Santianamarir เซนเทียน่ามารีอาร์ 1 (ผู้ฟูมฟักจากโลกต้องห้าม)

    กลืนกิน

    กลืนกิน

            การประลองของพวกนักเรียนชั้นปีหนึ่งของวันนี้จบลงผู้ชนะทุกคนมีสิทธิ์ได้เข้าประลองในวันพรุ่งนี้จะมีการจับคู่ใหม่อีกครั้งเมื่อรุ่งอรุณมาเยือนกฎถูกตั้งไว้เช่นนั้นแต่ทว่า…

            “การประลองสำหรับวันนี้ได้จบลงแล้วและเราได้ผู้ชนะสำหรับรอบนี้มาเป็นที่เรียบร้อยและฉันขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าในการประลองของเด็กปีหนึ่งกติกาได้จะถูกเปลี่ยนผู้ชนะทุกคนจะได้ต่อสู้ในรูปแบบเดียวกับรุ่นพี่ปีสุดท้าย คือในแต่ละรอบการต่อสู้จะถูกเพิ่มจำนวนคู่ต่อสู้เข้าไปผู้อยู่รอดคนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะในการประลองขอให้นักเรียนชั้นปีหนึ่งทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมและการประลองจะถูกจัดขึ้นอีกครั้งในอีกสามวันข้างหน้าตอนนี้ขอให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับที่พักตัวเองได้” เมื่อสิ้นคำประกาศของอีรอส เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ของกติตาที่ถูกเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหันแม้จะมีการเดินทยอยกันออกจากสนามไปบ้างแล้วแต่การเกาะกลุ่มพูดถึงเรื่องนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วบริเวณ

            “อะไรกันนี่..!การต่อสู้แบบนั้นต้องเตรียมร่างกายอย่างต่ำเป็นอาทิตย์เลยนะ เนย่าเธอจะไหวรึเปล่า” รินรินที่กำลังเดินกลับพร้อมกับเนย่าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

            “ฉันคงไม่ซวยขนาดจับได้คนที่หนึ่งหรอกมั้งอีกอย่างนี่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรแค่ทดสอบธรรมดาเองมีผลกับคะแนนก็คงไม่มากเพื่อจะได้เหมาะกับการแบ่งกลุ่มออกไปนอกแคว้นไง” เนย่าพยายามปลอบใจตัวเองและอธิบายถึงความน่าจะเป็นของเหตุการณ์นี้

            “ก็ไม่แน่นะ เธออาจจะโคตรซวยก็ได้นี่ยายหนู” ชูม่าก็พูดถึงความน่าจะเป็นสำหรับเขาที่คิดได้เช่นกัน

            “ชูม่านายไม่พูดก็ไม่มีใครว่านายเป็นใบ้หรอกนะนายดูแต่ละคนที่ผ่านเข้ารอบไปสิ แค่ซิมบัสกับลาร์เฟียก็ปวดหัวจะแย่ล่ะยังต้องไปเจอฮาร์มและเซนดรินด้วยนะ รวม ๆ คนที่ชนะมาได้อีกก็สิบกว่าคนแล้วใครจะไหวใจร้ายกันเกินไปรึเปล่าเนี่ย” รินรินอธิบายให้ทั้งชูม่าและเนย่าฟังว่าการประลองกับพวกเด็กที่ชนะผ่านเข้ารอบมานอกจากมีพวกตัวป่วนอย่างลาร์เฟียให้ปวดหัวแล้วก็ยังมีคนอื่นๆ อีกด้วย

            “มันก็แค่การทดสอบ ถึงตอนนั้นฉันยอมหมอบก็ได้ถ้าเธอสู้ไม่ไหวจริงๆ” เสียงเซนดรินเอ่ยขึ้นจากข้างหลังทั้งสองคนเขาเดินตามมาทันได้ยินสองสาวกำลังคุยกันอยู่พอดี

            “ไม่ต้องเลย สู้ให้เต็มกำลังเท่าที่มีนั่นล่ะไม่ต้องออมมือ” เนย่าว่า

            “แต่เธอจะบาดเจ็บนะ” ฮาร์มเองก็เดินตามทั้งสองมาด้วยเช่นกัน 

            “ไม่เป็นไรหรอกน่าลองดูจะได้ฝึกซ้อมกันไปในตัวด้วย” เนย่ามองว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความรู้จักกับพลังมังกรของเขาสองคนบางทีถ้าลองสู้กันจะได้เข้าใจกันและกันมากขึ้นกว่านี้ก็ได้

            ในขณะที่พวกเด็ก ๆ กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสชาติพวกเขาก็ต้องหยุดแล้วหันกลับมามองผู้ร่วมวงสนทนาใหม่ที่ยืนยิ้มร่าอยู่ข้างหลังพวกเขาชายร่างสูงจมูกใหญ่ยืนกุมมือทั้งสองข้างไว้ด้านหน้าและค้อมตัวเล็กน้อยให้เด็ก ๆ

            “ท่านทูตขอเชิญท่านทั้งสองไปพบปะพูดคุยที่ด้านโน้นหน่อยขอรับ” ผู้ติดตามท่านทูตแห่งบาร์เรมบูกล่าวกับเซนดรินและฮาร์มเพียงสองคนเพราะเขาทั้งคู่คือคนที่ท่านทูตต้องการพบเลยไม่แม้แต่จะชายตามองเด็กหญิงอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กันด้วยเขาเชิญทั้งคู่ให้ไปทำความรู้จักผู้ที่นั่งอยู่บนสุดของอัฒจันทร์ในโซนของแขกพิเศษ

            “ไม่ไป” เซนดรินตอบเสียงห้วน

            “นั่นท่านทูตนะ ถ้าเขาไม่ให้ผ่านแคว้นจะทำไง” รินรินเดินเข้าไปกระซิบลอดไรฟันใส่คนที่ทำหน้าตาย

            “แล้วไง?” เซนดรินหันมาตอบอย่างไม่สนใจก่อนจะหายตัวไปในทันทีทำเอาผู้ติดตามถึงกับยิ้มเก้อ

            “เดี่ยวสิเซนดริน” เนย่าร้องห้ามแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

            “ฮาร์มนายจะไปไหม” รินรินหันมาถามคนที่ยืนทำหน้านิ่งอยู่

            “ไม่แน่” เขาเดินแยกไปอีกทางแล้วก็หายตัวไปอีกคนเนย่าถึงกับมองตาคนที่ยืนคอยอยู่ด้วยสีหน้าเจื่อนลง ผู้ใหญ่มาเชิญแท้ ๆแต่สองคนนั่นกลับไม่สนใจเลยสักนิด 

            “ต้องขอโทษท่านด้วยนะคะ เพื่อน ๆ หนูคงไม่สบาย” เนย่ารีบแก้ตัวให้ทั้งสองก่อนจะจูงมือกันเดินหลบฉากหนีออกไปจากสถานการณ์น่าอึดอัดอย่างเร็วจี๋

            “นี่ยายหนู ไอ้ท่านทูตอะไรนั่นน่ะหมายตามังกรของเธอทั้งคู่ล่ะรู้ไหม อีกสามวันคงจะมีอะไรสนุก ๆ แน่ที่ไอ้หนูทั้งสองกล้าหักหน้าคนแบบนั้นเข้า” ชูม่ากระซิบให้เนย่าฟังเขารู้สึกถูกใจไอ้หนูทั้งสองยิ่งนักที่กล้าปฏิเสธการเข้าพบทูตต่างเมือง

            “ฉันไม่อยากให้อีกสามวันมาถึงเลยแฮะ” เนย่าพอจะรู้ได้ว่าการที่ชูม่าพูดแบบนี้แสดงว่าจะต้องเกิดเรื่องขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

     

     

    ก่อนเกิดเหตุ

            “ข้าก็อยากดูการต่อสู้จนจบนะแต่ว่าข้ามีธุระไปแคว้นอื่นอีก เป็นไปได้ข้าก็อยากให้การทดสอบนี้เป็นแบบพวกปีสุดท้ายนะ สู้จนกว่าจะเหลือรอดเพียงคนเดียวแบบนั้นน่าจะสนุกกว่า” ดาร์ชิกลองพูดเอ่ยลอย ๆเผื่อจะมีใครแถวนี้รับฟังข้อเสนอของเขาบ้าง

            “แต่พวกเขายังเป็นแค่เด็กปีหนึ่งการฝึกฝนยังไม่มากพอมังกรก็ยังเล็กมากและร่างกายก็ยังไม่พร้อมที่จะต่อสู้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนั้นได้นะครับ” อีรอสเอ่ยขัด แม้ดูจากท่าทีคนฟังจะไม่สนใจคำพูดของเขาเลยก็ตาม

            “ใครอ่อนแอก็แพ้ไป มันเรื่องปกติไม่ใช่รึท่านทรีบาส” แทนที่ดาร์ชิกจะสนใจคำพูดของอีรอสกลับไปเอ่ยขอความเห็นจากทรีบาสแทน

            “ท่านก็พูดถูกแต่ถ้าท่านต้องการจะให้เป็นเช่นนั้น ก็คงต้องมีอะไรมาแลกเสียกระมังเอาไว้เป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ชนะวัยเยาว์ของเซนเทียน่าฯ ดีหรือไม่” ทรีบาสลองยื่นข้อเสนอ

            “ย่อมได้ข้ามีของวิเศษจะมอบให้แก่ผู้ชนะอย่างแน่นอนรับรองพวกท่านจะต้องยินดีกับผู้ชนะเป็นแน่” ดาร์ชิกยกยิ้มบาง ๆ อย่างพอใจที่ทรีบาสดูเหมือนจะรับข้อเสนอ

            “ขอบใจท่านมากที่สนใจในตัวนักเรียนปีหนึ่งของเซนเทียน่าฯ ถึงเพียงนี้หวังว่าในอีกสามวันข้างหน้าท่านจะไม่ผิดหวัง” ทรีบาสยกยิ้มก่อนจะลุกจากไปและดาร์ชิกก็เรียกผู้ติดตามของเขามาให้ไปตามเด็กที่เขาสนใจในความสามารถมาพบ

     อีกด้านหนึ่งหลังจบการประลอง

            ยามค่ำมาถึงอย่างรวดเร็วดาร์ชิกรอฟังข่าวดีจากลูกน้องคนสนิทที่ให้ไปทาบทามเด็กทั้งสองมาให้เขาอย่างใจเย็นเขานั่งคอยนอนคอยอยู่ในห้องรับรองของเซนเทียน่าฯ อย่างสบายอารมณ์

            “ถูกปฏิเสธครับนายท่าน” ผู้ติดตามดาร์ชิกก้าวเข้ามารายงานในขณะที่ดาร์ชิกกำลังดื่มด่ำเครื่องดื่มสีขาวใสรสเผ็ดร้อนลงคอ

            “เด็กสองคนนั่นกล้าปฏิเสธข้าเชียวรึ หึ ๆ” แม้จะรู้สึกเสียดาย แต่ก็ยังรู้สึกถูกใจที่เด็กสองคนนั่นปฏิเสธเขาเพราะน้อยคนนักที่จะไม่สนใจคำเชิญชวนและผลประโยชน์ที่เขาจะมอบให้

            “จะต้องให้จัดการอย่างไรดีขอรับ” คนสนิทเขาเอ่ยถามต่อ

            “สิ่งที่ข้าอยากได้ ข้าก็ต้องได้ในสักวันตามดูเด็กสองคนนั่นต่อไป ส่วนเด็กมนุษย์นั่น มีโอกาสก็ขัดขวางการทำคะแนนของมันอย่าให้มันผ่านเข้าแคว้นเราได้ข้าไม่อยากให้แคว้นบาร์เรมบูของเรามีสิ่งอัปมงคลไปเยือนเพราะอาจจะทำให้ท่านผู้ครองแคว้นไม่พอใจ” ดาร์ชิกยกเครื่องดื่มสีใสกระดกเข้าปากอีก

            “จากที่ข้าลองทดสอบพลังเด็กมนุษย์คนนั้นพลังจากเปลือกไข่ของหมัดมังกรนั่นไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ สามารถกำจัดภูตรับใช้ของข้าได้ในเพียงไม่กี่อึดใจทั้งที่ในสนามประลองก็ดูไม่มีพิษมีภัยอะไรแต่อาวุธที่อยู่กับเด็กนั่นเป็นระดับที่หาได้ยากยิ่ง” คนสนิทของดาร์ชิกรายงานเพราะเขาได้พิสูจน์มาแล้วว่าอาวุธที่เด็กหญิงมีนั้นพลังล้นเหลือ ขนาดฟักได้หมัดมังกรออกมายังมีพลังขนาดนี้ถ้าฟักได้มังกรจริง ๆ คงจะมีพลังมหาศาลหรือว่าแท้จริงแล้วหมัดมังกรมีพลังที่พวกเขามิอาจรู้กันแน่

            “เจ้าจะบอกให้ข้าแย่งชิงอาวุธจากเด็กคนนั้นมารึ” ดาร์ชิกขมวดคิ้วยุ่งอย่างขัดใจ อาวุธกระจอก ๆแบบนั้นจะมีพลังมากได้เช่นไร แถมยังเป็นเปลือกของหมัดมังกรคนสนิทของเขาน่าจะคิดไปเองเสียมากกว่าเขาไม่อยากเสียพลังมหาศาลในการไปยึดครองอาวุธจากเปลือกไข่มังกรที่ดูกระจอกงอกง่อยเช่นนั้นถ้าจะลงมือปล้นอาวุธที่ล้ำค่าจริง ๆ ก็ต้องทัดเทียมกับระดับเทพเจ้าได้

            ที่ผ่านมาดาร์ชิกเคยทำแบบนี้หลายครั้งถ้าพบอาวุธเป้าหมายที่มีพลังมากเขาก็จะปล้นชิงเอาดื้อ ๆคือฆ่าผู้ครอบครองเสียหรือไม่ก็ทำให้ยอมจำนนโดยการรวบรวมผ่านพิธีกรรมหลายอย่างจนกว่าอาวุธนั้นจะลืมเจ้าของเดิมซึ่งวิธีนี้ยากกว่ามาก แถมสิ้นเปลืองพลังสุด ๆ ถ้าเป็นไปได้ก็ฆ่าผู้ครอบครองนั้นเสียเพราะถ้าไม่ฆ่า อาวุธของมังกรที่เขายึดมาก็จะกลับมาเล่นงานเขาเสียเอง

            “จากที่ข้าสัมผัสพลังของอาวุธนั่นนับว่าเป็นระดับที่น่ากลัวเลยทีเดียวนะขอรับ” คนสนิทยังยืนยันอีกเพราะเด็กมนุษย์สามารถใช้พลังได้ถึงสองธาตุพร้อมกันเขาเลยขออนุญาตนายของเขาเพื่อทดสอบความสามารถ แต่ผลที่ได้เกินคาดซึ่งเขาพยายามอธิบายให้ผู้เป็นนายฟังเท่าไรก็ดูเหมือนจะไม่มีทางเชื่อ

            “ถ้าเจ้าจะมั่นใจขนาดนั้นก็จับตาดูเอาเองก็แล้วกันบางทีวันประลองอาจจะได้เห็นอะไรดี ๆข้ายังไม่อยากปักใจเชื่อเรื่องอาวุธของเด็กมนุษย์นั่นสิ่งที่ข้าสนใจคือเด็กชายสองคนนั่นต่างหาก” ดาร์ชิกยังคงไม่เปลี่ยนเป้าหมาย

            “การประลองในอีกสามวันข้างหน้ากฏมีเพียงข้อเดียวคือห้ามฆ่ากันแต่กฎก็เปลี่ยนได้โดยง่าย เพียงแค่มีการแทรกแซงกระผมจะใช้โอกาสนี้พิสูจน์ให้ท่านได้เห็นขอรับว่าอาวุธที่เด็กมนุษย์มีไม่ได้ด้อยค่าที่ท่านจะได้มันมาครอบครองเลย” คนสนิทของดาร์ชิกยังยืนกราน

            “ลงมือเงียบ ๆ อย่าให้ใครจับได้ที่สำคัญเจ้าต้องนำเด็กสองคนนั่นมาพบข้าให้ได้” เขาจะลองปล่อยให้ลูกน้องทำตามใจแต่เขาก็ยังไม่ลืมสำทับที่จะต้องได้พบเด็กชายสองคนนั่นให้จงได้ 

            ดาร์ชิกโบกมือไล่คนสนิทให้ออกไปจากห้องของเขาก่อนจะหยิบขวดสีสวยที่บรรจุน้ำสีใสรสเผ็ดร้อนขึ้นมารินแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด

            “อยากพบกระผมขนาดจะแทรกแซงการประลองเลยหรือขอรับ” ที่ขอบระเบียงหน้าต่างห้องรับรองของดาร์ชิกมีร่างหนึ่งนั่งฟังบทสนทนาเมื่อครู่อยู่นานเมื่อสบโอกาสเห็นว่าอยู่กันเพียงลำพังเลยเอ่ยถามออกไปดาร์ชิกเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ยิ่งรู้สึกยินดี

            ความสูงระดับนี้เด็กคนนี้กลับมานั่งอยู่ที่ขอบระเบียงอย่างสบายอารมณ์แถมคงจะได้ยินบทสนทนาของเขาและลูกน้องทั้งหมดอีกด้วยก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกถูกอกถูกใจจึงรีบเชื้อเชิญเข้ามาด้านในให้ได้คุยกันอย่างสะดวกขึ้น

            “เข้ามาด้านในเถิดมานั่งคุยกันดี ๆ” 

            ร่างเด็กชายลุกขึ้นยืนก่อนจะมุดลอดกรอบหน้าต่างเข้ามาเดินสำรวจห้องรับรองของเขาอย่างถือสิทธิ์ ผมดกดำนัยน์ตาสีรัตติกาลสวยนั่นช่างเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น เด็กคนนี้อนาคตไกลถ้าจะยอมไปอยู่กับเขา

            “เห็นท่านอยากพบก็เลยมาดูว่าท่านจะมีข้อเสนอดี ๆอะไร” ใบหน้าเรียบเฉยหันมาสบตาเขา ยกยิ้มมุมปากอย่างไร้อารมณ์

            “ฉันเห็นฝีมือเธอในการประลองรู้สึกประทับใจมากฉันอยากให้เธอไปอยู่แคว้นฉันที่นั่นเธอจะได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีและในอนาคตเธอจะได้ก้าวหน้ามากกว่านี้” ดาร์ชิกรีบยื่นข้อเสนอ

            “ทำไมท่านถึงคิดว่าผมจะสนใจล่ะขอรับ” เด็กชายนั่งลงบนเก้าอี้ พร้อมกับเอียงคอถาม

            “เธอดูเป็นคนฉลาดกว่าที่ฉันคิดไว้มากนะเธอต้องการสิ่งใดรึ” ดาร์ชิกก็พอจะเดาออกถึงการมาของเด็กชายว่าคงไม่ใช่แค่มาฟังข้อเสนอของเขาเป็นแน่

            “กระผมไม่ต้องการสิ่งใดเลยขอรับ เพียงแค่…สิ่งนี้….เท่านั้น” ดวงตาสีดำสนิทบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจเลือดฉายชัดในความมืด

            ใบหน้าของเด็กชายเปลี่ยนไปบางครั้งรูปหน้าสวยนั่นก็ดูเหมือนเด็กธรรมดาบางครั้งก็วูบไหวรับกับประกายในตาสีแดงเป็นหัวกะโหลกแก้วมีเงาดำคลายปีกของพญาปีศาจทาบทับอยู่เบื้องหลังจนน่ากลัวตะเกียงเซนเทียที่ลอยวนเวียนให้แสงสว่างถึงกับหรี่แสงจนดาร์ชิกเห็นภาพเบื้องหน้าไม่ชัด

            เด็กชายลุกจากเก้าอี้บุหนังชั้นดีก่อนจะเดินก้าวเข้าหาคนที่กำลังตื่นตะลึงเด็กชายค่อย ๆ ยื่นมือมาตรงหน้า ดาร์ชิกเบิกตาโพลงเขาไม่สามารถขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อยความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจจนยืนนิ่งไม่ไหวติง 

            มือของเด็กชายที่ยื่นมาหาเขา บางทีก็ดูเป็นเนื้อหนังธรรมดาบางทีก็มีรูปร่างเหมือนโครงกระดูกแก้วที่บางใส นิ้วเรียวจากมือเด็กชายชี้เป้าแล้วจิ้มที่อกของเขาก่อนมือกระดูกแก้วนั้นจะหายเข้าไปข้างใน

            ลึกเข้าไปในจิตใจคนตรงหน้าเด็กชายควานมือหาบางสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของชายคนนี้ลึกยิ่งกว่านั้น ลึกจนเข้าไปถึงแกนวิญญาณ ดวงตาสีแดงมองทะลุเข้าไปเขาพบการเกาะเกี่ยวของสายใยดวงวิญญาณ

            วิญญาณดวงนี้กำลังปกป้องบางสิ่งบางสิ่งที่เป็นกาฝาก บางสิ่งที่หลบซ่อนลึกล้ำจนยากที่จะมีใครค้นพบมันได้ 

            พลังจากมือนี้ของเขาค่อย ๆสลายสายใยวิญญาณออกทีละน้อยเพื่อมุ่งไปหาเจ้ากาฝากที่ซ่อนอยู่ดวงจิตดำมืดที่อยู่ในวิญญาณของชายคนนี้พยายามหลีกหนีมือของเขาแต่สุดท้ายเขาก็คว้ามันไว้ได้ แล้วออกแรงกระชากจนหลุดออกมา

            เด็กชายยกยิ้มให้กับสิ่งที่เขาเพิ่งได้มาเศษดวงจิตชั่วร้ายนั้นดิ้นรนมีเสียงกรีดร้องเบา ๆก่อนที่มือกระดูกแก้วของเขาจะค่อย ๆ ยกมันขึ้นแล้วส่งมันเข้าปากกลืนกินมันเข้าไปอย่างง่ายดาย 

            ดวงตาสีแดงฉานวูบไหวก่อนที่ร่างกระดูกแก้วของเขาจะกลับกลายเป็นกายเนื้อปกติอีกหนดวงตาสีรัตติกาลหรี่มองคนตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะกระซิบข้างหูดาร์ชิกอย่างแผ่วเบา

            “นี่ละขอรับสิ่งที่ผมต้องการ จากนี้จงอย่ายุ่งกับเด็กมนุษย์อีกอย่าหาว่าผมไม่เตือนนะขอรับ” ดวงตาสีดำข้างหนึ่งแดงข้างหนึ่งจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของดาร์ชิกที่ดูเหมือนจะยังไม่ได้สติแล้วร่างเด็กชายก็หายวับไปพร้อมกับความทรงจำเรื่องเมื่อครู่ที่ถูกบิดเบือนเข้ามาในหัวเป็นเรื่องใหม่

            “ขอบใจที่รับข้อเสนอ ฉันจะรอดูผลงานของเธอนะฮาร์ม”

    คล้ายกับเรื่องSantianamarir เซนเทียน่ามารีอาร์ 1 (ผู้ฟูมฟักจากโลกต้องห้าม) ที่คุณอ่าน