ฤทธิ์กระบี่เทพมารราคะสยบปฐพี..!!

    บทที่ 73 โบยบินอิสระไร้พันธนาการ

            "ท่านแม่ กระนั้นรึ…? "


            ใช่แล้วสตรีที่ร้องห้ามเว่ยเซี่ยเสียงดังผู้นี้คือมารดาของมัน ทว่า…นางมิใช่ฟางเหนียง แต่กลับเป็นเตียวเหม่ยแม่เลี้ยงเจ้าสำนักคนงามแทน


            "นะ…นี่เจ้า…ทำอันใดลงไปเว่ยเซี่ย ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของเจ้ารึ"


            เตียวเหม่ยกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนที่สีหน้าจะพลันซีดเผือดเพราะเห็นพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยโลหิตแดงฉาน พร้อมกับร่างสองร่างที่ถูกสังหาร นอนตายอย่างสยดสยอง เว่ยเซี่ยนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนที่มันจะตั้งสติได้ และกล่าวขึ้นอย่างดุดันก้าวร้าว


            "ใช่ ทั้งหมดที่ท่านเห็นเป็นฝีมือของข้าเอง ก็พวกมันคิดจะเข้ามาทำร้ายข้าก่อน ท่านจะให้ข้ายืนอยู่เฉย ๆ หรือไร"


            "ระ…เรื่องนั้นข้าทราบดี แต่ว่าเจ้าไม่ลงมือหนักเกินไปหน่อยรึ หากพวกมันคิดจะทำร้ายเจ้าจริง เจ้าก็เล่นงานมันให้บาดเจ็บเหมือนครั้งก่อนก็พอ ไม่เห็นจำเป็นจะต้อง…."


            สีหน้าของเตียวเหม่ยยามนั้นนางดูตื่นกลัวเว่ยเซี่ยเป็นยิ่งนัก มันไม่เหมือนเด็กหนุ่มอ่อนโยนที่นอนร่วมเตียงกับนางเมื่อหลายวันก่อนเลยแม้แต่น้อย นี่มันเกิดอันใดขึ้นกับเขากันแน่….


            พอได้ยินเตียวเหม่ยเอ่ยถามเว่ยเซี่ยก็พลันได้สติกลับคืนมานิดหน่อย ดวงตากลับเป็นดังเดิม แต่ก็เพียงครู่เดียว ก่อนที่จิตมารราคะในกายจะควบคุมมันอีกครั้ง


            แววตาของเว่ยเซี่ยสาดประกายแดงก่ำน่ากลัวอีกครั้ง


            "ท่านจะไยดีพวกมันไปไย ก็แค่เศษสวะไร้ค่า จริงสิ หากเป็นท่านคงตอบคำถามของข้าได้แน่"


            "คำถามอันใด..? "


            "เมื่อสักครู่ไอ้ลูกเต่าตัวนี้มันบอกว่า ท่านแม่ฟางเหนียงกำลังจะแต่งงานกับพี่ชายของมัน และทั้งคู่กำลังฝึกวิชากันอยู่สองต่อ ที่มันเห่าออกมาเป็นความจริงหรือไม่ท่านแม่ ตอบข้ามา…!!"


            เว่ยเซี่ยขึ้นเสียงเตียวเหม่ยดังก้อง จนนางกับชาวยุทธ์คนอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นยังสะดุ้งสะเทือนจนต้องก้าวถอย


            ยามนี้เตียวเหม่ยค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า เด็กหนุ่มผู้นี้มิใช่เว่ยเซี่ยคนที่นางเคยรู้จัก แต่เขาคงถูกอะไร บางอย่างครอบงำอยู่เป็นแน่ หากใช้ไม้แข็งคงเกิดการสูญเสียใหญ่หลวง เช่นนั้นนางจึงต้องใช้ไม้ อ่อนเกลี้ยกล่อมมันก่อน


            "เว่ยเซี่ยฟังแม่นะ…เรื่องที่ฟางเหนียงกับมู่เทียนหยงร่วมกันฝึกวิชานั้นเป็นความจริงแต่นั่นพวกเขาก็ทำเพื่อส่วนร่วม หากมิฝึกวิชาในคัมภีร์ทั้งสองจนบรรลุถึงขั้นสูงสุด คงมิอาจเอาชนะประมุขพรรคมารได้แน่ ๆ และแม่ขอเอาหัวเป็นประกันว่า ทั้งสองมิได้มีอะไรเกิดเลยกัน หากเจ้าไม่เชื่อก็รออีก สองสามวันเมื่อนั้นเจ้าค่อยเอ่ยปากถามนางเองก็ได้ ส่วนเรื่องงานแต่งงานนั้น…….ไม่เป็นความจริง ใช่ไหม ฮวยฮง รีบเอ่ยปากขอโทษเว่ยเซี่ยเร็วเข้าที่เจ้าโป้ปดออกมา เขาจะได้ละเว้นชีวิตเจ้า"


            เตียวเหม่ยพยายามส่งสัญญาณให้เจ้ามู่ฮวยฮงที่นั่งฉี่ราดอยู่บนพื้น เล่นละครตามที่นางบอก เพราะถ้าพูดความจริงทั้งหมด เจ้าฮวยฮงคงได้มีสภาพไม่ต่างจากสองผู้คุ้มกันของมันแน่


            "ที่นางบอกเป็นความจริงหรือไม่….เจ้าลูกเต่า" เว่ยเซี่ยหันมาถามเจ้าฮวยฮงด้วยแววตาน่าสะพรึงกลัวพร้อมน้ำเสียงเย็นชาน่าขนลุก เจ้ามู่อวยฮงที่กลัวจนขี้ขึนสองอยู่แล้ว ก็ยิ่งกลัวหนักกว่าเดิม คำพูดคำจาที่เปล่งออกมาฟังดูไม่รู้เรื่อง น้ำหูน้ำตาไหลท่วมไปหมดอย่างน่าสังเวช เว่ยเซี่ยเห็นแล้วก็ได้แต่นึกสมเพช ก่อนที่มันจะเคลื่อนคมกระบี่ออกจากคอหอยของเจ้ามู่ฮวยฮง


            "ถ้าเช่นนั้น ในครั้งนี้ข้าจะเห็นแก่หน้าท่านแม่เตียวเหม่ย เมตตาปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าเจ้ายังตามตอแยน้องเว่ยหลิน หรือเที่ยวข่มเหงรังแกผู้อื่น รับรองข้าจะให้เจ้าต้องตายอย่างทรมานยิ่งกว่า ไอ้สองคนนี้เป็นแน่ ไสหัวไป…!!" เว่ยเซี่ยตวาดใส่เจ้ามู่ฮวยฮงเสียงดัง ก่อนจะเตะใส่มันอย่างแรงราวกับเป็นลูกบอล


            "เหวออออ..ออออ กลัวแล้ว ข้ากลัวแล้วต่อไป ข้าไม่กล้าแล้ว" มันแหกปากร้องราวกับเป็นหมูถูกเชือด ก่อนจะพลันลุกขึ้น และวิ่งหนีหายไปอย่างไม่คิดชีวิต


            "ไอ้เศษสวะชั้นต่ำเอ๊ย…" เว่ยเซี่ยพึมพำเบา ๆ ในขณะที่มองเจ้ามู่ฮวยฮงวิ่งหายลับไป ทว่า..ในยามนั้นเองเสียงของเตียวเหม่ยก็เอ่ยดังขึ้นมาบ้าง


            "พวกเจ้าทุกคนจงฟังคำสั่งข้า ละ…ล้อมเว่ยเซี่ยเอาไว้ อย่าให้เขาหนีไปได้..!!"


            ไม่สำคัญว่าจะเป็นบุตรบุญธรรม หรือ….เป็นชายผู้เป็นที่รัก หากฆ่าคนก็ต้องชดใช้ และยิ่งเหตุเกิดในสำนักที่นางปกครองแล้วด้วย อย่างไรเสียก็คงจะปล่อยให้เขาจากไปเฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ ไม่เช่นนั้นนางจะมองหน้าชาวยุทธ์ผู้อื่นได้อย่างไรนับจากนี้


            เว่ยเซี่ยเอ่ยเสียง 'โอ้' ก่อนที่มันจะแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายที่มุมปาก


            "จริงสิ ข้าพึ่งจะฆ่าคนไปสองคน นี่นะ แถมยังทำในสำนักของท่านแม่ด้วย หากท่านแม่นิ่งดูดาย ผู้อื่นคงจะครหา ติฉิน ว่าท่านลำเอียงเขาข้างข้า ประเสริฐนัก ประเสริฐจริง ๆ แต่จะให้ข้ายอมถูกจับในยามนี้ก็เห็นไม่เหมาะ หรือจะให้ข้าลงมือทำร้ายพวกพี่สาวคนงามเหล่านี้ ข้าก็คงทำไม่ลง เอาเป็นว่าข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน ไว้อีกสองสามวัน ข้าจะกลับมาเพื่อพบกับท่านแม่ฟางเหนียง…"


            พอเว่ยเซี่ยกล่าวจบเตียวเหม่ยก็รู้แน่แล้วว่า เว่ยเซี่ยกำลังคิดหนี นางจึงได้พลันร้องสั่งให้ศิษย์ในสำนักตั้งค่ายกล สกัดมันไว้


            "ค่ายกลกระบี่ร้อยบุปผาไร้ใจกระนั้นรึ? หากเป็นก่อนหน้านี้ ข้าคงต้องใช้เวลาฝ่ามันออกไปนานโข ทว่ายามนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว..!!" เว่ยเซี่ยเอ่ยขึ้นก่อนที่มันจะพลันพลิกม้วนฝ่ามือกระแทกลงพื้น จนบังเกิดเป็นระลอกปราณคลื่นกระจายออกไปรอบทิศ


            พลังนี้รุนแรงมาก ทว่า….กลับมิได้ทำให้ศิษย์สาว ๆ ซึ่งล้อมมันอยู่บาดเจ็บสักนิด หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการทำลายเสื้อผ้าอาภรณ์ที่พวกนางสวมใส่จนขาดกระจุยกระจายแทน เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ ผสานกับความอายดังระงม แค่พวกนางใช้สองแขนสองขาปิดบังของสงวนที่เผยออกมาก็เต็มกลืนแล้ว อย่าได้พูดถึงการจะตั้งค่ายล้อมจับเว่ยเซี่ยไม่ให้หลบหนีเลย ไม่มีทางทำได้แน่นอน ส่วนเตียวเหม่ยนั้นมีวรยุทธ์สูงส่งนางจะหมุนตัวหลบพลังคลื่นลามกคลื่นนี้ได้ แต่กว่าที่นางจะตั้งตัวได้อีกครั้ง เว่ยเซี่ยก็ใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานหนีไปจากตรงนั้นเรียบร้อย…


            "ฮ่าๆๆๆ พี่สาวทุกท่าน พวกเจ้าช่างงดงามยิ่งนัก ไว้วันหน้าวันหลัง ข้าจะกลับมากราบขอขมาที่อกนิ่ม ๆ ของพวกท่านนะ แล้วพบกัน…"


            เว่ยเซี่ยส่งเสียงหัวร่อดังลั่นบนท้องฟ้าก่อนที่มันจะลอยหัวหายลับไป เตียวเหม่ยเองก็ทำได้แค่มองทอดสายตา พร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย มิรู้ว่าเมื่อได้พบกับฟางเหนียงในอีกสามวันข้างหน้า ตนเองจะบอกเช่นไรดี ว่ายามนี้ เกิดอันใดขึ้นกับเว่ยเซี่ยบุตรชายสุดที่รักของนาง...


            จบบท

    คล้ายกับเรื่องฤทธิ์กระบี่เทพมารราคะสยบปฐพี..!! ที่คุณอ่าน