ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 25-3 (เล่ม 2): ผู้ท้าชิงที่ปราดเปรื่อง

            { สหายขึ้นไปนั่งบนเวทีฝั่งตรงข้ามกับดร.วิกรมทุกสายตาผู้ชมจับจ้องมาเป็นทางเดียว มาดเขานิ่งสุขุม ท่าทีดูเกรงขามผมทึ่งในความสามารถของชายผู้นี้ที่เวลาเอาจริงเอาจังเท่กว่าที่คิดอิสราจ้องชายหนุ่มตาไม่กระพริบ ผมไม่อาจรับรู้ได้ว่าเธอคิดอะไร

            “ท่านมีประเด็นอะไรที่ไม่เห็นด้วยก็เริ่มคอมเมนต์ได้เลย” ชายชรานั่งไขว่ห้างสบาย ๆ เอนตัวเล็กน้อยเหมือนรายการตระกูลจับเข่าคุยกันที่เห็นได้บ่อยทางทีวีกรรณิกาก็อยู่บนเก้าอี้อีกตัวข้างดร.วิกรม กลายเป็นสองรุมหนึ่ง

            “เราไม่รู้จะเริ่มจากอะไรมันเยอะไปหมด ท่านถามมาก่อนสิ เราโต้ตอบกันไปมาเหมือนการดีเบตก็ได้” สหายบอก

            “ได้เลย...ท่านเห็นด้วยกับที่เราบอกไหมว่าความคิดแบบสังคมนิยม  ไม่สามารถทำได้ยั่งยืนในโลกจริงหรอกความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว” ชายชราพูดช้า ๆ ชัด ๆน้ำเสียงยังปกติ

            “ในประวัติศาสตร์มีช่วงหนึ่งที่มีแนวคิดว่าถ้าปัญหาของทุนนิยมที่ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเกิดจากจุดเริ่มต้นที่มีโอกาสไม่เท่ากันอย่างนั้นก็ทำให้ตั้งต้นเท่ากันก็จบ จากนั้นก็จะได้ใช้กลไกตลาดได้อย่างยุติธรรมสบายใจเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเกิดกฎหมายการจำกัดมรดกที่ส่งต่อให้ลูกหลานทั้งเงินและทรัพย์สิน”

            “เราว่าแบบนั้นมันใจร้ายเกินไปไม่ต้องมีลูกยังจะดีกว่า” กรรณิกา สวนกลับ

            “ใช่ ใช้กฎหมายไปสักพักคนเริ่มค้นพบว่า มันไม่เวิร์คเพราะว่ามนุษย์มีความรักคนอยากให้ลูกหลานของตัวเองได้ดีไปกว่าตน การไม่มีลูกถือเป็นการจำกัดความรักมากเกินไปจึงกลับสู่แนวคิดสวัสดิการเหมือนเดิม” ชายหน้าหล่อกล่าวตอบโต้

            “ก็แสดงว่าท่านไม่ยอมรับว่าความไม่เท่ากันโดยกำเนิดเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม” ดร.วิกรมพูดขึ้น ผมถามข้อมูลจากไอรินเพิ่มเติมจึงรู้ว่าชายชราเคยเปิดเผยตัวเองว่านับถือศาสนาพุทธส่วนสหายเป็นผู้ที่ไม่นับถือศาสนาเหมือนคนยุคนี้ส่วนใหญ่

            “เรายอมรับว่าคนเกิดมาไม่เท่ากันจริงแค่หน้าตาก็ต่างแล้ว แต่การสรุปว่ากฎแห่งกรรมเป็นต้นเหตุ นี่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้เลย”สหายแย้ง เสียงเขาดังกึกก้องไปในอากาศโดยปราศจากการตอบสนองใด ๆ ของผู้ชมประชาชนทั้งสองฟากฝั่งของเวทีจ้องมองกันเหมือนกำลังดูเชิงของอีกฝั่ง

            “ไม่มีหลักฐานไม่ได้แปลว่าไม่มีจริง”กรรณิกาช่วยพูดแทนชายชราในที่สุด เดาว่าเธอก็นับถือศาสนาพุทธเช่นเดียวกัน

            “ถ้าพูดแบบนี้ก็อ้างอะไรก็ได้เช่น จะรู้ได้ไงว่าใจกลางโลกไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่” สหายยักไหล่ประชดพลางหันไปเรียกเสียงสนับสนุนจากผู้ชม ทว่าคนส่วนใหญ่กลับเงียบไม่ได้มีสีหน้าขำขันมุขตลกนั้น

            “กลับเข้าสู่ประเด็นดีกว่ารัฐสวัสดิการก็เป็นการฝืนธรรมชาติ...“ ดร.วิกรมเอ่ยพลางยกมือเบรก

            “มนุษย์ฝืนธรรมชาติมาตั้งนานแล้ว...”สหายสวนกลับทันควันโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ ช่างไร้มารยาทเสียจริง เมื่อไม่มีกรรมการคอยควบคุมเหมือนการดีเบต บรรยากาศจึงไม่ต่างจากการปะทะคารมที่เผยให้เห็นว่าใครใจร้อนกว่าใคร คนฝ่ายซ้ายมักถูกเหมารวมว่าเลือดร้อนหุนหันพลันแล่นกว่าฝ่ายขวา แต่ผมเชื่อว่าเป็นนิสัยส่วนตัวมากกว่า

            “ธรรมชาติไม่ได้สร้างมนุษย์ให้เกิดมาพร้อมปีกการที่คนสร้างเครื่องบินคือการฝืนธรรมชาติรึเปล่า แล้วทำไมเราจะฝืนกฎแห่งกรรมไม่ได้ล่ะ...ถ้ากฎแห่งกรรมที่ส่งผลต่อชาติหน้ามีจริงแทนที่เราก้มหน้าก้มตายอมรับทำไมเราไม่ใช้ความคิดของมนุษย์ใช้เทคโนโลยีวิวัฒนาการในการต่อสู้กับกฎธรรมชาตินั้น” สหายกล่าว

            เสียงโห่ร้องออกมาประปรายจากกลุ่มผู้ชมบางกลุ่มไม่รู้ว่าไม่พอใจที่สหายเสียมารยาทหรือไม่พอใจเพราะผู้ฟังส่วนใหญ่อุดมการณ์ตรงข้ามกับเขาทว่าชายหน้าหล่อดูไม่สะทกสะท้านต่อมลพิษทางเสียงเหล่านั้นแม้แต่น้อย แล้วเล่าต่อตอนนี้ไม่ใช่แค่โจมตีอุดมการณ์ฝ่ายขวา แต่ยังลามไปถึงความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมอีกด้วยจะมองว่าออกนอกประเด็นหลักก็ได้

            “...สมมุติว่ามีครอบครัวสิบครอบครัวแล้วมีคนหนึ่งยากจน ก็บอกว่าเกิดจากการทำชั่วไปขโมยของคนอื่นมาในอดีตชาติพอมาเกิดใหม่ในอีกครอบครัวหนึ่งที่ยากจนกว่า เขาก็มีแนวโน้มจะทำชั่วไปขโมยของซ้ำซ้อนอีกทำไมเราไม่ตัดวงจรด้วยการเอาเงินให้เขาเมื่อเขาไม่อยากจนแล้วเขาก็จะไม่ไปขโมยของใครอีก เป็นการป้องกันการทำชั่วไม่งั้นก็ต้องชดใช้กรรมไปไม่รู้จบอย่างนี้หรือ”

            “แบบนี้คนที่ทำชั่วก็ไม่รับผลกรรม ก็เท่ากับส่งเสริมการทำชั่วหรือเปล่า”กรรณิกาพูดแทรกขึ้นมา

            “เราไม่ได้หมายความว่าจะส่งเสริมการทำชั่วเพียงแต่เราต้องเปลี่ยนกฎแห่งกรรมที่ควบคุมไม่ได้ให้มาควบคุมได้ นั่นก็คือคนที่ทำชั่วควรจะได้รับผลในชาตินี้ไม่ใช่ชาติหน้าไม่ใช่เห็นคนชั่วลอยนวลแล้วก็บอกว่าเดี๋ยวเขาก็ได้รับผลกรรมนั้นเองแต่เราต้องทำลายความชั่วในชาตินี้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยต่างหาก...”

            “ถึงมีกฎแห่งกรรมดีไง”เสียงใส ๆ ดังพึมพำมาจากขวามือของผม อยู่ดี ๆ อิสราก็เปรยขึ้นมาราวกับว่าต้องการมีส่วนร่วมบนเวที เธอกำลังอินกับการดีเบตนี้ดร.วิกรมกับกรรณิกานั่งพยักหน้าเป็นระยะขณะฟังผมรู้สึกว่าพวกเขาสองคนตั้งใจไม่ตอบโต้มากปล่อยให้แขกรับเชิญได้ออกความเห็นเต็มที่คงเสียมารยาทมากถ้าไปหักหน้าเขากลางเวที สหายกล่าวต่อไปโดยไม่ได้พูดถึงกฎแห่งความดีคงไม่ได้ยินที่อิสราพูด

            “...นักการเมืองในอดีตเคยเอากฎแห่งกรรมมาอ้างบอกประชาชนที่ยากไร้ว่าต้องยอมรับธรรมชาตินี้ มีการศึกษาแล้วพบว่าคนที่พูดแบบนี้90% เป็นอภิสิทธิ์ชนที่รวยอยู่แล้ว มีโอกาสอยู่แล้วและส่งต่อโอกาสนั้นให้ครอบครัวของตนไปเรื่อย ๆ ทุกเจเนอเรชัน[1] จึงต้องมีตาข่ายพร้อมรองรับความเสี่ยงได้ทุกรูปแบบ”

            ดร.วิกรมตอบโต้อย่างใจเย็นน้ำเสียงไม่ได้เดือดดาลเหมือนกับสหาย “ไม่ใช่ว่าประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการทุกประเทศจะอยู่รอดนะส่วนใหญ่จะล่มสลายด้วยซ้ำ เพราะว่าไม่มีเงินที่จะให้ โชคดีที่ประเทศเราประคับประคองมาได้แต่วันหน้าก็ไม่แน่ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ขืนประชาชนเรียกร้องมากขึ้นเรื่อย ๆสักวันเราเชื่อว่าต้องพบจุดจบเดียวกัน”

            “ประโยคนี้เป็นการสรุปที่ผิดเพราะสรุปแบบ‘ออล ออร์ นัน’[2] หรือแบบคำตอบเดียว ทำไมเราถึงไม่เอาบทเรียนที่ประเทศเหล่านั้นทำผิดพลาดจนเป็นสาเหตุให้ล่มสลายมาวิเคราะห์แล้วมาปรับปรุงแก้ไข เล่า เมื่อแก้ไขจุดหนึ่งเพียงเล็ก ๆน้อย ๆ ก็อาจจะไม่ผลลัพธ์ที่ต่างจากเดิมแล้วเช่นเดียวกับปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก[3]ไม่ได้แปลว่าทำแบบนั้นแล้วจะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ยืนยันได้ว่าเหมือนเดิมแน่ๆ ก็คือ ประชาชนได้ประโยชน์เหมือนเดิม ทำไมเราไม่ลองมองว่าแล้วสวัสดิการที่ผ่านมาทำให้ได้ประโยชน์อะไร แต่มองผลลัพธ์ของการผ่านไปหลายสิบปีว่าสุดท้ายมันก็ต้องล่มสลาย จึงไม่ต้องทำแต่แรก”

            เพื่อนร่วมงานผมกำลังปล่อยพลังเหมือนเก็บกดมานาน ผมเห็นกรรณิกาอ้าปากเตรียมจะเถียงแต่ดร.วิกรมจับชายเสื้อเธอกระตุก เป็นสัญญาณให้หยุดไว้ก่อนแล้วยกนาฬิกาข้อมือให้ดู เดาว่าช่วงถามตอบใกล้หมดลง

            “ถ้าคิดแบบนี้ก็แปลว่าไม่ต้องทำอะไรให้ใครเลยก็ได้ เพราะสุดท้ายทุกคนก็ต้องตายอยู่ดี ถ้าเรารู้ว่าคน ๆนี้อีกเจ็ดวันจะตายเราก็บอกว่าไม่ต้องให้เขากินดีอยู่ดีแล้วเดี๋ยวอีกเจ็ดวันเขาก็ตายอยู่ดี แบบนี้หรือเปล่าดังนั้นสุดท้ายประโยชน์มันก็ขึ้นกับมุมมอง มีข้อดีข้อเสีย ไม่ไปสุดทางใดทางหนึ่งออกมาตรงกลางแต่จะค่อนไปทางไหนก็แค่นั้นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในอดีตมีตั้งมากมายไม่ใช่เหรอว่า แนวคิดเสรีนิยมใหม่หรือแนวคิดคล้ายกันนี้ ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไรก็ตาม มีปัญหา มีหลักฐานมากกว่าการบอกว่ารัฐสวัสดิการเป็นปัญหาซะอีกเพราะว่าใช้มานานกว่า และหลายประเทศมากกว่า”

            สหายเว้นช่วงพักหายใจให้เหล่าผู้ชมได้ครุ่นคิดแล้วกล่าวต่อ“...สุดท้ายเราแค่มุมมองต่างกันท่านมองว่าปัญหาของประชาชนก็เกิดจากเสรีภาพที่เขาทำตัวเองถ้าเขาพัฒนาตน ชีวิตก็จะดีขึ้นในขณะที่เรามองว่าการให้สวัสดิการคือเสียเงินเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดปัญหามันทำให้ทุกคนเท่ากันไม่ได้อยู่แล้วยังไงคนรวยก็สามารถทำให้เงินตนเองงอกเงยได้เสมอสวัสดิการแค่ลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่เหลือน้อยที่สุด ทำให้มีปัญหาน้อยที่สุด”

            เสียงทั้งเวทีเงียบสักพักหนึ่งดูเหมือนสหายจะระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจมาจนหมดแล้วดร.วิกรมยิ้มกว้างแล้วลุกขึ้นยืน

            “ขอบคุณท่านสหาย มงคลมิตรมากที่อุตส่าห์มาวิพากวิจารณ์แนวคิดของเรา ทำให้เราคิดได้ทบทวนหลักการของเรา”ดร.วิกรมกล่าวผ่านไมโครโฟน ผมเดาว่าชายชรารู้ชื่อของสหายจากเอวีเอสอีที่สวมอยู่ซึ่งสามารถใช้เอไออ่านใบหน้าเทียบกับโพรไฟล์ในเอ็นทีเอฟได้ ยกเว้นจะตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในโซเชียลมีเดียไม่ให้เป็นสาธารณะชายชราผายมือไปทางแขกรับเชิญบนเวที เสียงปรบมือดังก้องมาจากผู้ชมผมชื่นชมคนยุคนี้อย่างหนึ่งในเรื่องการเคารพความเห็นต่างนอกจากพวกเขาจะคุยเรื่องการเมืองในที่สาธารณะจนเป็นปกติแล้วยังปรบมือให้เกียรติแขกรับเชิญทั้งที่ก่อนหน้านี้เพิ่งแสดงปฏิกิริยาโห่ร้องไม่เห็นด้วยไปหมาดๆ สหายโน้มตัวเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ แล้วก้าวมายืนต่อหน้าชายชราจากนั้นยื่นมือมาข้างหน้าเป็นสัญลักษณ์ขออนุญาตชายชราทำแบบเดียวกันเขาจับมือดร.วิกรมเขย่าตามมาด้วยกรรณิกาตั้งแต่ผมมาถึงโลกนี้มีแค่สหายนี่แหละที่ชอบทักทายคนอื่นด้วยการขอจับมือเป็นเอกลักษณ์ผมโดนตั้งแต่ครั้งแรกที่ชายผู้นี้แนะนำตัวกับผม 

            “น่าเสียดายที่เซสชันนี้ไม่มีเวลาพอที่จะโต้ตอบได้ทั้งหมดเราสัญญากับท่านผู้ชมทุกท่านว่าเราจะสรุปประเด็นที่สำคัญแล้วตอบไว้ในเว็บไซต์ของเรา อย่าลืมนะว่าเรื่องของการเมืองไม่มีผิดถูกประชาชนเท่านั้นคือผู้ตัดสิน ฝากอุดมการณ์กลุ่มความหวังใหม่ และพรรคตามระเบียบไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะค่ะ” กรรณิกาพูดปิดท้ายพร้อมกับส่งรอยยิ้มโปรยเสน่ห์ให้กับผู้ชม ยิ่งทำให้เสียงปรบมือดังก้องไปอีกสหายเดินออกจากเวทีอย่างสง่าผ่าเผยขึ้นมาสมทบกับพวกผม

            “ท่านพูดได้ดีมากเลยเราขอเอาไปเขียนข่าวด้วยได้ไหม” อิสราชูนิ้วโป้งให้สหาย พร้อมทั้งยิ้มเหมือนชื่นชมผมทำสีหน้าเรียบเฉยขณะยื่นกล้องคืนให้เขา ไม่เม้มปากหมั่นไส้ก็บุญแล้ว

            “ท่านต้องทำอะไรอีกไหมเราชักจะเริ่มหิวอีกแล้วเนี่ย” ชายหน้าหล่อพูดเสียงแหบ คงพล่ามจนคอแห้ง }

     

            พวกเราแวะที่โรงอาหารอีกที่หนึ่งเพื่อทานอาหารว่างอิสราสั่งเค้กผลไม้รวมกับเครื่องดื่มสุดโปรดอย่างนมชมพูปั่นสหายถอดเสื้อสูทตัวนอกแขวนไว้บนพนักเก้าอี้ แล้วรีบตักไอติมเข้าปากไม่แปลกที่ชายคนนี้จะร้อนอบอ้าว เพราะเอาแต่สวมสูทเต็มยศวิ่ง ๆ เดิน ๆกลางแดดเปรี้ยง ผมรู้สึกสมน้ำหน้าในใจแต่ก็ไม่ได้แสดงอากัปกิริยาอะไรออกมาได้แต่กินกาแฟมอคค่าในมือแก้วเดียว ยังอิ่มจากอาหารกลางวันอยู่เพราะต้องเขมือบกล้วยทอดเองคนเดียวจนหมดถุง บรรยากาศรอบตัวคึกคักไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลายของผู้คนบ้างก็เล่นเกมซิมูเลชันด้วยกัน บ้างก็นั่งสนทนาการเมืองเคร่งเครียดบ้างก็เอาคอมพิวเตอร์พกพาขึ้นมาเปิดทำงานผมได้ยินแม่ลูกคู่หนึ่งนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะด้านหลังแม่กำมือของลูกชายไว้แล้วพูดให้กำลังใจ เพื่อลดความประหม่าของลูก ดูเหมือนเด็กชายกำลังจะได้ขึ้นไปพูดบนเวทีสักหมายเลขหนึ่งเป็นครั้งแรก

            “ลูกอายุ 15 แล้ว ถ้าลูกไม่พูดความคิดของตนเองให้ประชาชนคนอื่นตั้งแต่ตอนนี้อีกหน่อยลูกก็จะไม่ได้สิ่งที่ลูกต้องการ ปัญหาก็จะคงอยู่ตามเดิม”  หญิงวัยกลางคนบอกลูกชาย

            “ครับ ลูกจะพยายาม” เด็กชายตอบแววตาดูมุ่งมั่น ผมอดนึกถึงตัวเองตอนอายุเท่านี้ไม่ได้ เวลานั้นผมมีตั้งใจแน่วแน่เลือดร้อนไม่แตกต่างจากเด็กหนุ่มคนนี้ เด็กในยุคนี้โชคดีที่ผู้คนสนใจการเมืองพ่อแม่สนับสนุนให้ลูกมีส่วนร่วมเต็มที่ ในขณะที่ยุคเก่าการเมืองเป็นสิ่งต้องห้ามยิ่งเด็กยิ่งไม่ควรยุ่ง ผมต้องแอบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ให้พ่อแม่รู้ครั้งหนึ่งผมเคยโกหกแม่ว่าจะไปติวหนังสือกับเพื่อนเพื่อไปร่วมการชุมนุม

            แต่มันเป็นอดีตไปแล้วพอกาลเวลาเปลี่ยน จิตใจคนก็เปลี่ยน

            ผมซดเครื่องดื่มจนหมดพอคาเฟอีนที่พร่องไปถูกชดเชยจึงค่อยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นหน่อยผมหันไปมองเพื่อนร่วมงานทั้งสอง อิสราคุยกับสหายไม่หยุดเลยตั้งแต่ออกมาจากเวทีนั้นทั้งคู่ขยายความเนื้อหาบนเวทีอย่างดูมีชีวิตชีวาสลับกับกล่าวชมสหายที่กล้าพูดในดงของศัตรูผู้เห็นต่าง ผมถูกเมินเหมือนไร้ตัวตนราวกับเป็นธาตุอากาศที่ไม่มีใครสังเกตเห็นกลิ่นกาแฟอันหอมกรุ่นไม่ได้ช่วยให้ความขุ่นมัวในใจจางลงเลย

            “เราชอบมากที่ท่านบอกว่าถ้าประวัติศาสตร์ของอุดมการณ์แบบหนึ่งจะสร้างความเสียหายนำไปสู่หายนะ แทนที่จะล้มเลิกความคิดไปเลยทำไมไม่วิเคราะห์สาเหตุที่เสียหายจริงแล้วแก้ไข” อิสราพูดขึ้นกลางวงสนทนาผมก็ได้ยินด้วย เธอยังอ้างอิงไปถึงหนังสือชื่อ ‘หลักการสังคมแห่งอนาคต (Futuristicsociety principle)’ ของนักเขียนสักคนซึ่งผมจำชื่อไม่ได้รู้แต่ว่าเกิดขึ้นในอนาคตของยุคผม ปรากฏว่าสหายก็เคยอ่านเล่มนี้เช่นกันชายผู้นี้บอกว่าบทที่อิสราพูดถึงเป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับจุดประสงค์ของการศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่แรกมนุษย์จะสนใจประวัติศาสตร์ ก็ต่อเมื่อ สังคมพัฒนาไปข้างหน้าโดยไม่ซ้ำกับแบบเดิมซึ่งแปลความได้สองประการ หนึ่งถ้าสังคมไหนพัฒนาซ้ำแบบเดิม วนลูปอยู่เช่นนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์แต่ถ้าเราเลือกศึกษาก็แปลว่าต้องใช้ประโยชน์จากมันเพื่อทำให้สังคมไม่ซ้ำรอยเดิมอีกฟังจากที่เขาเล่ามาผมรู้เลยว่าคู่แข่งคนนี้ไม่ธรรมดาเขารอบรู้มากกว่าที่ผมประมาณการณ์ไว้แต่แรก

            “ที่สำคัญทุกครั้งที่เราเปลี่ยนวิธีการบางอย่าง แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจให้ได้ผลแบบใหม่เหมือนปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก” สหายวกกลับมาสู่เรื่องตั้งต้น

            “จริง ๆ คำนี้มาจากการตั้งคำถามเฉย ๆนะไม่ได้มีผลทดลองจริง เอ็ดวาร์ด ลอเรนซ์[4] คนที่ทดลองทฤษฎีนี้ก็ใช้คอมพิวเตอร์สร้างแบบจำลองสภาพอากาศแล้วอยากประหยัดเวลาคำนวณครั้งต่อไปเลยใช้ข้อมูลที่คำนวณได้ก่อนหน้านี้เป็นค่าเริ่มต้นแทนที่ค่าเริ่มต้นจริง ปรากฏว่าผลการคำนวณต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเพราะมีการปัดค่าทศนิยมที่มีค่าน้อยมาก ๆ เขาเลยตั้งคำถามว่า หากผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกอยู่ที่ประเทศบราซิลจะทำให้เกิดพายุทอร์นาโดที่รัฐเท็กซัสได้หรือไม่ เกิดเป็นระบบดีเทอร์มินิสติกเคออส[5]ที่มีความอ่อนไหวต่อค่าเริ่มต้นเพราะเกิดจากฟังก์ชันแบบไดนามิก[6]และนัน-ลิเนียร์[7]”

            อิสราเล่ายืดยาวมาเป็นชุดทำผมกับสหายอ้าปากค้าง เธอเลยไม่ขยายความต่อ เธอมีความเป็นกีก[8]วิทยาศาสตร์มากกว่าที่ผมคิดไว้แต่แรกสหายเองก็ยิ้ม ๆ โดยไม่คอมเม้นอะไร เขาคงไม่ชำนาญเรื่องนี้พอ ๆ กับผมหญิงสาววกกลับมาชมชายหน้าหล่ออีกครั้ง

            “ที่ท่านพูดเรื่องกฎแห่งกรรมก็น่าสนใจดีเราว่าจะเอาเรื่องนี้ไปเขียนแน่ ๆ”

            “ตามสบายเลยท่านมีอะไรจะเค้นเพิ่มอีกไหม”สหายโน้มตัวมาใกล้พลางส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้หญิงสาว หากมองด้วยมุมที่ปราศจากอคติผมควรจะชื่นชมสหายการที่ผมเห็นเขาถกเถียงได้มากมายขนาดนี้แสดงว่าตั้งแต่เขาฟังมาทั้งหมดก็มีเหตุผลตอบโต้อยู่ในใจแต่แรกแล้วขณะที่เขาถ่ายวิดีโออย่างตั้งใจ ก็ไม่แสดงปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยอะไรเลยสะท้อนถึงการเคารพความเห็นต่างได้ดีเยี่ยมผิดกับธรณีที่เวลาผมพูดอะไรที่ไม่เข้าหูเขา ต้องรีบเถียงโต้กับเสียงดังทันที

            แต่ด้วยความรู้สึกลึก ๆ ในใจผมยอมรับว่า เห็นสหายคุยกับอิสราอย่างสนิทสนมแล้วหงุดหงิด บ่อยครั้งที่หญิงสาวหัวเราะคล้อยตามมุกตลกอันเฝือดเฝือนของชายผู้นี้เสียงสดใสนั้นบาดลึกเข้ามาในใจผมยิ่งกว่าคำด่าทอใด ๆ

            ระหว่างสัมภาษณ์ผมเห็นสายตาปลื้มปิติที่หญิงสาวมองชายผู้นี้ซึ่งเป็นแบบเดียวกับตอนที่เขาเป็นแขกรับเชิญบนเวทีผมรู้เลยว่าเธอประทับใจมากแค่ไหน อิสราเคยบอกผมตั้งแต่ตอนปั่นจักรยานว่าชอบผู้ชายที่เก่งกว่าเป็นคนที่ปกป้องเธอได้ รอบนี้สหายแสดงฝีมือความเจนจัดทางการเมืองเหนือกว่าอิสราทักษะการพูดที่แพรวพราวมีเสน่ห์ทำให้เธอชื่นชมประทับใจได้ไม่ยากคนที่เอาแต่นั่งตัวสั่นตอนโดนชวนขึ้นเวทีแบบผมแพ้หมดรูป ความหวังช่างริบหรี่เหลือเกินแต้มต่อที่ได้กลับมาตอนช่วยอิสราตามหาเวที หมดประโยชน์โดยสิ้นเชิง

            มีจังหวะหนึ่งที่ผมสบตาสหายโดยบังเอิญแล้วมันก็เลิกคิ้วให้ผมเพื่อเป็นเชิงเยาะเย้ยในความพ่ายแพ้ ชายผู้นี้คงเดาได้แต่แรกแล้วว่าผมมาเพื่อจุดประสงค์อะไรไม่ได้มาเป็นเพื่อนธรณีตามที่อ้างหรอก แต่มาเพื่อเป็นก้างขวางคอไม่ให้เขาสานสัมพันธ์กับอิสราศึกนี้สหายเป็นฝ่ายชนะ ผมพยายามปลอบใจตัวเองว่าอิสราไม่ใช่อันธิยา แม้จะหน้าตาจะเหมือนกันแต่อิสราเจ้าเล่ห์กว่า เธอทั้งเล่นตัว และหลอกทดสอบใจผมหลายครั้ง เธออาจจะคู่ควรกับคนอย่างสหายมากกว่าผม

            แต่ผมก็ตัดใจจากเธอไม่ได้เสียทีผมซ่อนความอิจฉาชายผู้นี้ไว้ไม่มิด

            “เรากลับกันเถอะ”อิสราหันมาพูดกับผมเป็นประโยคแรกตั้งแต่หย่อนตัวลงนั่ง

            “งานท่านเสร็จแล้วเหรอ”ผมแปลกใจที่ภารกิจอันมากมายของเธอเสร็จตอนบ่ายสองโมงครึ่ง

            “ใช่ เดี๋ยวเราต้องกลับไปเขียนข่าวอีกร่างไว้หมดแล้ว เหลือแค่เรียบเรียง น่าจะทันสี่โมง” เธออธิบาย แล้วเชิญชวนผม“ท่านจะกลับกับพวกเราไหม สหายเอารถมา ธรคงยังไม่เสร็จหรอก”

            ผมเหลียวไปดูสหายซึ่งแสยะยิ้มคงไม่สบอารมณ์ที่อิสราชวนผม แต่ก็ไม่อยากเสียมารยาทขัดเธอ ผมควรจะไปหรือไม่ไปดีนั่งไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา ผมจินตนาการภาพออกเลย สหายกับอิสราคงนั่งหน้าอาจไม่กดปุ่มปรับเบาะหันมาด้วยซ้ำ ทั้งคู่ก็จะคุยจ้อกันสองคนเหมือนสภาพในตอนนี้ ปล่อยให้ผมเป็นหมอนตุ๊กตาประดับอยู่ที่เบาะหลังรถแล้วผมจะทำร้ายความรู้สึกตัวเองเพิ่มทำไม ยังไงผมก็ไม่มีทางสู้เขาได้ทั้งรูปร่างหน้าตา ทั้งความรู้ แค่สองคนนี้คุยเรื่องหนัง เพลงซีรีย์ในปัจจุบันนี้ผมก็ตามไม่ทันแล้วนี่ยังไม่นับว่าต้องคอยวิตกว่าจะเผลอปล่อยไก่ พูดแต่ของเรโทรให้ชายหน้าหล่อสงสัยผมเพิ่มอีก

            “พวกท่านกลับเถอะเดี๋ยวเราว่าจะไปตามหาธรณีหน่อย” ผมตัดสินใจแล้วเหตุผลแรกที่ผมบอกอิสราไปก็คือการติดสอยห้อยตามเพื่อนมาภารกิจที่จะมาปกป้องอิสราล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

            “โอเค งั้นพวกเราไปก่อนนะไว้เจอกันที่บริษัท” สหายลุกขึ้นนำ แล้วหญิงสาวจึงลุกตามก่อนไปเขายังมีน่ามาทำเป็นสนิทกับผมอีก อิสราโบกมือแล้วยิ้มให้ผมเป็นการอำลาปล่อยให้ผมนั่งโดดเดี่ยวอย่างเหงาหงอย

            ทั้งคู่ก้าวออกไปได้แค่สามก้าวก็ต้องหยุดเมื่อมีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งยืนดักรออยู่ตรงนั้นเธอถือกล้องกับไมโครโฟนแบบเดียวกับกล้องของสำนักข่าวแต่ดูไม่ไฮเทคเท่า

     


    [1]Generation การแบ่งกลุ่มผู้คนตามช่วงปีเกิดซึ่งเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ ค่านิยม ความคิด และพฤติกรรมร่วมกัน

    [2]All or none ทั้งหมดหรือไม่มีเลย

    [3]Butterfly effect แนวคิดในทฤษฎีความวุ่นวายที่อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยของระบบที่ซับซ้อนอาจส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่และคาดไม่ถึงในระยะยาวเหมือนกับการกระพือปีกของผีเสื้อที่สามารถทำให้เกิดพายุในอีกซีกโลกหนึ่งได้

    [4]Edward Lorenz

    [5]Deterministic chaos ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ที่ว่าระบบที่ดูเหมือนวุ่นวายและคาดเดาไม่ได้แท้จริงแล้วถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ที่แน่นอน

    [6]Dynamic ระบบที่มีพลวัตมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    [7]Non-linear ความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเส้นตรงผลลัพธ์ไม่ได้เป็นสัดส่วนโดยตรงกับเหตุที่เกิดขึ้น

    [8]Geek คำที่ใช้เรียกผู้มีความสนใจหรือเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษโดยเฉพาะเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ หรือวัฒนธรรมย่อย

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน