ตอนที่21 กลไกฟ้าขยับ ลมบูรพาก็มา*
(*เปรียบเปรยว่า เมื่อจังหวะฟ้ามาถึง โอกาสย่อมตามมา)
การแข่งขันบัณฑิตชั้นในจัดขึ้นในอีกสามวันให้หลังปีนี้มีศิษย์ชั้นในสิบคนถึงวาระที่ต้องจบการศึกษาจากสถานศึกษาม่ออู๋หยาแล้วการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการตัดสินลำดับของศิษย์ที่เหลืออยู่และเป็นการตัดสินอันดับของศิษย์ที่กำลังจะจบออกไป
ศิษย์ชั้นนอกได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมชมการแข่งขันต่างก็ขึ้นมาบนยอดเขาตงซานฉีนี่คือศึกที่จะเกิดขึ้นปีละครั้งเท่านั้น หลังการสอบบุ๋นหนึ่งวันต่อไปก็คือการสอบบู๊ ใช้วิธีใดก็ได้ล้มคู่ต่อสู้ให้ได้ภายในเวลาหนึ่งก้านธูปเมื่อหมดเวลาหากล้มคู่ต่อสู้ไม่ได้จะถือว่าเสมอคะแนนจะถูกคิดตามดุลพินิจของอาจารย์
ปีแรกซือเฟิงหลงเพิ่งจะเข้าเรียนจึงไม่จำเป็นต้องสอบในปีที่สองซือเฟิงหลงที่อายุน้อยที่สุดระดับขั้นต่ำที่สุดไร้คู่ต่อสู้ตัวเขาเองเลือกท้าสู้ศิษย์พี่คนหนึ่งตามคำแนะนำของอาจารย์ ผลการต่อสู้คือเสมอในปีนี้ซือเฟิงหลงมีลางสังหรณ์ว่าการแข่งขันจะไม่เรียบง่ายดังที่ผ่านมาจะต้องมีคนออกมาท้าสู้กับเขาอย่างแน่นอน
ภายในกระท่อมฝึกตนของซือเฟิงหลงกลับไม่ต่างจากห้องหนังสือของบัณฑิตทั่วไปนัก ล้วนเต็มไปด้วยตำรา ภาพเขียนอักษรสมบัติทั้งสี่[1]ฉิน กระดานหมากหยก และกระบะทรายประดิษฐ์อักษรขนาดใหญ่
หลังสอบบุ๋นเสร็จ ซือเฟิงหลงก็เก็บตัวอยู่ในกระท่อมฝึกตนเขียนอักษรบนกระบะทราย เขียนตั้งแต่ทินกรสุดท้ายของวันวานจนกระทั่งสุรีย์แสงแรกของวันใหม่ก็ยังไม่หยุด แม้แต่เสียงจากภายนอกก็ดังมาไม่ถึงราวกับนักบวชผู้ทรงฌานไม่ว่าความวุ่นวายใดในโลกก็ทำลายฌานนี้ลงไม่ได้
นอกกระท่อมหลังตะโกนเรียกอยู่หลายครั้งก็ยังไม่มีเสียงตอบรับเจี่ยงฉงจึงเดินวนรอบกระท่อมมองหาช่องแตกของผนัง สอดส่ายสายตามองเข้าไปข้างใน
“วิญญูชนไม่ประพฤติตนเช่นคนพาลเสียเอง” เสียงของมู่ซานเกิงดังมาจากทางเดินหน้ากระท่อมร่างสูงในชุดขาวก้าวเดินเข้ามาในลานกระท่อมช้าๆ
เจี่ยงฉงแค่นเสียงผ่านลำคอ “เฮอะ!วิญญูชนจอมปลอม เฝ้ามองบัณฑิตหลงเดินทางผิด”
“ลับมีดไม่เสียเวลาผ่าฟืนศิษย์น้องกำลังจะออกรบ เจ้ากลับเอาแต่เร่งรัดเขาให้ปรากฏตัวศิษย์น้องเงียบถึงเพียงนี้อาจจะกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการฝึก เจ้าทำเสียงดังเอะอะคิดจะช่วยหรือทำให้เสียเรื่องกันแน่”
เจี่ยงฉงสะอึกอึ้งพลันได้สติรีบถอยกลับมาทันที กล่าวว่า “จะว่าไปแล้วเจ้าอาจพูดถูกเพราะไม่ว่าข้าจะสอดแนมยังไง ก็ไม่อาจฝ่าค่ายกลของศิษย์น้องเล็กเข้าไปได้ราวกับว่ากำลังมองขึ้นไปบนเวิ้งฟ้าไร้ขอบเขตไม่มีทั้งแสงเดือนและแสงดาว ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง”
เฉินเจียหลางนั่งอยู่ที่ม้าหินใต้ต้นเหมยที่กำลังร่วงโรยยามสายลมพัดผ่านกลีบสีชมพูก็รโปรยปราย เขารินชาร้อนให้ตนเองเอ่ยอย่างใจเย็นว่า“ก็ทำได้แค่รอแล้ว ให้คนอื่นแข่งกันไปก่อน ข้าได้แจ้งท่านอาจารย์ใหญ่แล้วเรื่องการกักตนของศิษย์น้องเล็กย่อมสำคัญกว่าท่านไม่ถือสาที่พวกเราจะเฝ้าด่านอยู่ที่นี่”
หยวนไหวจงเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามยกชาขึ้นดมก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าได้ชาดอกเหมยมาใหม่ แม้ตอนเหมยฮวาร่วงหล่น เถาฮวาผลิบานแต่ดื่มชาดอกเหมยยามนี้ก็ไม่ถือว่าช้า”
พูดจบก็ล้วงเข้าไปในชายแขนเสื้อกว้างหยิบเอาชุดชงชาใบใหม่ โถใส่ชาใบเล็กออกมา แล้วเริ่มชงชาขึ้นมาอีกกา
มู่ซานเกิงเดินมาหย่อยกายนั่งลงอีกด้านสูดจมูกดมอย่างสนอกสนใจ “ชาดอกเหมยจากยอดเขากระบี่บนเกาะจูเซวี่ย?ใช้ได้เลยนี่หยวนไหวจง เจ้าถึงกับกล้าปล้นชาหายากมาจากบรรพจารย์เชียวหรือ”
หยวนไหวจงถลึงตากล่าวว่า“วิญญูชนเปิดเผยผ่องใสเช่นข้าใช้ความสามารถขอแบ่งมาต่างหาก เจ้าคิดว่าข้าเป็นใครท่านบรรพจารย์เป็นผู้ใด การฉงฉวยสิ่งใดมาจากบรรพจารย์คิดว่าง่ายนักหรือ”
เจี่ยงฉงนั่งลงอีกด้านบ่นอย่างไม่เข้าใจ “พวกเจ้าไม่กังวลบ้างเลยหรือมีใครกักตนวันเดียวแล้วออกมาพร้อมความสำเร็จบ้างเล่า ถ้าหนึ่งวันศิษย์น้องไม่ออกมาผ่านไปเจ็ดวันก็ยังไม่ออกมาเล่า”
“ก็ต้องรอแสดงความยินดีกับศิษย์น้องเล็กแล้วหากวันนี้ยังไม่ออกมาย่อมหมายความว่าผลสำเร็จมีมากกว่า” เฉินเจียหลางตอบ
ทันใดนั้นพลันมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นแผ่ขยายออกมาจากกระท่อมครอบคลุมไปทั่วบริเวณ รัศมีสิบจั้งจากกระท่อมพลันไร้คลื่นลมกลีบเหมยแดงที่กำลังร่วงปลิวนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ แม้แต่ชายแขนเสื้อกว้างที่พลิ้วไสวอยู่เป็นนิจของหยวนไหวจงยังสงบนิ่งไม่มีสิ่งใดสามารถเคลื่อนไหวได้ภายใต้วงกลมโปร่งแสงที่มองไม่เห็นนี้
ทว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจเท่านั้นคล้ายช่วงเวลาที่คนผู้หนึ่งกลั้นหายใจ จนรู้สึกว่าทุกอย่างหยุดนิ่งจากนั้นก็กลับมาเคลื่อนไหวดังเดิมจนคนทั่วไปยังสัมผัสไม่ได้
แต่บัณฑิตหนุ่มทั้งสี่สามารถรับรู้ได้พวกเขาพากันชะงักมือที่กำลังยกชา ขมวดคิ้วแล้วคอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆกระทั่งประตูกระท่อมเปิดออกในอึดใจต่อมา
ซือเฟิงหลงเดินบิดขี้เกียจออกมาจากกระท่อมแหงนหน้าสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ พอเห็นดวงตะวันพลันสะดุ้งโหยง“สายถึงเพียงนี้แล้วหรือ แย่แล้ว! แย่แล้ว!”
“ศิษย์น้องเล็กพวกศิษย์พี่คิดว่าเจ้าปิดด่านกักตน ที่ไหนได้ เจ้ากลับแค่ตื่นสายเองหรือ?”
เสียงของเจี่ยงฉงดังขึ้นทำให้ซือเฟิงหลงหายว้าวุ่นในฉับพลันหันไปมองก็พบศิษย์พี่ทั้งสี่คนกำลังนั่งดื่มชากันอยู่จึงถอนใจออกมาด้วยความโล่งอกก้าวขาออกมาก้าวหนึ่งก็มาถึงข้างโต๊ะหินใต้ต้นเหมยแล้ว พูดพลางหัวเราะว่า“ข้าคิดว่าตนเองลืมเวลาแล้วเสียอีก แต่ในเมื่อศิษย์พี่ล้วนอยู่ตรงนี้หมายความว่ายังไม่ช้าไปสินะ”
มู่ซานเกิงลุกขึ้นดีดปลายนิ้วลงบนหน้าผากศิษย์น้องเบาๆกล่าวว่า “เจ้าช่างกล้าคิด พวกเราช้ามาสองชั่วยามแล้วต่างหาก!”
เฉินเจียหลางลุกขึ้นพลางถามว่า“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ยังไม่ทันตอบซือเฟิงหลงก็พลันรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าสู่อุโมงค์มืดคดเคี้ยวพริบตาเดียวก็มาโผล่อีกสถานที่หนึ่งช่างเป็นความรู้สึกคุ้นเคยที่ไม่อาจคุ้นเคยไปมากกว่านี้แล้วอาจารย์ใหญ่ได้ใช้วิธีการเดียวกันนี้ส่งเขาข้ามยอดเขาทั้งห้าในช่วงปีแรกที่เข้าเรียน
บัณฑิตห้าคนพลันปรากฏตัวขึ้นข้างสนามประลองผู้คนที่กำลังชมการประลองต่างส่งเสียงโห่ร้องยินดีขึ้นมาในเวลาเดียวกันการแข่งขันเริ่มต้นเมื่อสองชั่วยามที่แล้ว แต่ตัวเอกกลับไม่ปรากฏตัวเสียที บางคนคิดว่าอาจจะไม่ได้เห็นศิษย์หัวกะทิแข่งขันกันแล้วเสียอีก
“เขามาแล้ว” บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งยืดตัวขึ้นมองไปที่เด็กหนุ่มซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางบัณฑิตเอกเหล่านั้นด้วยแววตาโชนแสง
“คนต่อไป!”
ทันทีที่เสียงของอาจารย์ฉีประกาศเรียกผู้แข่งขันคนต่อไปเขาก็ทะยานร่างขึ้นไปบนเวทีชั่วคราวซึ่งสร้างจากภาพวาดของอาจารย์เผยไม่ว่าความเสียหายจากการต่อสู้ใดๆ หากอยู่ในม้วนภาพนี้ย่อมสามารถซ่อมแซมได้ในพริบตาเดียว
“บัณฑิตกู้ กู้เจี้ยนเหลยขอท้าประลองศิษย์พี่ซือเฟิงหลง!”
สายตาทุกคู่พลันเลื่อนไปยังซือเฟิงหลง นับตั้งแต่เขาเข้ามาเป็นศิษย์สถานศึกษาก็ได้รับการสั่งสอนโดยปรมาจารย์ทั้งห้าโดยตรง ไม่ใช่แค่ศิษย์ของปรมาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งเช่นคนอื่นๆแต่เป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ทั้งห้าเลยก็ว่าได้ มีโชควาสนาเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็รู้สึกอิจฉาทั้งนั้น
แม้ศิษย์พี่ทั้งหลายจะไม่ได้รู้สึกยอกแสยงใจอะไรแต่เหล่าศิษย์ใหม่ที่สอบเข้าสถานศึกษาได้ในปีถัดมานั้นกลับไม่ได้ใจกว้างนักการที่ต้องเรียกเด็กอายุน้อยกว่า ซ้ำยังมีระดับขั้นพลังต่ำกว่าเป็นศิษย์พี่ทำให้ศิษย์ใหม่เหล่านั้นรู้สึกไม่เป็นธรรมเท่าใดนัก
หยวนไหงจงมองไปทางฝั่งศิษย์น้องที่เข้ามาทีหลังซือเฟิงหลงแต่ละคนพลันสดชื่นกระตือรือร้นขึ้นมาทันที ในใจให้รู้สึกเศร้าหมอง“กู้เจี้ยนเหลยผู้นี้ ถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์คนหนึ่งหากเทียบบัณฑิตที่เข้าเรียนในปีเดียวกันเขาก็คือผู้ที่มีความก้าวหน้าในการฝึกตนสูงที่สุด วิชาบุ๋นธรรมดาแต่ใจทะเยอทะยานกลับมีไม่น้อยผ่านไปอีกหลายปีเขาย่อมมีศักยภาพที่จะช่วงชิงตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่มาครองได้อย่างอย่างแน่นอน”
เฉินเจียหลางย่นคิ้ว หันไปมองบัณฑิตกู้บนเวทีประลองแล้วจึงหันมาเอ่ยกับซือเฟิงหลงประโยคหนึ่ง “ระวังด้วย”
ซือเฟิงหลงชะงักพยักหน้าแล้วจึงกระโดดขึ้นไปบนเวที
เรื่องของสัญชาติญาณระวังอันตรายลางสังหรณ์บางอย่างก็สามารถช่วยชีวิตคนผู้หนึ่งได้นั้นเขาเพิ่งจะได้สัมผัสมันกับตาเมื่อครั้งออกไปหาประสบการณ์กับศิษย์พี่ในปีนี้ดังนั้นซือเฟิงหลงจึงเชื่อว่า คำเตือนของเฉินเจียหลาง ไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆอย่างแน่นอน
จำเป็นต้องระวังศิษย์น้องกู้คนนี้เอาไว้
“บัณฑิตซือ ซือเฟิงหลง”
กู้เจี้ยนเหลยยิ้ม พูดขึ้นเบาๆเพียงพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ได้ยินมาว่า แม้ศิษย์พี่จะระดับขั้นไม่สูงแต่สามารถสู้ข้ามขั้นได้ เช่นนั้นศิษย์น้องคนนี้ก็จะขอพิสูจน์!”
ซือเฟิงหลงทำหน้าไร้เดียงสาการฝึกประสบการณ์ครั้งนี้ แม้พบเหตุไม่คาดฝันหลายครั้ง มีการต่อสู้เกิดขึ้นหลายหนแต่ก็ไม่ได้มีอันตรายอะไร ตัวเขาเองแทบจะไม่ได้ลงมือด้วยซ้ำ ไม่ว่าศิษย์พี่หรืออาจารย์ล้วนปกป้องเขาไว้กลางวง ความรู้สึกของการถูกปกป้องก็ไม่เลวนักหรอกเพียงแต่ว่าตนเองไม่ใช่คุณชายน้อยจากที่ใด จึงรู้สึกคันไม้คันมือมานานแล้ว
กอรปกับที่วิชาหมัดเพิ่งจะทะลวงระดับกลางครบทุกธาตุแม้ฝ่ามือสุญญตาจะถือว่าสำเร็จเพียงครึ่งก้าว แต่ขอเพียงครึ่งก้าวนี้เขาใช้ให้ดีก็สามารถรับมือกับผู้ฝึกตนจู้จี้ขั้นปลายอย่างกู้เจี้ยนเหลยได้อย่างเหลือแหล่
ซือเฟิงหลงผายมืออกมาข้างหนึ่ง กล่าวว่า“ข้าเพิ่งตระหนักรู้บางอย่าง แม้จะเพียงเสี้ยวเดียว แต่ก็ควรค่าให้ยินดีเพราะการตระหนักรู้นี้ทำให้วิชาหมัดของข้าสมบูรณ์ขึ้น ศิษย์น้องเชิญ!”
“เจ้าช่างเป็นศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจยิ่งนัก!”
สิ้นคำกู้เจี้ยนเหลยก็โยนวัตถุวิเศษออกไปติดๆกันหลายชิ้นล้อมรอบคนทั้งคู่เอาไว้ จากนั้นก็ยกมือขึ้นทำท่าดัชนี ปากพึมพำเรียก“ออกมา!”
พริบตานั้นจิ้งจอกขาวตัวหนึ่งก็กระโดดออกมาจากความว่างเปล่ามันเกาะอยู่บนไหล่ของกู้เจี้ยนเหลย โบกหางเป็นพวงพ่นหมอกควันสีชมพูออกมา
เวลาเดียวกันนั้นซือเฟิงหลงก็รับรู้ได้ถึงจิตสังหารแรงกล้า มุ่งตรงมาที่ตัวของเขาประหนึ่งเงาแสงของปราณกระบี่!
[1] สมบัติทั้งสี่ เครื่องใช้สำคัญของนักปราชญ์และบัณฑิตจีน มี 4 อย่าง คือพู่กัน, หมึก, แท่นฝนหมึก และกระดาษ