต้องฟังอะไรที่ตอกย้ำตัวเองให้ชัดเจนไปกว่านี้หรอก
ผมปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านตัวไปอย่างช้า ๆ เพื่อยื้อเวลาให้ตัวเองอยู่ในห้องน้ำให้นานที่สุด ทั้งที่ปกติผมไม่ใช่พวกสำอางอาบน้ำเป็ชั่วโมงขนาดนี้หรอกครับ เมื่อผมเห็นว่ามันนานเกินพอแล้วจึงเดินออกจากห้องน้ำแบบเงียบ ๆ เพราะไม่อยากรบกวนเ้าของห้อง แต่เมื่อก้าวออกมาจากห้องน้ำคนที่น่าจะคุยโทรศัพท์อยู่กลับทักผมด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสบายใจนัก
“มึงอาบน้ำนานจังวะ”
“กูสระผมด้วยน่ะ”
“กูคิดว่ามึงจะแอบหลับในห้องน้ำซะแล้ว”
“กูไม่นอนเฝ้ามึงในห้องน้ำหรอกนะ มึงคุยเสร็จแล้วเหรอ”
“ไม่ได้คุยต่างหาก” ฝุ่นหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างหมอนคืนให้ผม
“ไม่ลองโทรไปใหม่ล่ะ เขาอาจจะไม่เห็นก็ได้”
“ไม่ต้องหรอก วีอาจจะไม่ว่างก็ได้...่นี้เขามีงานกิจกรรมด้วย”
“อือ” ผมรับโทรศัพท์คืนมาและช่วยปรับพัดลมให้ออกห่างจากเตียงเผื่อว่าคนป่วยจะหนาว
“มึงนี่ดูแลดียิ่งกว่าพยาบาลอีกนะ”
“สนใจจ้างกูเป็พยาบาลพิเศษไหมล่ะ”
“ไม่ไหวว่ะ แค่ค่าเทอมกูก็จะแย่อยู่แล้วเนี่ย”
“มึงไม่ได้ทุนนักกีฬาเหรอวะ”
“ก็ได้ แต่ต้องแย่งกันหน่อย แถมมันก็ไม่ได้พอใช้ขนาดนั้นหรอก”
“มึงก็เลยต้องทำงานเยอะแยะจนป่วยขนาดนี้สินะ”
“แค่นี้ไม่ตายหรอกไอ้ฟ่า กูทำงานมาจนชินแล้วแหละ ถ้าไม่ทำสิกูถึงจะตาย...อดตายนะ”
“ถ้ามึงทำจนเกินตัวนั่นแหละจะได้ตายจริง การพึ่งพิงตัวเองมันก็เป็เื่ที่ดีนะ แต่ถ้ามึงดูแลคนอื่นจนลืมดูแลตัวเองกูว่ามึงเองนั่นแหละที่จะแย่ ที่สำคัญอย่าลืมว่ามึงมีเพื่อนที่ยินดีช่วยเหลือมึงเสมอนะ”
“หมายถึงตัวมึงล่ะสิ”
“แสนรู้จริง ๆ”
“เพราะมึงชอบทำตัวเป็พระเอกไง กูก็เลยรู้ว่ามึงต้องอยากช่วยกู แต่มึงช่วยกูมาตั้งเยอะแล้วนะเว้ย ไม่ต้องทำให้มันเยอะกว่านี้หรอก เดี๋ยวกูตามชดใช้ให้ไม่ทัน”
“ฮ่า ๆ ไม่เป็ไร กูจดไว้หมดแหละ ไม่ต้องห่วง”
“ให้มันจริงเหอะ ดูอย่างครั้งที่แล้วที่มึงช่วยหามกูกลับจากร้านเหล้าดิ กูยังไม่ได้ขอบคุณมึงเลย”
“ไม่เป็ไร...มึงไม่ได้เมาแล้วโวยวายอะไรหรอก”
“กูไม่ได้ทำอะไรเรื้อน ๆ ให้มึงอับอายใช่ไหม”
“อือ...ไม่ได้ทำ”
คืนนั้นฝุ่นมันคงเมามากจริง ๆ ถึงไม่รู้ว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรน่าอับอายเลย มีแต่การทำอะไรที่อันตรายต่อหัวใจคนอื่นมากกว่า
“มึงจะโทรบอกแม่หน่อยไหมว่ามึงป่วย”
“ไม่ต้องหรอก แม่จะเป็ห่วงเปล่า ๆ กูไม่ได้เป็อะไรมาก”
“ไม่มากอะไร ตอนนี้ไข้มึงยังไม่ค่อยลดเท่าไรเลยนะ อาจจะเป็ไข้หวัดใหญ่ก็ได้” ผมส่งมือไปแตะหน้าผากคนบนเตียงและยังรู้สึกถึงความร้อนที่เกินปกติอยู่มาก
“เออน่า...กูมีมึงดูแลแล้ว ไม่ต้องบอกใครเยอะแยะหรอก พักอีกหน่อยกูก็ออกไปวิ่งปร๋อแล้วเนี่ย มึงเองนั่นแหละ เช็ดผมให้แห้งสักทีเดี๋ยวก็ได้เป็หวัดอีกคน” ฝุ่นบ่นกลับพลางดึงให้ผมนั่งลงข้างมันและคว้าผ้าขนหนูไปช่วยซับผมที่เปียกชื้นให้
“มึงบริการเป่าผมให้เพื่อแลกกับการเป็พยาบาลพิเศษใช่ไหมเนี่ย” ผมยิ้มแซว
“ถึงกูไม่จ้างมึงก็ดูแลดีกว่าพยาบาลอีกมั้ง กูรู้สึกดีขึ้นเป็กองเลยเนี่ย”
“ฮ่า ๆ เื่เว่อร์นี่ยกให้มึงเลยนะ”
“กูไม่ได้เว่อร์...กูรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ อาจจะไม่ใช่อาการป่วยแต่เป็กำลังใจ...กูขอบใจจริง ๆ ที่มึงอยู่”
แค่คำพูดเปิดเผยและขอบใจเหมือนเพื่อนทั่วไป แต่ทำไมหัวใจของผมต้องโลดเต้นดีใจขนาดนี้นะ...ผมห่างหายกับความรู้สึกดีแบบนี้มานานแค่ไหนกัน ผมควรจะดีใจที่รู้สึกถึงมันอีกครั้งหรือควรจะเสียใจดีล่ะ
“มีคนอีกตั้งเยอะแยะที่อยากดูแลมึงแทนกู”
“มึงเก่งเื่ทำให้กูรู้สึกดีจริง ๆ เลยนะ ถึงกูจะรู้ว่ามึงชอบพูดตามมารยาทก็เหอะ”
“กูพูดจริง...กูไม่รู้หรอกว่า่นี้มึงมีเื่อะไรไม่สบายใจบ้าง แต่กูอยากบอกว่าทุก ๆ คนรอบข้างก็เป็ห่วงมึงกันทั้งนั้น...ไม่ใช่แค่กูหรอก”
“กูรู้...แต่ต้องเป็มึงทุกทีเลยที่เข้ามาช่วยกูก่อนคนอื่น ทั้งที่กูเคยช่วยมึงแค่ครั้งเดียวเอง”
“ครั้งเดียวที่มึงช่วยไว้ มันสำคัญสำหรับกูมากนะ” ผมบอกฝุ่นอย่างจริงจัง เพราะมันอาจจะเป็เพียงความรู้สึกไม่กี่อย่างที่ผมจะกล้าพูดตรง ๆ กับมัน
“งั้นก็ถือว่ากูได้กำไร เพราะถ้าการช่วยเหลือของกูแค่ครั้งเดียวมันสำคัญสำหรับมึงขนาดนั้น...ความช่วยเหลือของมึงหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาก็สำคัญสำหรับกูเหมือนกัน”
“มึง...กำลังทำให้กูรู้สึกดีนะ”
ฝุ่นส่งยิ้มแสนธรรมดามาให้ แต่ผมกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มครั้งนี้ของมันน่ารักขึ้นกว่าครั้งแรกที่ได้รู้จักกันเสียอีก
“มึงก็เหมือนกันแหละ”
ผมยิ้มตอบกับคำพูดที่ทำให้ใจเต้นแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่จริงแล้วผมรู้ดีว่าความหมายของคำว่า ‘รู้สึกดี’ ของผมกับสีฝุ่นนั้นต่างกันมากมายนัก