ต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่ช่วยเด็กชายดึงข้าวของบางส่วนออกมา บางอย่างเขาก็ห้ามไม่ให้เด็กชายเอาไปด้วย“ทิ้งไว้อย่างนั้นดีกว่า มันเสียหายหมดแล้ว เ้าอย่าเสียดายไปเลย”เด็กชายทำท่าไม่อยากจะทิ้ง เขาอยากจะเอาข้าวของทุกอย่างออกมาให้หมด
แต่ชายชราสอนเขาว่า“ข้าเข้าใจว่าเ้าเสียดาย และของบางอย่างก็มีความหมายกับเ้าและแม่ แต่ดูสิตอนนี้หิมะเริ่มละลายแล้ว หลายอย่างก็เสียหายเปียกขาดจนใช้ไม่ได้ถ้าเ้าฝืนเข้าไปเอามันออกมา ไม่รู้ว่าหลังคากับผนังจะถล่มลงมาตอนไหนรักษาชีวิตกับร่างกายเอาไว้เถิด ข้าวของเงินทอง ไม่ตายก็ยังหาใหม่ได้นะเสี่ยวเฉียงเอ๊ย!”
จริงสินะเขายังมีเรี่ยวแรงยังมีทางหาเงินได้ แล้วเขาจะเสียดายไปทำไมแต่ชีวิตของเขาสิสำคัญกว่าข้าวของพวกนั้น เหตุการณ์วันนั้นสอนให้เฟิงหลี่เฉียงได้คิดหลายอย่าง ทั้งความไม่แน่นอนของชีวิตทั้งคำว่าเหลือแต่ตัว และการรู้จักตัดใจทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตและร่างกายเอาไว้โดยเฉพาะคำพูดของต้วนเจี่ยซินที่บอกเขาว่า ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ตราบนั้นคนเราก็ยังหาเงินและข้าวของกลับคืนมาได้และนั่นจึงเป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กชายเฟิงหลี่เฉียงรู้จักการหาเงินและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ตราบใดที่เชื่อว่าตัวเองทำได้ ถึงแม้จะต้องล้มลุกคลุกคลานและเริ่มต้นชีวิตใหม่จากศูนย์อีกกี่ครั้งก็ตาม เขาก็ไม่เคยยอมแพ้
เมื่อเป็เช่นนั้นเฟิงหลี่เฉียงจึงนำของบางอย่างที่พอใช้ได้ออกมาและพาต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่ไปที่ศาลเ้าหน้าหมู่บ้าน และช่วยกันรักษาอาการาเ็ให้ชาวบ้านโดยมีเฟิงหลี่เฉียงคอยช่วยเหลือ
หลังจากช่วยรักษาชาวบ้านร่วมกับหมอจากอำเภอเสร็จแล้ว ต้วนเจี่ยซินก็ถามลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาว่า“เสี่ยวเฉียง ตอนนี้บ้านของเ้าก็เสียหายจนอยู่ไม่ได้แล้วเ้าจะพาแม่กับน้องไปอยู่ที่บ้านของข้าก่อนไหม”
เด็กชายอ้าปากค้างเขาพยักหน้าด้วยความดีใจ เมื่อได้ฟังต้วนเจี่ยซินพูด อันเฟยจูก็ดีใจมากเช่นกันเธอไม่สามารถอาศัยอยู่ที่ศาลเ้าไปได้ตลอด และเธอก็ไม่มีใครมาช่วยซ่อมบ้านด้วยชาวบ้านที่มาพักพิงที่นี่ชั่วคราว ก็เริ่มทยอยไปอยู่ที่บ้านของญาติเหลือเพียงครอบครัวของเธอที่ไม่มีที่ไป เมื่อได้ยินชายชราบอกแบบนี้ น้ำตาเธอก็อดไหลออกมาไม่ได้ครอบครัวของเธอรอดชีวิตได้ ก็เพราะท่านหมอต้วนคนนี้แท้ๆ เธอดีใจมากที่ถึงชีวิตจะยากลำบากแค่ไหนก็ยังมีทางออกให้เธอและลูกได้เดินต่อไป และเธอรู้ดีว่า ทั้งหมดนี้ เป็เพราะความรักและความเอ็นดูที่ต้วนเจี่ยซินมีต่อลูกชายคนโตของเธอพวกเธอจึงได้รับการช่วยเหลือไปด้วยเช่นกัน
แล้วชีวิตของบ้านเฟิงที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ก็จบลง พวกเขาช่วยกันขนข้าวของที่มีอยู่เพียงน้อยนิดไปเก็บไว้บนรถลากและออกเดินทางไปยังบ้านเชิงเขาหลานเถียนเพื่อเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ที่ไม่ต้องต่อสู้อย่างเดียวดายอีกต่อไป
เมื่อเดินทางมาถึงบ้านต้วนเจี่ยซินจัดให้ครอบครัวของเฟิงหลี่เฉียง อาศัยอยู่ที่ห้องทางปีกขวาของบ้านใน่แรกพวกเขาเกรงใจมาก และคิดว่าเมื่ออากาศดีขึ้นจะย้ายกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านตามเดิมแต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ต้วนเจี่ยซินและคนอื่นในบ้าน ต่างรู้สึกเอ็นดูสงสารทั้งแม่และลูกโดยเฉพาะพ่อบ้านและแม่ครัวที่อายุมากแล้ว ที่รักและเอ็นดูพี่น้องเฟิงหลี่เฉียงและเฟิงหลี่อิงมาก
ต้วนเจี่ยซินจึงบอกให้พวกเขาอยู่ที่บ้านนี้ต่อไปจนกว่าพวกเขาจะอยากย้ายไปอยู่ที่อื่นเองซึ่งก็ทำให้คนบ้านเฟิงต้องน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้ง
และในท้ายที่สุดแล้วเฟิงหลี่อิงได้เป็ลูกศิษย์ของต้วนเจี่ยซินอีกคนหนึ่ง และกลายมาเป็หมอหญิงที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมาส่วนอันเฟยจูนั้น ก็ได้ช่วยทำงานต่างๆ ให้กับหมอต้วนและเรียนรู้การปลูกสมุนไพรและการทำยา จนกลายมาเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร สามารถทำเงินจากการขายยาได้และได้นำความรู้นี้ไปช่วยเหลือผู้คนอีกมากมายในภายหลัง
และแล้วเวลาก็ผ่านไป5 ปี...
ลู่ปู่ขี่รถลากไปยังที่ว่าการอำเภอแห่งหนึ่งของเมืองหวยหนานตอนนี้เป็เวลาบ่ายคล้อยแล้ว รถลากหลายคันจอดรออยู่ที่ลานด้านหน้าของอำเภอเพื่อมารอรับนักศึกษาที่เข้าสอบบัณฑิตในระดับอำเภอที่หรือการสอบถงเซิง ที่แปลว่านักศึกษาเด็กนี่คือการสอบระดับแรกของการสอบจอหงวน หากสอบผ่านรอบแรกนี้ พวกเขาจะได้เป็“เซิงหยวน” หรือ “ซิ่วฉาย” ที่หมายถึงบัณฑิตระดับเทศมณฑลหรืออำเภอซึ่งการสอบระดับแรกนี้มีความสำคัญมาก จึงมีขุนนางประจำเทศมณฑลหรืออำเภอมาร่วมจัดการสอบทั้งการคุมสอบและการตรวจข้อสอบอย่างเคร่งครัด
ถึงการสอบถงเซิงครั้งนี้จะแปลว่าการสอบของนักศึกษาเด็กแต่อายุของคนเข้าสอบกลับมีหลากหลาย ั้แ่เด็กวัยรุ่นไปจนถึงชายอายุ 50 ปี บางคนเข้าสอบเป็ครั้งแรกบางคนเป็การสอบครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ได้เช่นกัน
เพราะบางคนสามารถสอบผ่านั้แ่ครั้งแรกบางคนต้องสอบหลายครั้ง บางคนยอมสอบจนอายุมากขึ้นก็ยังไม่ยอมแพ้เพราะรู้ว่าการได้เป็บัณฑิต ถึงแม้จะเป็ตำแหน่งต่ำแค่ไหนก็ตามก็ยังดีกว่าการเป็ชาวนาชาวไร่ธรรมดา ที่ต้องพึ่งพาฟ้าฝนในการทำมาหากินและคนที่สอบผ่านเป็เซิงหยวนหรือบัณฑิตระดับอำเภอนี้ ถึงแม้จะไม่ได้สอบในระดับที่สูงขึ้นไปอีกก็ยังได้ชื่อว่าเป็บัณฑิต จะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีคนในครอบครัวยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารด้วย บางคนยังเข้ารับราชการในตำแหน่งเล็กๆบางคนกลับมาเปิดโรงเรียนและเป็ครูสอนหนังสือในระดับประถมศึกษาได้อีกเช่นกัน
เมื่อได้เวลาแล้วการสอบ 3 วัน 3 คืน ก็สิ้นสุดลง นักเรียนที่เข้าสอบเริ่มเดินออกมาจากประตูสนามสอบหลายคนหน้าตาซีดเซียวด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพราะคร่ำเคร่งกับการสอบ และยังอดหลับอดนอนในตอนนี้ เฟิงหลี่เฉียงเดินออกมาจากห้องสอบแล้วเช่นกัน ในมือของเขาหิ้วตะกร้าใส่เครื่องเขียนอาหารและน้ำ ที่นำเข้าไปด้วยั้แ่สามวันที่แล้ว
นักเรียนบางคนเดินออกมาด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวสิ้นหวังบางคนเหนื่อยล้าจากการสอบ และบางคนเดินออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจแต่เฟิงหลี่เฉียงกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นเขาเดินออกมาลู่ปู่ที่ยืนรออยู่ก็รีบเรียกชื่อ เด็กชายจึงยิ้มออกมาและเดินตรงไปที่รถลาก
หลายคนมองตามเฟิงหลี่เฉียงในวัย12 ขวบด้วยความสนใจ ตอนนี้เขาเติบโตขึ้นมาก เขามีรูปร่างสูง ผอมเพรียว และมีท่าทางสง่างามใบหน้าเริ่มเรียวยาวมากขึ้นตามวัยยิ่งทำให้เขาทั้งสวยงามและหล่อเหลาในคราวเดียวกัน จากแขนขาที่เริ่มยาวทำให้เห็นว่า เขาน่าจะเติบโตขึ้นเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงอย่างแน่นอน
เด็กชายเดินเข้ามาใกล้และทักทายลู่ปู่อย่างอารมณ์ดีว่า “พี่ลู่ รออยู่นานไหมครับ”
อีกฝ่ายรีบตอบอย่างใจร้อนว่า“ไม่นานเลย เสี่ยวเฉียง รีบตอบมาก่อน เ้าทำข้อสอบได้ไหม!”
ใช่แล้วทุกคนในหมู่บ้านเชิงเขาหลานเถียน ต่างใจจดใจจ่อกับผลการสอบของเขามากพวกเขาอยากรู้ว่า เด็กชายที่พวกเขาเห็นมาั้แ่อายุ 6 ขวบ จะสามารถสอบผ่านเป็บัณฑิตซิ่วฉายได้หรือไม่ถึงแม้ว่าคนในหมู่บ้าน จะเป็ผู้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ แต่พวกเขาก็้าเห็นเด็กที่พวกเขาช่วยกันปลุกปั้นมากับมือได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังเอาไว้
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะ“ข้าก็ตอบเท่าที่คิดได้ครับ แต่จะได้หรือไม่ก็ต้องรออีกหนึ่งเดือนถึงจะมีประกาศผลสอบออกมา”
ใช่แล้วในการสอบระดับอำเภอ จะมีข้าราชการหลายคนจากเทศมณฑลหลานเถียนมาร่วมกันตรวจข้อสอบและในการสอบระดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้ จึงจะมีบัณฑิตขั้นสูงจากราชบัณฑิตยสถานฮานหลินหรือฮานหลินหยวน ซึ่งทำงานเกี่ยวกับอักษรศาสตร์ของราชสำนัก มาเป็ผู้ตรวจข้อสอบ
อย่างไรก็ตามกฎข้อบังคับเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละรัชสมัย ั้แ่ราชวงศ์แรกของจีนมีการเปลี่ยนแปลงการสอบเค่อจวี่หลายครั้ง รวมไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบในการสอบบางครั้งเป็หน้าที่ของฮานหลินหยวน บางครั้งเป็หน้าที่ของกรมพิธีการบางครั้งเป็หน้าที่ของซางซู่เซิง หรือกรมกิจการรัฐ หรือสำนักเลขาธิการของพระจักรพรรดิ
สำหรับการสอบเค่อจวี่ในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อนี้หากเฟิงหลี่เฉียงสามารถสอบผ่านการสอบถงเซิงนี้ได้แล้ว เขาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็บัณฑิตเซิงหยวนหรือซิ่วฉายจากนั้นในอีก 3 ปีต่อมา เขาจึงมีสิทธิเข้าสอบในระดับมณฑลหรือภูมิภาคที่เรียกว่า“เซียงซื่อ” หรือ “ชิวซื่อ” ที่ตั้งชื่อตาม่เวลาสอบในฤดูใบไม้ร่วงผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับนี้จะเรียกว่า “จวี่เหริน"หรือเรียกกันทั่วไปว่า “จ้งจวี่” จากนั้นจึงขยับไปสู่การสอบในระดับประเทศ และการสอบต่อหน้าพระที่นั่งเป็ขั้นสุดท้าย
และในอีกหนึ่งเดือนต่อมาเฟิงหลี่เฉียงกับลู่ปู่ก็เดินทางจากหมู่บ้านหลานเถียนเข้ามาในอำเภออีกครั้งเพื่อมาดูการประกาศผลสอบ ที่ติดประกาศเอาไว้ที่หน้าอำเภอ แล้วพวกเขาก็ดีใจจนเนื้อเต้นเพราะเฟิงหลี่เฉียงผ่านการสอบครั้งนี้ และยังได้เป็ “เซิงหยวน” ที่มีคะแนนสูงสุดด้วย!