ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 42 ฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตา (3)

             

            ถังหว่านมองมาทางผมผมไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร เพราะผมไม่รู้ความเป็นมาของปู่เลย

            เมื่อเดินต่อไปมีคนชุดดำมารายงานอีก “ข้าราชการระดับสูงสองสามท่านมาคารวะศพแล้วกลับไปก่อนครับ”

            อีกคนรายงานว่า “ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วรอให้ถึงเวลาฤกษ์ดีครับ”

            เยียนเกอสิงสงบนิ่งมาก เขาเพียงแต่ฟังรายงานไม่แสดงความเห็นใดๆ

            เยียนเกอสิงหยุดเดินเมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านเก่า“เสี่ยวเซี่ย ผมทำสิ่งที่ควรทำทั้งหมดแล้ว ที่เหลือขึ้นกับคุณ”

            ผมพยักหน้า “ขอบคุณครับ ผมจะจดจำที่คุณเยียนช่วยผมทั้งหมดนี้ไว้ตลอดไป”

            “ไม่เป็นไรหรอก” เยียนเกอสิงถอยหลังก้าวหนึ่งแล้วผงกหัวให้ถังหว่าน จากนั้นจึงเดินเข้าไปในลานบ้านของบ้านข้างๆ

            “เข้มแข็งหน่อย”ถังหว่านยังอยากพูดแต่ยั้งไว้

            “ผมทำได้” ผมพยักหน้า

            หลังจากผ่านเหตุการณ์ยันต์เลือดและแผนตัวแทนที่บ้านป้ากวนแล้วสายตาผมเปิดกว้างขึ้นมาก เลิกใส่ใจกับสิ่งที่เยียนเกอสิงทำแม้แต่กับตัวเขาผมเองก็ไม่รู้สึกดีร้ายอะไรเพียงแต่นึกขอบคุณที่เขายื่นมือมาช่วยขณะที่ผมเดือดร้อน ช่วยให้ผมไม่ทำให้สกุลเซี่ยขายหน้าต่อหน้าเพื่อนบ้านไม่ว่าเขาจะมีเจตนาอะไรก็ตาม ผมค่อยคิดทบทวนหลังจากส่งปู่ไปฝังแล้ว

             ผมเดินเข้าไปในบ้านในเพิงพิธีศพมีผู้เฒ่าผมและหนวดเคราหงอกขาวคนหนึ่งกำลังค้อมคารวะรูปถ่ายปู่ ข้างๆมีชายหนุ่มห้าคนใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม ทุกคนค้อมคารวะอย่างนอบน้อม

            “เหล่าเซี่ยระหว่างทางไปปรโลกดูแลตัวเองด้วยนะ!” ผู้เฒ่าท่านนั้นพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าหมองแล้วยกมือขึ้นกุมอก ไอติดๆ กัน ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังรีบเข้ามาประคองพาแกออกไปจากเพิงพิธีศพ

            ผมรีบเดินเข้าไปหา คุกเข่าลงกราบคารวะตอบ

            ชายหนุ่มทั้งห้าคนคุกเข่าลงตามหันมาทางผมแล้วคารวะตอบ

            ตอนนี้ผมดูออกแล้วว่าผู้เฒ่าท่านนี้เป็นใครเขาเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงนักเลงของจี่หนานในเขตไหวอินด้านตะวันตกของเมืองหลายปีก่อนเขาเลิกยุ่งกับวงนักเลงแล้ว ได้ข่าวว่าเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน สวดมนต์ชิมชาไม่ข้องแวะกับเรื่องใหญ่น้อยในวงการแล้ว ชายหนุ่มห้าคนนี้เป็นศิษย์รุ่นหลานของเขาปัจจุบันกำลังเฟื่องในเมืองจี่หนาน ครอบคลุมธุรกิจด้านต่างๆ กินรวบทั้งธุรกิจสีดำสีขาวและสีเทา แต่ละคนล้วนสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองผมรู้จักเพียงคนที่อยู่ปลายแถวสุด คนในวงนักเลงเรียกเขาว่าเสี่ยวเฟยเขามีชื่อเสียงจากเหตุการณ์นองเลือดที่บาร์ฝันปารีสบนถนนลิ่วจิงคนเดียวเล่นง่านฝ่ายตรงข้ามถึงสิบห้าคน

            “พี่เซี่ย ท่านผู้เฒ่ากำชับว่าต่อไปนี้ถ้าเจอเรื่องอะไรขอให้โทรบอก ต้องการคนมีคน ต้องการปืนมีปืน ต้องการเงินมีเงิน พร้อมให้พี่ใช้เสมอ”เสี่ยวเฟยจับมือกับผม เขาเป็นคนหนุ่มร่างผอม ใบหน้ายาว หน้าตาสดใส

            อีกสี่คนต่างค้อมคำนับผมพร้อมกับพูดทักทาย “พี่เซี่ย”

            “ไปก่อนนะ หลานชายดูแลตัวเองด้วย” ท่านผู้เฒ่าตบไหล่ผมเบาๆแล้วเดินออกไปช้าๆ เสี่ยวเฟยกับพวกตามออกไป

            นอกเพิงมีเก้าอี้พนักครึ่งวงกลมสิบกว่าตัวแขกหลายคนนั่งพูดคุยกันตามสบาย ในนั้นเป็นยอดฝีมือจากเขตไหวอิน เทียนเฉียวและสื้อจงในห้องทิศเหนือยังมีผู้หญิงหลายคนในวัยต่างกันนั่งอยู่ข้างโลงเย็นทุกคนถือผ้าเช็ดหน้าไว้คอยเช็ดน้ำตา ทั้งหมดเป็นคนแปลกหน้า

            ฟังจากที่เยียนเกอสิงพูดคนเหล่านี้มาเพราะเห็นแก่หน้าปู่ ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น

            ผมยังไม่ทันเข้าไปในบ้านก็มีชายชุดดำหลายคนเดินเข้ามาทางประตูใหญ่แล้วรีบกางม่านสองผืนออก กลายเป็นกำแพงสองด้านจากประตูถึงเพิงพิธีศพ กันคนนอกออกไป

            เสียงคนซุบซิบดังเข้าหูผม “ใครกำลังมา”

            “ได้ยินว่าเป็นคนสกุลหันจากชิงเต่า...”

            “ได้ข่าวว่าเป็นหัวหน้าใหญ่ของตระกูลหันหน้าตาท่านผู้เฒ่าเซี่ยใหญ่จริงๆ!”

            “หัวหน้าใหญ่ของตระกูลหันจริงรึ ได้ยินว่ามีสมญานามว่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งชิงเต่าน่าเสียดายที่มีผ้ากั้น มองอะไรไม่เห็น...”

            ชายชุดดำหลายคนเดินมาห้อมล้อมผมพาเข้าไปในเพิงพิธีศพ มายืนอยู่ด้านขวาของรูปถ่ายปู่

            “คุณเซี่ยครับที่มาคือคนสกุลหันแห่งชิงเต่า นับชั้นดูแล้ว ท่านผู้นี้เป็นคนรุ่นเยาว์ของท่านผู้เฒ่าเซี่ยเป็นรุ่นอาวุโสของคุณ” มีคนชุดดำอธิบายให้ผมรู้

            ม่านดำสูงสองเมตรทั้งทึบแสงและลมผ่านไม่ได้ กันทุกคนไว้ข้างนอกอย่างสิ้นเชิง เส้นทางพิเศษนี้มีไว้สำหรับบุคคลที่ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลหันเท่านั้น

            คนยังมาไม่ถึง แต่ผมได้กลิ่นหอมจางๆลอยมาตามลมแล้ว

            นั่นไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมทั่วไปเป็นกลิ่นพิเศษที่บริสุทธิ์ราวกับหิมะ โชยมาอ่อนๆชุ่มชื่นดุจสายฝนและละเอียดอ่อนราวกับเม็ดทราย กลมกลืนอย่างแนบแน่นกับกลิ่นหอมทั้งหลายในธรรมชาติเหมือนมีกลิ่นหอม แต่เหนือกว่ากลิ่นหอม พอดมแล้วใจจะมุ่งไปหาอยากเห็นหญิงงามที่นำกลิ่นนี้มา

             

            คนผู้นั้นไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นตามลำพังข้างหน้ามีหญิงสาวสองคนในชุดที่เป็นทางการเดินเปิดทางข้างหลังเป็นชายสองคนในชุดสูทสีดำเดินตามหลัง

            เธอเดินอยู่ระหว่างสี่คนนั้นตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ในชุดดำ ห่อหุ้มร่างกายอย่างมิดชิด สวมหมวกปีกกว้างทรงยุโรป รอบๆมีผ้าแพรสีดำห้อยลงมาปิดบังใบหน้าไว้ มีกลิ่นอายเร้นลับแผ่ซ่านออกมาจากร่าง

            หลังจากเข้ามาในเพิงพิธีศพแล้ว ทั้งสี่คนก็ถอยออกไปเหลือเพียงเธอยืนอยู่หน้ารูปถ่ายปู่

            เรายืนห่างกันห้าก้าวแต่ผ้าแพรสีดำสั่นไหว ทำให้ผมมองเห็นใบหน้าเธอไม่ชัด

            “ผู้เยาว์มาช้าหวังว่าท่านลุงเซี่ยจะให้อภัย” เธอค้อมคารวะช้าๆ ผ้าแพรที่ปีกหมวกเกือบแตะพื้น

            เสียงเธอน่าฟังมาก ราวกับเสียงการแสดงเดี่ยวไวโอลินทุกคำอ่อนโยน ไพเราะน่าฟัง

            ผมค้อมคารวะตอบ ไม่กล้ามองหน้าเธอตรงๆ

            “พ่อเธอล่ะ” เธอเอ่ยถาม

            ผมงุนงงเล็กน้อยเพราะนานมากแล้วที่มีคนถามคำถามนี้กับผม

            ผมเงยหน้าขึ้น ตอบอย่างสุภาพว่า“ผมไม่ได้รับข่าวคราวจากพ่อนานแล้วครับ”

             “นานมากหรือนานแค่ไหน...เขาเป็นคน...ที่ดีมาก...ดีมากจริงๆ...” คำพูดเธอซับซ้อนมาก มีความหมายแอบแฝงผมฟังออกว่าดูเหมือนจะมีบุญคุณความแค้นต่อกัน

            เธอยื่นมือออกไปคนด้านหลังยื่นผ้าเช็ดหน้าสีดำให้เธอทันที

            เธอเลิกผ้าแพรสีดำขึ้นใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ผมมองเห็นใบหน้าครึ่งซีกของเธอแล้ว

            เธอเป็นคนที่สวยมาก สวยจนผมนึกไม่ออกชั่วขณะว่าจะบรรยายอย่างไรรู้สึกราวกับว่าจู่ๆ ก็ได้เห็นดาราระดับโลกมาปรากฏตัวตรงหน้า สวยจนทำให้ตกตะลึงแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

            “ถ้าเขากลับมา บอกเขาด้วยว่าฉันเคยมา”เธอพูด

            ผมไม่กล้าถามมาก เพียงแต่พยักหน้า “ครับผมจำไว้แล้ว”

            เธอเช็ดน้ำตา แล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าไปข้างๆคนเมื่อครู่รับไว้ทันที

            จากนั้นเธอก็งอนิ้วชี้มีคนหนุ่มเดินมาหาผม ถือกระเป๋าหนังสีดำใช้สองมือยื่นให้ผม

            “เงินเล็กน้อย เอาไว้ซื้อขนมนะ”เธอพูดเบาๆ

            ถ้าเป็นคนอื่นให้เงินผมบางทีผมคงปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด แต่เธอพูดแบบนี้ ถ้าหากผมไม่รับก็เท่ากับหักหน้าเธอไม่ต้องรอให้เธอโมโห ผมคงทำใจไม่ได้ก่อนแล้วดังนั้นผมจึงรับกระเป๋าไว้แล้วส่งต่อให้คนชุดดำ

            “ขอบคุณครับ ไม่รู้ว่าจะเรียกขานท่านอย่างไรดี”ผมถามอย่างนอบน้อม

            “ไม่ต้องหรอก” เธอพูด

            “ถ้ามีข่าว จะติดต่อท่านได้อย่างไรครับ”ผมถามอีก

            ความสวยของเธอทำให้หายใจไม่ออกผมรู้สึกได้ว่าทั่วทั้งบ้านอบอวลด้วยกลิ่นหอมที่เธอนำมา หอมไปทั่ว กลบทุกอย่างไว้

            “สายของฉันมีอยู่ทั่วประเทศเธออยากหาฉันย่อมง่ายมาก” เธอพูดพลางโบกมือ “ไปกันเถอะ”

            ขณะที่คนเหล่านี้เพิ่งหันหลังกลับเตรียมจากไปก็มีเสียงไอดังขึ้นสองที เยียนเกอสิงโผล่ออกมาจากข้างหลังคนชุดดำเขายกมือขึ้นแล้วร้องเรียกเบาๆ “น้าหัน เดี๋ยวก่อนครับ”

            เธอหยุดยืน แต่ไม่หันกลับมา

            ชายหนุ่มที่ยื่นกระเป๋าหนังให้ผมถามเสียงแข็ง“คุณเป็นใคร”

            เยียนเกอสิงก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ถูกชายหนุ่มคนนั้นยกมือขึ้นขวางทันที

            “ผู้เยาว์แซ่เยียน มาจากเมืองหลวง อาจารย์ท่านพ่อและท่านแม่ฝากสวัสดีน้าหัน ยังสั่งให้ผู้เยาว์เป็นตัวแทนนัดหมายหากน้าหันมีเวลาว่าง เชิญขึ้นเหนือไปเมืองหลวงเพื่อเป็นแขกของที่บ้านครับ”เยียนเกอสิงตอบด้วยน้ำเสียงชัดเจนมีสัมมาคารวะ

            “เยียนหรือ” เธอเอ่ยถาม

            “ครับ ผู้เยาว์แซ่เยียน” เยียนเกอสิงตอบ

            “จริงสิ จริงสิเมืองจี่หนานเกิดเรื่องใหญ่อย่างนี้ คนเมืองหลวงย่อมต้องมา ไม่ใช่แค่เมืองหลวงทางใต้ ทางตะวันตกเฉียงใต้ ทางตะวันตก ทางตะวันตกเฉียงเหนือก็ต้องมา หึเล่นกันแบบนี้ เมืองจี่หนานคงคึกคักขึ้นแน่นอน” เธอพูด

            เยียนเกอสิงเดินไปข้างหน้าอีกก้าวไม่ใส่ใจที่ชายหนุ่มยกแขนขวางไว้ เขาพูดอย่างร้อนรนว่า “น้าหันครับอาจารย์ฝากบอกว่า มีหลายเรื่องเป็นเรื่องภายในของสมาคมเจ็ดอ๋อง ทุกคนสามารถแก้ไขกันเป็นการภายในอย่าให้ลุกลามไปข้างนอก ทำให้ทั่วหล้าพากันหัวเราะ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้อาจารย์ขอให้ท่านตั้งมั่นอยู่ที่ชิงเต่า อย่ามาทางตะวันตกครับ”

            เธอฟังแล้วไม่พูดอะไร เพียงยิ้มหยันออกมา

            เยียนเกอสิงพูดเสริมเบาๆ ว่า “น้าหันเพื่อชดเชยที่ท่านเสียหาย ท่านต้องการเงื่อนไขอะไร บอกผู้เยาว์ได้ จะ...”

            เธอยิ้มเยาะ แล้วพูดแทรกขึ้น“เงื่อนไขหรือ เธอเป็นใคร มาต่อรองเงื่อนไขกับฉัน คนสกุลเยียนแห่งเมืองหลวงตายเกลี้ยงแล้วหรือถึงให้เด็กน้อยที่ไม่รู้ประสีประสาออกมาจัดการ”

            เยียนเกอสิงหน้าแดง เขาถอยหลังสองก้าว

            “ต่อรองรึ ฉันต่อรองกับคนคนเดียวเท่านั้น”เธอพูด

            “น้าหันโปรดบอกมา ยินดีคุยกับอาจารย์บิดาหรือมารดาผู้เยาว์ ผมจะโทรแจ้ง” ดวงตาเยียนเกอสิงฉายแววความหวังออกมา

            “พวกเขารึ พวกเขาเป็นใครกัน ฉันบอกแล้วจะคุยกับคนคนเดียวเท่านั้น ฉันหมายถึงใคร เธอน่าจะเข้าใจ” เธอพูด

            ในดวงตาเยียนเกอสิงที่เพิ่งมีความหวังกลับดับมอดลงแทนที่ด้วยความไม่พอใจจนกลายเป็นโทสะ

            “ผู้เยาว์เข้าใจ” เขาพูด            

            “ฉันเหนื่อยแล้ว” เธอบอกจากนั้นก็เดินจากไปช้าๆ ห้อมล้อมด้วยคนทั้งสี่

            เยียนเกอสิงชนเข้ากับตอ รู้สึกไม่พอใจมองตามหลังอีกฝ่ายไปพร้อมกับกัดฟันกรอดๆ

            ผมยืนดูอยู่ข้างๆ อย่างเย็นชา ไม่พูดแทรก

            คนในวงการนักเลงใช้วิธีการต่างๆเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง บางครั้งยอมพูดอ้อนวอน บางครั้งข่มขู่ด้วยอาวุธสรุปแล้วเป็นการทำทุกอย่างเพื่อคำว่าผลประโยชน์

            ผมดูถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็นึกสงสารเยียนเกอสิงต่อหน้าผมและถังหว่านเขาแกล้งทำตัวเหนือกว่า กุมทุกอย่างได้ แต่ต่อหน้าคนสกุลหันกลับอ่อนแอไร้ความสามารถ ถูกลบหลู่ซึ่งหน้า

            “ขอโทษด้วย” เยียนเกอสิงหันมาพูดกับผม“พูดเรื่องเหล่านี้ในงานศพ เป็นการรบกวนความสงบของท่านผู้เฒ่าเซี่ย”

            ผมสั่นหัว แล้วพูดจากใจจริงว่า“คุณเยียนกังวลเกินไปแล้ว ถ้ามีอะไรให้ช่วยโปรดบอกมาได้เลย”

            เขาสั่นหัวแล้วยิ้มเจื่อนๆ“ที่จริง...เรื่องที่ผมจะทำ มีน้อยคนมากที่จะช่วยได้”

            เขาพูดจบก็เดินกลับไปทางเดิมถอนหายใจตลอดทาง

            มีคนมาไว้อาลัยไม่ขาดสายต่อเนื่องจนถึงเวลาเที่ยงวัน

            เกิดเหตุร้ายกับป้ากวน หัวหน้าเหวินไป๋อวี่จัดการได้อย่างดีเยี่ยมเขาไปเชิญผู้เฒ่าซุนมาจากนอกประตูเมืองด้านทิศใต้ เขาเป็นหมอผีมานานฝีมือไม่ด้อยไปกว่าป้ากวน

            พิธีเคลื่อนศพเริ่มขึ้นตามขั้นตอน หลังจากที่ผู้เฒ่าซุนป่าวประกาศว่า“ท่านผู้เฒ่าเซี่ยเดินทางสู่สวรรค์” ผมก็ยกอ่างกระเบื้องขึ้นทุ่มลงไปบนแผ่นหินปูถนนสีน้ำเงินข้างสะพานเฟิ่งเฉียว

            อ่างแตกกระจาย เศษกระเบื้องปลิวว่อนผมรู้สึกว่าหัวใจผมเองก็ถูกฟาดจนแตกละเอียดเช่นกัน ต้องจากปู่ตลอดไปแล้วชั่วชีวิตนี้ไม่อาจพบกันอีก

            นับตั้งแต่วินาทีนั้นใจผมเหมือนลอยอยู่ในอากาศไม่อยู่ในร่างที่เป็นเปลือกนอกแล้ว ได้แต่ทำตามที่ผู้เฒ่าซุนสั่งไม่ว่าจะทำหรือพูดอะไร ล้วนแต่ไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น

            พอได้สติอีกครั้งผมก็นั่งบนม้ายาวในฌาปนสถานแล้ว

            ไปทางขวาสิบก้าวเป็นเตาเผาขนาดใหญ่เป็นแถว

            ถังหว่านอยู่ข้างๆ ผมเธอคล้องแขนผมไว้ตลอดเวลา ทำหน้าที่เป็นไม้เท้าให้ผม ป้องกันผมยืนไม่อยู่แล้วหกล้ม

             

            “ยังไหวไหม กินยาสักเม็ดดีไหมคะ”เธอหยิบขวดแก้วเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าสะพาย ในนั้นมียาเม็ดสีขาว

            “อะไรหรือ” ผมถาม

            “ก็เป็น...ยาที่ช่วยกระตุ้นประสาทไม่มีพิษและไม่เสพติดค่ะ” เธอยิ้มเจื่อนๆ

            ผมสั่นหัว ผมไม่แตะยาเสพติดหรือยากระตุ้นประสาทแน่นอน

            “ไม่ใช่ยาเสพติดหรอกเป็นยาที่สกัดจากยาจีน ผลข้างเคียงไม่ได้มากไปกว่ากาแฟเลย” เธออธิบาย

            ผมสั่นหัวแล้วหลับตาลงเอาศีรษะหนุนไหล่เธอ

            “คุณยังไหวไหม คุณก็เห็นแล้วคนที่มาวันนี้ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ และไม่ใช่มาเพื่อร่วมพิธีศพอย่างเดียวไม่รู้ว่าคนมากแค่ไหนที่หมายตาความลับของสกุลเซี่ย เฮ้อ ชาวบ้านไม่ผิด แต่เมื่อของล้ำค่าจึงประสบภัยนี่เป็นสัจธรรมที่คนทั่วโลกรู้ดี” เธอถอนหายใจเบาๆ

            ความลับที่กล่าวถึงย่อมหมายถึงกระจกวารีโหรเทพขณะที่แผนที่แม่น้ำเหลืองที่ผมเห็นในภาพมายานั้นดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับกระจกวารีโหรเทพ

            “กระจกไม่ใช่กระจก”ผมทวนคำพูดของชายชุดยาวสีเทาอย่างไม่รู้ตัว

            “อะไรหรือ” ถังหว่านสงสัย

            ผมพูดซ้ำ “กระจกไม่ใช่กระจก...กระจกวารีโหรเทพไม่ใช่กระจกคุณเข้าใจไหม”

            ถังหว่านนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบอย่างไม่แน่ใจ“เข้าใจยาก เพราะคำว่ากระจกจะใช้กับสิ่งที่สามารถสะท้อนโลกที่เป็นจริงเท่านั้นถ้ามันไม่ใช่กระจก แล้วทำไมจึงตั้งชื่อด้วยคำว่ากระจกล่ะ”

            ผมเองก็คิดไม่ออกทั้งคนชุดยาวสีเทาและซังชิงหงไม่ได้ให้คำตอบผม แต่กลับทิ้งปริศนาให้ผมมากขึ้น

            “ศพป้ากวนก็ถูกส่งมาที่นี่ค่ะ”ถังหว่านบอก

            ผมผงะ แต่นั่นเป็นเหตุผลทั่วไปเมื่อคนตายแล้ว ถ้าเป็นการตายตามธรรมชาติ ไม่มีร่องรอยการถูกฆ่าย่อมถูกส่งมาที่ฌาปนสถานเพื่อเผา

            “การตายของแกมีเงื่อนงำฉันฟังจากหมอนิติเวช ลักษณะของศพแปลกมาก” ถังหว่านลดเสียงลง

            “แปลกยังไงครับ” ผมถาม

            นอกประตูมีคนเดินไปมาแต่ไม่มีใครผลักประตูเข้ามา

            ถังหว่านขยับเข้ามาข้างหูผม“หมอนิติเวชบอกว่าป้ากวนเสียชีวิตมาอย่างน้อยหนึ่งคืนแล้วหรือนานกว่านั้น”

            ผมเข้าใจคำพูดสั้นๆ นี้ทุกคำแต่กลับไม่เข้าใจความหมายในนี้เลย

            “หนึ่งคืนหรือนานกว่างั้นหรือ” ผมถาม

            ถังหว่านพยักหน้า

            “ความหมายของหมอนิติเวชก็คือป้ากวนเสียชีวิตค่อนข้างนานแล้วแต่เราเพิ่งจากแกแค่ครึ่งวันเท่านั้น ไม่ใช่หรือ” ผมถาม

            ตอนที่ป้ากวนออกจากบ้านเก่า ผมกับถังหว่านอยู่ด้วยมองดูแกจากไป เรื่องนี้ไม่ผิดแน่นอน

            ถังหวานยิ้มแหยๆ “ก็ใช่ ฉันเป็นพยานได้แต่ว่า...ยืนยันแล้วจะมีประโยชน์อะไร ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก้าวหน้าสามารถตรวจสอบเวลาเสียชีวิตได้ ยังแม่นยำถึงขั้นนาทีและวินาทีเลยแต่ว่าหลังจากหมอนิติเวชบอกแล้ว ฉันยังไปดูด้วยตัวเองตรงกับที่หมอนิติเวชบอกไม่มีผิด เพื่อประกันเรื่องนี้ ฉันยังแอบขอให้หมอที่เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลมาดูสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าป้ากวนเสียชีวิตเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว”

             

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน